โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลือกตั้งที่ “ห่วย” ที่สุดของไทย(และโลก)?

สยามรัฐ

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 01.33 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 01.00 น.

ทวี สุรฤทธิกุล

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะเข้าขั้น “ห่วย” แต่จะถึงขั้น “ห่วยแตก” หรือไม่นั้น ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณกันเองตามสมควร

“ห่วย” ตามพจนานุกรมแปลว่า แย่, เลว, เสีย, ไม่ดี ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Bad ผู้รู้บอกว่ามาจากภาษาจีนแต้จิ๋วและฮกเกี้ยนที่ออกเสียงคล้ายกัน ดั้งเดิมแปลว่า ของเสีย หรือของที่ไม่ได้ใช้แล้ว แต่คนไทยนำมาใช้ในความหมายที่ว่า แย่มาก ๆ หรือเลวมาก ๆ อย่างที่ใช้คำว่า “ห่วยแตก” เป็นต้น

คนที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย คงจะต้องทราบมาแล้วว่าใน พ.ศ. 2500 ประเทศไทยก็เคยมีการเลือกตั้งที่ “ห่วยแตก” มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ช่างน่าประหลาดเพราะจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์เหมือนในครั้งที่ผ่านมานี้เหมือนกัน นั่นก็คือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่สื่อมวลชนในยุคนั้นเรียกว่า “การเลือกตั้งสกปรก” และน่าจะครองแชมป์การเลือกตั้งที่ “สกปรกที่สุดของประเทศไทย” เพราะยังไม่มีการเลือกตั้งครั้งอื่น ๆ ที่สกปรกเท่า เว้นแต่ว่าศาลจะพิจารณาให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นเป็นโมฆะ ซึ่งน่าจะเป็นการเลือกตั้งที่แย่กว่าเมื่อ 69 ปีก่อนนั้นแน่ ๆ เพราะมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงที่ลึกซึ้งและ “พิลึกพิลั่น” มากกว่า

หลายท่านคงเกิดไม่ทันการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 รวมทั้งผู้เขียนนี้ด้วยคนหนึ่ง จึงขอนำข้อมูลจากเอกสารใน “ฐานข้อมูลพระปกเกล้า” ของสถาบันพระปกเกล้ามานำเสนอ โดยผู้เขียนขออนุญาตเรียบเรียงใหม่บางส่วนให้กระชับขึ้น ดังนี้

“การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้รัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจจัดการเลือกตั้งได้พยายามใช้กลไกอำนาจรัฐชักจูงและบังคับให้ข้าราชการประจำช่วยเหลือการเลือกตั้งของตนด้วยวิธีการอันหลากหลาย ทั้งการเรียกประชุมข้าราชการบอกให้เลือกพรรคของรัฐบาลเพื่อจะได้ทำงานตามแผนของรัฐบาลต่อ ดังปรากฏกรณีจังหวัดนครสรรค์ที่มีการฟ้องร้องการกระทำดังกล่าวว่าเกิดขึ้นจริง ศาลพิพากษาว่ากระทำผิดจึงต้องรับโทษจำคุกตามกฎหมายและปรับด้วย นอกจากนี้ยังได้การแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งที่เป็นคนของตนเองเพื่อเพิ่มคะแนนให้กับพรรครัฐบาล และการใช้อำนาจข่มขู่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการใช้อำนาจกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง โดย พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ได้ให้บรรดานักเลง อันธพาล ที่ทางรัฐบาลเรียกว่า "ผู้กว้างขวาง" ข่มขู่บังคับให้ชาวบ้านเลือกแต่ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล มีการคุกคามผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการใช้อุจจาระป้ายตามประตูบ้าน รวมทั้งใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวประณามพรรคฝ่ายค้าน เป็นต้น

แนวโน้มของการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน เมื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ต่างลงข่าวถึงการพบบัตรเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมที่จะลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคเสรีมนังคศิลา โดยมีตราประทับของนายอำเภอดุสิต คือนายสะอาด ศิริพัฒน์ ไว้อย่างถูกต้อง ดังปรากฏพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ว่า “พบไพ่ไฟเกลื่อนกรุง”

เมื่อวันเลือกตั้งมาถึงปรากฏว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความไม่เรียบร้อยหลายประการที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์สมัยนั้นเต็มไปหมด โดยฝ่ายรัฐบาลรักษาการขณะนั้นที่ลงสมัครนามพรรคเสรีมนังคศิลาได้ใช้กลวิธีหลายประการเพื่อทุจริตการเลือกตั้งให้ฝ่ายตนได้รับชัยชนะ ตั้งแต่การใช้คนที่เหน็บแถบแพรเครื่องหมายของพรรคเสรีมนังคศิลาหมุนเวียนไปลงคะแนนคนละหลายครั้ง จนเกิดศัพท์ใหม่ทางการเมืองเรียกว่า พลร่ม ส่วนอีกวิธีการหนึ่งคือเมื่อปิดหีบแล้วมีการยัดบัตรลงคะแนนที่กาหมายเลขผู้สมัครของพรรคเสรีมนังคศิลาเข้าไป เรียกว่า ไพ่ไฟ นอกจากนี้ยังมีการขัดขวางและทำร้ายร่างกายประชาชนที่มาลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ต่อหน้าสาธารณชน ตลอดจนแอบเปลี่ยนหีบเลือกตั้งในที่ลับตาคน และการพยายามถ่วงการนับคะแนนและมีเหตุต้องสะดุดเมื่อฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้รับชัยชนะ เป็นต้น

เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาแล้วปรากฏว่าประชาชนไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่ารัฐบาลโกงการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในหมู่นิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งด้วยตนเอง และพบการโกงการเลือกตั้งหลายรูปแบบ เมื่อมีสื่อมวลชนและประชาชนประณามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สกปรก แต่จอม พล ป.พิบูลสงครามได้แถลงต่อหนังสือพิมพ์ว่า อย่าเรียกว่าการเลือกตั้งสกปรกเลย ควรจะเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย” เท่านั้น

แม้จะมีการประท้วงอย่างรุนแรงพร้อมทั้งการเรียกร้องจากนักการเมืองฝ่ายค้านและประชาชนให้รัฐบาลประกาศให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ รวมทั้งการที่สมาชิกสภาราษฎรฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ยื่นฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดพระนคร สระบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานีและเชียงใหม่ให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ในจังหวัดดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะเป็นไปโดยมิชอบและฝ่ายรัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้งอย่างสุจริตแต่มีพฤติการณ์โกงการเลือกตั้งหลายประการ

อย่างไรก็ตาม พรรคเสรีมนังคศิลาก็จัดตั้งรัฐบาลจนเสร็จ โดยมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2500 และต่อมาในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2500 ก็มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาบริหารประเทศ หลังจากผ่านการอภิปรายนโยบายรัฐบาลจากฝ่ายค้านอย่างรุนแรงสองวันสองคืนของวันที่ 1-2 เมษายน พ.ศ. 2500 แต่ฝ่ายรัฐบาลก็สามารถมีเสียงสนับสนุนในสภาเหนือฝ่ายค้านจากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคมีมากกว่าด้วยคะแนนเสียง 144 ต่อ 4 คณะรัฐบาลชุดนี้จึงได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทางการเมืองของการแข่งขันอำนาจกันในระหว่างผู้นำทางการเมือง จึงทำให้รัฐบาลอยู่ได้ต่อมาอีกไม่นานนัก

ผลประการสำคัญจากการโกงการเลือกตั้งของรัฐบาลที่ถูกขนานว่า “การเลือกตั้งสกปรก” และการเสนอข่าวด้านลบของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์ และการประท้วงของฝ่ายค้าน นักศึกษาประชาชนต่อการเลือกตั้งที่สกปรก ที่สำคัญคือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแตกแยกกันในหมู่ผู้นำทางการเมืองมาถึงจุดแตกหักเร็วขึ้น จนท้ายที่สุดได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญคือกลุ่มนายทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐบาลจากการปฏิวัติในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500”

อ่านแล้วคิดให้ดีนะครับ สมัยโน้นมีคำว่า พลร่ม ไพ่ไฟ สมัยนี้มี บาร์โค้ด บัตรเขย่ง สมัยโน้นมี ผู้กว้างขวาง สมัยนี้มี บ้านใหญ่ และบรรยากาศก็คล้าย ๆ กัน คือมีความแตกแยกในหมู่ผู้นำ ซึ่งในสมัยก่อนคือทหาร ปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นปัญหาระหว่างนักการเมือง แต่ก็น่าจะมีทหารอยู่เบื้องหลังอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ก็มีการฟ้องร้องเรื่องการนับคะแนน ที่มีเค้าว่าอาจจะถึงขั้นขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งอาจจะยืดเยื้อวุ่นวาย รวมถึงน่ากลัวว่าอาจจะมีการก่อการชุมนุมประท้วงในหมู่ประชาชน ซึ่งก็จะมีความวุ่นวายยิ่งขึ้น

23 กุมภาพันธ์นับถึง 16 กันยายน ใน พ.ศ. 2500 ก็ราว ๆ 7 เดือน ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหารล้มการเลือกตั้ง ดังนั้น ใน พ.ศ. 2569 นี้ ถ้าอีก 7 เดือน คือเดือนกันยายนนี้ ก็น่ากลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ ?

ขอทุกท่านติดตามความวุ่นวายนี้ด้วยใจจดจ่อ และขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยให้อยู่รอดปลอดภัยตลอดไป

#ตะเกียงเจ้าพายุ #ทวีสุรฤทธิกุล #เลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #เลือกตั้งสกปรก #รัฐประหาร #ประวัติศาสตร์การเมือง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...