เจาะลึกเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟนที่ทำให้ Xiaomi ถึงกับเรียกว่า ‘Master of Night’
Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟน Flagship รุ่นล่าสุดของ Xiaomi ที่พัฒนาระบบกล้องร่วมกับ Leica เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 และได้เปิดตัวในระดับโลกที่งาน MWC Barcelona 2026 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน
THE STANDARD WEALTH ได้ร่วมเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเข้าร่วมการแนะนำระบบกล้องของ Xiaomi 17 Ultra พร้อมสื่อมวลชนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป โดยทีมวิศวกรของ Xiaomi ได้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคของระบบกล้อง พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามอย่างเต็มที่ ณ โรงงานอัจฉริยะ Xiaomi เขตฉางผิง
ความร่วมมือระหว่าง Xiaomi กับ Leica แบรนด์กล้องสัญชาติเยอรมันที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2022 ครอบคลุมตั้งแต่ซีรีส์ Ultra, Mix Fold ไปจนถึงซีรีส์ T เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ทั้งสองฝ่ายยกระดับไปสู่โมเดล ‘Strategic Co-creation’ หรือการร่วมสร้างสรรค์เชิงกลยุทธ์ มุ่งเน้น 3 เสาหลัก ได้แก่ เลนส์ (Optics), ความสวยงามของภาพ (Aesthetics) และประสบการณ์การใช้งาน (Experience)
ตัวเครื่องมีดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกล้องคลาสสิก, มุมโค้งมน, ขอบเรียบ บางเพียง 8.29 มม. น้ำหนัก 219 กรัม ถือเป็นรุ่น Ultra ที่บางและเบาที่สุดของ Xiaomi
ภายในขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 5 แบตเตอรี่ 6,000 mAh และจอแสดงผล Hyper RGB ที่ความสว่างสูงสุด 3,500 นิต โดย Xiaomi ตั้งชื่อให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ว่า ‘Master of Night’ เพื่อสะท้อนจุดแข็งด้านการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย
เซนเซอร์ LOFIC หัวใจของการถ่ายภาพ HDR แบบฮาร์ดแวร์
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือกล้องหลักเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ที่ใช้เทคโนโลยี ‘LOFIC’ (Lateral Overflow Integration Capacitor) เป็นเซนเซอร์รุ่น Light Fusion 1050L คู่กับเลนส์ Leica Ultra-Pure Optics โดยกล้องหลักใช้เลนส์ 23 มม.
ทีมวิศวกรอธิบายว่าเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากใช้ 35 มม. จะต้องบีบอัดระบบเลนส์อย่างหนักเพื่อให้เซนเซอร์ 1 นิ้วอยู่ในตัวเครื่องที่บางขนาดนี้ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพภาพ
หากย้อนดูวิวัฒนาการของการถ่ายภาพแบบ HDR บนสมาร์ทโฟน เจเนอเรชันแรกอย่าง Multi-frame HDR ใช้วิธีรวมหลายเฟรมเข้าด้วยกัน ซึ่งมักเจอปัญหาภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว ส่วนเจเนอเรชันที่สองอย่าง DCG (Dual Conversion Gain) ลดปัญหาภาพเบลอได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องไฮไลต์ที่ถูกตัดขาดเพราะพิกเซลเก็บแสงได้ไม่มากพอ
LOFIC แก้ปัญหาทั้งสองนี้พร้อมกัน โดยเพิ่มหน่วยเก็บประจุไฟฟ้าเสริมไว้ในแต่ละพิกเซล หากเปรียบแสงเป็นน้ำฝนและตัวรับแสง (Photodiode) เป็นถัง เวลาน้ำเต็มก็จะล้น ทำให้ส่วนสว่างของภาพขาวโพลน LOFIC ทำหน้าที่เหมือนถังสำรองขนาดใหญ่ที่คอยรับน้ำส่วนเกิน จึงไม่มีข้อมูลแสงสูญหาย
ผลคือ HDR ระดับฮาร์ดแวร์ที่เก็บรายละเอียดทั้งส่วนมืด ส่วนกลาง และส่วนสว่างได้ในชัตเตอร์เดียวจากการทดสอบของ Xiaomi ระบุว่า LOFIC รับแสงในส่วนที่สว่างได้มากกว่าเซนเซอร์ทั่วไปถึง 6.3 เท่า ทำให้ฉากที่มีคอนทราสต์สูงอย่างพระอาทิตย์ตกหรือดอกไม้ไฟ ได้ภาพที่สีสันเป็นธรรมชาติทั้งส่วนมืดและส่วนสว่าง
ทั้งนี้ระบบกล้องไม่ได้พึ่ง LOFIC เพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้ร่วมกับ Multi-frame และ DCG ตามสถานการณ์ โดยตัวกล้องจะตรวจจับสภาพแวดล้อมแล้วเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ทีมวิศวกรยังตอบคำถามสื่อมวลชนว่ากำลังพิจารณานำ LOFIC ไปใช้กับเซนเซอร์ตัวอื่นอย่างเลนส์เทเลโฟโตในอนาคตด้วย
เลนส์เทเลโฟโต 200 ล้านพิกเซล กับระบบซูมกลไกระดับ Leica APO
อีกความก้าวหน้าที่น่าสนใจคือเลนส์เทเลโฟโต 200 ล้านพิกเซลจาก Leica ที่มาพร้อมระบบ ‘Mechanical Optical Zoom’ ครอบคลุมช่วง 75-100 มม. ต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วไปที่มักใช้เลนส์โฟกัสคงที่แล้วอาศัยการครอปดิจิทัล
ทีมวิศวกรของ Xiaomi อธิบายเหตุที่เลือกช่วง 75-100 มม. เพราะเป็นช่วงนที่ใช้งานบ่อยที่สุดในการถ่ายภาพประจำวัน ตั้งแต่ 75 มม. สำหรับภาพครึ่งตัว, 85-90 มม. สำหรับภาพบุคคลระยะใกล้ และ 100 มม. สำหรับระยะไกล ระบบนี้ให้คุณภาพระดับออปติคัลได้สูงสุดถึง 400 มม. หรือซูมได้ราว 17.2 เท่าเมื่อเทียบกับกล้องหลัก โดยไม่ต้องครอปเซนเซอร์
เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่ขยายระยะซูมไปถึง 120 มม. ทีมวิศวกรอธิบายว่าการผลักระบบซูมกลไกให้ไกลกว่านี้จะต้องเพิ่มความสูงของ Camera Deco ซึ่งกระทบกับดีไซน์ตัวเครื่อง ช่วง 75-100 มม. จึงเป็นจุดสมดุลระหว่างความละเอียดสูงกับข้อจำกัดทางกายภาพ
Xiaomi ระบุว่าเลนส์ตัวนี้มีโครงสร้างซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยทำมา ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 8 ชิ้นจัดเป็น 3 กลุ่ม เมื่อเปลี่ยนระยะโฟกัส เลนส์ต้องเคลื่อนที่ได้ไกลถึง 7 มม. พร้อมปรับโฟกัสใหม่ตลอดเวลา
ทีมวิศวกรจึงออกแบบระบบ ‘Dual Carriage’ ที่ใช้ตัวเลื่อน (Carriage) ขนาดใหญ่สำหรับขับเคลื่อนระบบซูม และตัวเลื่อนขนาดเล็กสำหรับปรับโฟกัสอัตโนมัติอย่างแม่นยำ
เลนส์ตัวนี้ยังเป็นเลนส์ซูมออปติคัลระดับ ‘Leica APO’ (Apochromatic) ตัวแรกบนสมาร์ทโฟน ใช้ชิ้นเลนส์แก้วสมรรถนะสูง 3 ชิ้นเพื่อแก้ปัญหา Chromatic Aberration หรือขอบสีม่วงที่มักเกิดบริเวณขอบวัตถุ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ด้วยซอฟต์แวร์ได้ยาก
Xiaomi ระบุว่าการออกแบบแบบหลายชิ้นเลนส์นี้ให้ผลลัพธ์ดีกว่าคู่แข่งที่ใช้ชิ้นเลนส์แก้วพิเศษเพียงชิ้นเดียว
ฮาร์ดแวร์นำ อัลกอริทึมเสริม
แนวคิดที่ Xiaomi ย้ำตลอดการแนะนำคือการพึ่งพาออปติกส์และฮาร์ดแวร์เป็นหลัก โดยเริ่มตั้งแต่รุ่น 15 Ultra ที่นำเสนอแนวคิด ‘Optical Night Imagery’ และ Xiaomi 17 Ultra ก็สานต่อด้วยระบบกล้อง 3 ตัว ครอบคลุมช่วง 14-100 มม. ซึ่งเดิมเป็นระบบ 4 กล้อง แต่ได้รวมเลนส์เทเลโฟโต 2 ตัวเข้าเป็นเซนเซอร์ 200 ล้านพิกเซลเพียงตัวเดียว
ระบบกล้องยังรองรับ Leica Essential Mode ที่ฝึกอัลกอริทึมจากโปรไฟล์สีของกล้อง Leica M9 และ M3 เพื่อให้ภาพมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ Leica โดย Xiaomi เป็นผู้พัฒนาอัลกอริทึมหลัก ขณะที่ Leica เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดเป้าหมายทางภาพ และทดสอบคุณภาพตลอดกระบวนการ
สำหรับเซนเซอร์ 200 ล้านพิกเซล Xiaomi ระบุว่ากระบวนการ Color Calibration ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากมีประสบการณ์กับเซนเซอร์ระดับนี้มาก่อน
อีกคำถามที่น่าสนใจคือเรื่องวิดีโอและระบบกันสั่นเทียบกับคู่แข่งอย่าง iPhone ซึ่ง Xiaomi ยอมรับตรงๆ ว่าเรื่อง ระบบกันสั่นวิดีโอ (Video Stabilization) และความสม่ำเสมอในการประมวลผลวิดีโอยังเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ ทั้งเฟรมเรต, การจัดการหน่วยความจำ และการทำงานร่วมกันของกล้องหลายตัว พร้อมระบุว่าผู้ใช้จะเห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป
ในฐานะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก (ตามข้อมูลที่ Xiaomi ระบุ) Xiaomi 17 Ultra สะท้อนการลงทุนด้านเทคโนโลยีกล้องที่จริงจัง ทั้งเซนเซอร์ LOFIC ที่แก้ปัญหา HDR ในระดับฮาร์ดแวร์ และเลนส์เทเลโฟโตซูมกลไกที่ซับซ้อนระดับ Leica APO
จากที่ THE STANDARD WEALTH ได้ลองถ่ายจริงระหว่างทริป กล้องตอบสนองได้ดีในช่วงค่ำที่แสงน้อย ภาพออกมาคมชัดและสีดูเป็นธรรมชาติ รวมถึงสภาพแสงอื่นๆ ก็ถ่ายออกมาได้ดีเช่นกัน ถือว่าน่าสนใจสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับกล้องสมาร์ทโฟนซึ่งปัจจุบันถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว
สำหรับ Xiaomi 17 Series จะเปิดให้ เปิด Pre-order ระหว่าง 28 ก.พ. – 6 มี.ค. 2569 โดยมีให้เลือก 2 แบบคือ ความจุ 16GB+1TB ราคา 48,990 บาท ส่วนความจุ 16GB+512GB ราคา 44,990 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://bit.ly/xiaomi-17-series ส่วนวันที่จำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยนั้นยังไม่ได้มีการกำหนดแต่อย่างใด