โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อยากเป็นหมอ เรียนต่อที่ไหนดี? รู้จัก 5 โรงเรียนแพทย์จากท็อปยูระดับโลก (US, UK, SE, SG, HK)

Dek-D.com

เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 08.22 น. • DEK-D.com
พาไปรู้จัก 5 โรงเรียนแพทย์ชั้นนำจากมหาวิทยาลัยดังระดับโลก

สวัสดีน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ถ้าพูดถึงชื่อคณะยอดฮิตตลอดกาล หนึ่งในชื่อที่นอนมาก็คงหนีไม่พ้น ‘แพทยศาสตร์ (Medicine)’ เพราะเป็นคณะที่สอนวิชาการและปฏิบัติแบบเจาะลึกเข้มข้น เชื่อมโยงกับการดูแลชีวิตและสุขภาพของคนในสังคมโดยตรง และปัจจุบันเส้นทางแพทย์ไม่ได้จำกัดแค่งานรักษาคนไข้ในสถานพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปได้ทั้งสายวิจัยทางการแพทย์ นโยบายสาธารณสุข หรือสายใหม่ๆ อย่าง Health Techที่กำลังมาแรงด้วย

สำหรับน้องๆ คนไหนกำลังคิดว่าอยากเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ และกำลังเก็บข้อมูลเตรียมความพร้อมอยู่ วันนี้เรามี 5 โรงเรียนแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกมาให้ได้ทำความรู้จักกันค่ะ

#เช็กลิสต์สำคัญ

ก่อนเรียนต่อแพทย์ในต่างประเทศ

การไปเรียนต่อแพทย์ที่ต่างประเทศนั้น น้องๆ ควรจะต้องศึกษาข้อมูลหลักสูตรและเงื่อนไขการรับเข้าเรียนของแต่ละมหาวิทยาลัยอย่างรอบคอบ รวมถึงขั้นตอนด้านเอกสาร การรับรองวุฒิ และการกลับมาประกอบวิชาชีพในประเทศไทยด้วยค่ะ เพื่อป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในอนาคต // พี่ลูกหมูทำเช็กลิสต์ไว้คร่าวๆ ดังนี้

  • ถามตัวเองว่าชอบเลกเชอร์แน่นๆ แล้วค่อยเข้าโหมดปฏิบัติ, เจอคนไข้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือ เน้นอภิปรายและวิจัย แม้จะเป็นคณะแพทย์เหมือนกันแต่ก็มีหลายสไตล์ ฉะนั้นศึกษาหลักสูตรให้ดี รวมถึงระยะเวลาการเรียน หาอ่านรีวิว พูดคุยกับรุ่นพี่ ถ้าเลือกให้ตรงจริตแล้วชีวิตการเรียนแพทย์จะมีความสุขกว่า

  • นอกจากเรื่องสไตล์การเรียนแล้ว ข้อกำหนดในการสมัครเข้าเรียนก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เพราะในบางประเทศ เช่น อเมริกา เราจะต้องเรียนจบปริญญาตรีก่อน จึงจะไปเรียนต่อแพทย์ได้ // ติดตามต่อได้ที่ข้อควรรู้การเรียนต่อแพทย์ของแต่ละประเทศด้านล่างได้เลย

  • สำคัญมาก!ถ้าน้องๆ ตั้งใจว่าจะกลับมาเป็นหมอรักษาคนไข้ที่เมืองไทย "ต้องเช็กว่าแพทยสภา (Medical Council of Thailand) รับรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนั้นหรือไม่"ไม่งั้นเรียนจบมาอาจจะต้องสอบเพิ่มหลายขั้นตอน หรือไม่สามารถสอบใบประกอบฯ ไทยได้นะคะ (ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บแพทยสภา)

  • วุฒิได้รับการรับรองจากองค์กรแพทย์ระดับนานาชาติหรือไม่?นอกจากการรับรองจากประเทศไทยแล้ว ใครที่ต้องการเรียนแพทย์ในต่างประเทศควรตรวจสอบว่าหลักสูตรได้รับการยอมรับจากองค์กรทางการแพทย์ในระดับสากล เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งการรับรองเหล่านี้จะสะท้อนถึงมาตรฐานการศึกษา และช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานหรือศึกษาต่อในต่างประเทศในอนาคตด้วยค่ะ

  • งบประมาณและทุนการศึกษาค่าเรียนแพทย์ที่สูงมากๆ ต้องคำนวณทั้งค่าเทอม ค่ากินอยู่ ค่าอุปกรณ์การเรียน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีค่าครองชีพแตกต่างกันไป เช่น
    - ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร มีค่าเล่าเรียนเฉลี่ยสูง และค่าครองชีพมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า
    - ประเทศในยุโรปกลางเช่น โปแลนด์ มีค่าเล่าเรียนอยู่ในระดับกลาง และค่าครองชีพใกล้เคียงกับกรุงเทพบ้านเรา
    - ประเทศในเอเชียเช่น จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง มีค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพที่สูงกว่าไทยประมาณนึง

  • แม้หลักสูตรแพทย์ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ในบางประเทศ ภาษาอังกฤษ อาจใช้เฉพาะช่วงเรียนวิชาพื้นฐาน (Basic Science) เท่านั้น เมื่อเข้าสู่การเรียนภาคคลินิก อาจจะต้องใช้ภาษาท้องถิ่นควบคู่กับภาษาอังกฤษ// ควรตรวจสอบรูปแบบการเรียนการสอนให้ชัดเจนล่วงหน้า

  • กฎหมายคุ้มครองผู้ป่วยในหลายประเทศมีความเข้มงวดซึ่งทำให้นักศึกษาแพทย์อาจไม่ได้รับโอกาสฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ดังนั้นควรเลือกมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้ฝึกอบรมภาคคลินิกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีระบบรองรับชัดเจน

  • สภาพแวดล้อมและที่ตั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม อย่าลืมอ่านรีวิวสภาพอากาศ อาหารการกิน ภาษาที่ใช้สื่อสารในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน

  • เป้าหมายการทำงานหลังเรียนจบก็ต้องคิดให้ชัดเหมือนกันว่าเราอยากทำงานต่อที่ประเทศนั้นเลย หรือสุดท้ายตั้งใจจะกลับมาทำงานที่ไทย เพราะในบางประเทศ การขออยู่ทำงานต่ออาจต้องใช้เวลาค่ะ และมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ถ้าตั้งใจจะกลับไทยอยู่แล้วตั้งแต่แรก บางครั้งเส้นทางนั้นอาจไม่คุ้มทั้งเวลาและพลังที่ต้องลงทุน น้องๆ จึงควรลองวางแผนให้ชัดตั้งแต่ต้น จะได้เลือกประเทศ หลักสูตร และเส้นทางที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของตัวเองที่สุดค่ะ

Note: บทความนี้อ้างอิงจากการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject: Medicine 2025

1. Harvard University - US

เบอร์หนึ่งของโลก ศูนย์กลางวิจัยสุดล้ำ

เริ่มด้วยสหรัฐอเมริกากันค่ะ ถ้าพูดถึงความขลังและความเก๋า ต้องยกให้ ‘Harvard Medical School’ที่ครองตำแหน่งคณะแพทย์อันดับ 1 ของอเมริกาและของโลก

  • ก่อตั้งในปี 1782 เป็นแห่งแรกๆ ในอเมริกา หากนับรวมก็ผลิตบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยคุณภาพแน่นมาแล้วกว่า 200 ปี
  • โดดเด่นด้านการวิจัยทางการแพทย์ นวัตกรรม และ Clinical Practice
  • นักศึกษาแพทย์ของ Harvard ได้ฝึกและทำวิจัยกับโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น Massachusetts General Hospital, Brigham and Women’s Hospital, Dana-Farber Cancer Institute เป็นต้น
  • เป็นศูนย์กลางของงานวิจัยโรคมะเร็ง, Neuroscience, Genetics & Precision Medicine และ Public Health & Global Health //
  • ศิษย์เก่าระดับตำนาน เช่น Harvey Cushing (บิดาแห่งศัลยกรรมประสาท (Neurosurgery) และ Joseph Murray (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ปี 1990 และเป็นแพทย์คนแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตในมนุษย์) เป็นต้น

ค่าเล่าเรียน

เริ่มต้นที่ปีละ $73,874 หรือประมาณ 2,290,795 บาท (อ้างอิงจาก $1 = 31.01 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ที่อเมริกา

  • ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาสายวิทยาศาสตร์ เช่น Biology, Chemistry, Neuroscience (บางมหาวิทยาลัยรับสาขา Humanities / Social Sciences ด้วย แต่ต้องเช็ก requirements ให้ละเอียดค่ะ)
  • ต้องใช้วุฒิปริญญาตรี ยื่นสอบ MCAT (ข้อสอบสำหรับสมัครเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์)
  • เมื่อเรียนจบจะได้รับวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ Doctor of Medicine (M.D.) หรือ
    Doctor of Osteopathic Medicine (D.O.)
  • หลังได้รับวุฒิ M.D. หรือ D.O. สามารถใช้วุฒิยื่นสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์และต้องเข้ารับการฝึกอบรมแพทย์วิชาชีพเพิ่มเติม (Residency) ประมาณ 3–8 ปี (ขึ้นอยู่กับสาขาและกฎหมายของแต่ละรัฐ)
  • เมื่อผ่านทุกขั้นตอนแล้ว จึงสามารถเริ่มทำงานในวิชาชีพแพทย์ในสหรัฐอเมริกาได้ // อาจจะต้องยื่นขอใบอนุญาตจาก Medical Board ของรัฐ ที่ต้องการทำงาน ทั้งนี้ กฎแตกต่างกันในแต่ละรัฐค่ะศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

…………………….

2. University of Oxford – UK

วิชาการเข้มข้นและมนต์ขลังแบบอังกฤษ

ส่วนอันดับ 2 ของโลก (QS Rankings: Medicine 2025) เป็นโรงเรียนแพทย์ตัวตัวท็อปจากฝั่งสหราชอาณาจักร 'University of Oxford' เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก พร้อมจุดแข็งด้านงานวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขในหลายประเทศ

  • มีศูนย์วิจัยที่เกี่ยวกับการแพทย์ชั้นนำหลายแห่ง เช่น Centre for Evidence-Based Medicine, Centre for Statistics in Medicine, และ Jenner Instituteที่ทำงานด้านวัคซีนและโรคติดเชื้อ
  • การเรียน 3 ปีแรกคือ ‘Pre-Clinical’ เน้นวิทยาศาสตร์พื้นฐานแบบแน่นปึ้ก เช่น กายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยา ฯลฯ และ 3 ปีหลังคือ ‘Clinical’ ลงสนามฝึกปฏิบัติในโรงพยาบาล ซึ่งช่วยให้นักศึกษาเข้าใจลึกซึ้งทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติจริงก่อนเป็นแพทย์เต็มตัว
  • มีระบบ Tutorial/Supervision จุดเด่นของ Oxford คือการเรียนกลุ่มเล็กหรือตัวต่อตัวกับอาจารย์ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์มากกว่าการเรียนแบบเน้นเลกเชอร์

ค่าเล่าเรียน

เริ่มต้นที่ปีละ £49,400 หรือประมาณ 2,089,860 บาท (อ้างอิงจาก £1 = 42.30 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ที่อังกฤษ

  • หลักสูตรแพทยศาสตร์ใช้เวลาเรียนประมาณ 6 ปีค่ะ
  • นักเรียนไทยต้องใช้ คะแนน A-Level วิชาชีววิทยาและเคมี หรืออาจต้องเรียนคอร์สปรับพื้นฐาน (Foundation / Pre-med course) ก่อน
  • ต้องสอบข้อสอบคัดเลือกแพทย์ UCAT หรือ BMAT (ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของแต่ละมหาวิทยาลัย)
  • เมื่อผ่านการคัดเลือก จะเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ และเมื่อเรียนจบ จะได้รับวุฒิ Bachelor of Medicine and Bachelor of Surgery (MBBS / MBChB)
  • หลังจบแพทย์ ต้องเข้าศึกษา Foundation Programme เป็นระยะเวลา 2 ปี จากนั้นเข้าสู่การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง (Specialty Training) และเมื่อผ่านทุกขั้นตอน จึงสามารถประกอบอาชีพแพทย์ในสหราชอาณาจักรได้ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

…………………….

3. Karolinska Institutet Stockholm - Sweden

บ้านของรางวัลโนเบล & เสาหลักการแพทย์ยุโรป

ถ้าอยากฉีกแนวไปยุโรปแถบสแกนดิเนเวีย สายแพทย์มักจะรู้กันว่า‘Karolinska Institutet’ แห่งกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน คือตัวท็อป และว่ากันเป็นสวรรค์ของนักวิจัยและเสาหลักการแพทย์ของยุโรปเลยล่ะค่ะ

  • ครองอันดับ 1 ในยุโรป และอันดับ 9 ของโลก (QS Rankings: Medicine 2025) เป็นที่ยอมรับกว้างขวางเรื่องคุณภาพด้านการศึกษาและงานวิจัย
  • เป็นที่ตั้งของ Nobel Assemblyคณะกรรมการที่คัดเลือกผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ ทำให้นักศึกษาเข้าใกล้ชิดความเป็นเลิศด้านวิชาการและนวัตกรรมระดับสูง มีโอกาสได้กระทบไหล่และฟังบรรยายจากนักวิจัยระดับโลกที่ได้รางวัลโนเบลตัวจริงเสียงจริง!
  • เป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในสวีเดน และยังทำงานร่วมกับ Karolinska University Hospitalซึ่งเป็นโรงพยาบาล Top 5 ของโลก

ค่าเล่าเรียน

เริ่มต้นที่ 360,000 - 540,000 SEK ต่อหลักสูตร หรือประมาณ 1,251,838 - 1,877,757 บาท (อ้างอิงจาก 1 SEK = 3.48 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ที่สวีเดน

  • โปรแกรมแพทย์ในสวีเดนโดยทั่วไปใช้เวลา ประมาณ 5.5 - 6 ปี (11 ภาคเรียน) และจะมีการฝึกงาน/ฝึกคลินิกเพิ่มเติม (Work Training / AT) อีก 18–24 เดือน ก่อนจบการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ
  • ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่เทียบเท่าระบบสวีเดน (ควรตรวจสอบวุฒิก่อนว่า Qualified หรือไม่ ที่เว็บไซต์ www.uhr.se) มีเกรดและวิชาที่จำเป็น (ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์) รวมถึงต้องผ่านการประเมินและฝึก/สอบเพิ่มเติม เช่น ภาษาและการทดสอบสมรรถนะก่อนขอรับใบอนุญาตจริง
  • ภาษาในการเรียนแพทย์ส่วนใหญ่เป็นภาษาสวีดิช (Swedish)ดังนั้นนักเรียนต่างชาติจำเป็นต้องมีความสามารถด้านภาษาสวีดิชในระดับที่ดีมาก (เพราะต้องใช้สื่อสารกับคนไข้จริงเวลาขึ้นวอร์ด) และต้องผ่านการทดสอบภาษา เช่น TISUS หรือเทียบเท่า เพื่อเข้าเรียนได้ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

…………………….

4. National University of Singapore (NUS) - Singapore

สภาพแวดล้อมทันสมัย ยืนหนึ่งแพทย์เอเชีย

ข้ามมาที่ฝั่งเอเชียกันบ้างค่ะ ถึงไม่บินไกลแต่ก็ได้โพรไฟล์อินเตอร์และวิชาการแข็งสมมงประเทศหัวกะทิ สำหรับ “สิงคโปร์” ที่มี ‘National University of Singapore (NUS)’ที่ยืนหนึ่งสายการแพทย์ ด้วยจุดแข็งที่นำเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับการแพทย์สุดล้ำ จนก้าวเป็น Biomedical Hub สำคัญของเอเชีย

  • วิทยาลัยแพทย์ของ NUS อย่าง ‘Yong Loo Lin School of Medicine’ ติดอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 18 ของโลก ในสาขาแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
  • หลักสูตรแพทย์สุดทันสมัยเปิดสอนครบ เช่น AI, Digital Health และ Precision Medicine (หมายถึงดูข้อมูลเชิงลึกของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น พันธุกรรม ไลฟ์สไตล์ สิ่งแวดล้อม และข้อมูลสุขภาพดิจิทัล แล้วเลือกการรักษาที่เหมาะที่สุดกับคนนั้นจริงๆ) อีกทั้งใช้ระบบ Early Clinical Exposure ที่ให้เจอคนไข้จริงตั้งแต่ปีต้นๆ
  • นักศึกษาแพทย์ NUS ฝึกงานที่ National University Hospital (NUH)เป็นหลัก ซึ่ง NUH คือศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางที่รวมเคสยากๆ และซับซ้อนไว้เยอะมากแห่งหนึ่งประจำภูมิภาค
  • มีงานวิจัยเกี่ยวกับด้านการแพทย์มากมาย เช่น Cancer, Infectious Diseases, Ageing & Cognition, Precision Medicine เป็นต้น //

ค่าเล่าเรียน

เริ่มต้นที่ปีละ S$73,550 หรือประมาณ 1,808,636 บาท (อ้างอิงจาก S$1 = 24.59 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อแพทย์ (MBBS) ที่ NUS สิงคโปร์

  • โปรแกรม Bachelor of Medicine & Bachelor of Surgery (MBBS) ของ NUS มีระยะเวลาเรียน ประมาณ 5 ปี (60 เดือน)
  • NUS ถือเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์อันดับต้นๆ ของเอเชียและของประเทศสิงคโปร์ ทำให้การคัดเลือกมีความเข้มข้นสูง โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติซึ่งมักมีสัดส่วนการรับเข้าเรียนน้อยกว่านักเรียนสิงคโปร์ค่ะ
  • ต้องจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย (หรือเทียบเท่า) จากระบบที่รับรอง และต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น IELTS / TOEFL (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
  • ต้องเตรียมโพรไฟล์ให้แข็งแรงสุดๆ!ควรมีผลการเรียนในระดับสูงมาก ต้องมีพื้นฐานวิชา Chemistry และ Biology หรือ Physics (เช่น IB Higher Level หรือคุณสมบัติที่เทียบเท่า) ตามเกณฑ์ของหลักสูตรของ NUS Medicine พร้อมคะแนนสำคัญ เช่น UCAT, SAT/ACT, AP (ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการศึกษา) รวมถึงต้องมี Portfolio ที่สะท้อนความสนใจด้านแพทย์อย่างชัดเจน หากมีผลงานระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพิจารณาได้มากขึ้น
  • ถึงแม้ว่าหลักสูตรจะเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ในการฝึกปฏิบัติจริง นักศึกษาจะต้องสื่อสารกับผู้ป่วยและบุคลากรในสิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันเลยค่ะ ดังนั้นหากมีทักษะภาษาจีนเพิ่มเติม จะช่วยให้การเรียนและการฝึกงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
  • ศึกษารายละเอียดเกณฑ์การสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่ NUS เพิ่มเติม
    ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

…………………….

5. The University of Hong Kong - Hong Kong

หลักสูตรแพทย์อินเตอร์สุดล้ำ โด่งดังเรื่องโรคอุบัติใหม่

ปิดท้ายที่ “ฮ่องกง” ดินแดนนักศึกษาหัวกะทิอีกแห่งที่ฮิตในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็มี ‘University of Hong Kong (HKU)’ ที่คณะแพทย์ ‘Li Ka Shing Faculty of Medicine (LKS Faculty of Medicine)’ ที่ทั้งเก่าแก่ และมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยครองอันดับ 2 ของเอเชียและยังติดอันดับ 24 ของโลก (QS World University Rankings by Subject 2025: Medicine) อีกด้วย

  • ฝึกปฏิบัติเข้มข้นตั้งแต่ปีแรกๆ เน้นการเรียนรู้จากผู้ป่วยจริง (Early Clinical Exposure) และ Case-based Learning
  • ลงสนามปฏิบัติจริงที่ Queen Mary Hospitalโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่อยู่ในเครือของ HKU มีโอกาสศึกษาเคสหลากหลายและรูปแบบการรักษาที่ได้มาตรฐานสากล
  • ใครสนใจด้านโรคติดเชื้อ (Infectious Diseases) หรือระบาดวิทยา คือยืนหนึ่งค่ะ เพราะเป็นด่านหน้าในการวิจัยโรคระบาดสำคัญๆ ของโลก นับตั้งแต่ SARS, Influenza มาจนถึง COVID-19 โดยงานวิจัยของ HKU ถูกใช้อ้างอิงในระดับโลก

ค่าเล่าเรียน

เริ่มต้นที่ปีละ HKD249,000 หรือประมาณ 988,423 บาท (อ้างอิงจาก HKD1 = 3.97 บาท ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเรียนต่อ MBBS ที่ HKU ฮ่องกง

  • โปรแกรมหลักเป็นหลักสูตร 6 ปี (รวม pre-clinical + clinical) ซึ่งจบแล้วได้ปริญญา MBBS จาก HKU และสามารถลงทะเบียนเพื่อฝึกงาน/ประกอบวิชาชีพต่อไป ทั้งนี้นักศึกษาจำนวนมากมักจะฝึกงาน 1 ปี ในโรงพยาบาลเพื่อจบครบและสามารถลงทะเบียนเป็นแพทย์ในฮ่องกงได้อย่างเต็มตัว (รวมๆ กันแล้วใช้เวลาประมาณ 7 ปี)
  • โดยปกติการรับเข้าเรียนจะพิจารณาจากผลสอบ Hong Kong Diploma of Secondary Education (HKDSE) แต่ถ้าใครที่ไม่มีผลสอบ ก็สามารถสมัครผ่าน Non-JUPAS Scheme โดยส่งผลการเรียนจากระบบอื่น (เช่น IB, A-Levels, SAT/AP/ACT) และคุณสมบัติทางภาษาอังกฤษอื่นๆ // ก็การแข่งขันสูงมากเช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะมีคะแนนขั้นต่ำที่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด ก็ไม่รับประกันว่าเราจะเข้าศึกษาได้ค่ะ
  • การเรียนหลักสูตร MBBS ที่ HKU สอนเป็นภาษาอังกฤษก็จริง แต่นักศึกษาจะต้องมีทักษะภาษา Cantonese (ภาษากวางตุ้ง) ที่ดีพอสำหรับการติดต่อกับผู้ป่วยจริง ในช่วงการฝึกปฏิบัติคลินิกและสัมภาษณ์เวลาเข้าคณะด้วย
  • ศึกษารายละเอียดเกณฑ์การสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่ HKU เพิ่มเติม
    ศึกษารายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของตัวตึงสายแพทย์ระดับโลก เราจะเห็นว่านอกจากการเรียนและวิจัยที่มีชื่อเสียงแล้ว สิ่งสำคัญคือความพร้อมของทรัพยากร คอนเน็กชัน และโอกาสทำงานร่วมกับโรงพยาบาลแนวหน้าของประเทศ

และทิ้งท้ายถึงน้องๆ ที่กำลังเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อแพทย์ ท่ามกลางตัวเลือกและข้อมูลที่มากจนตัดสินใจไม่ถูก อย่าลืมเช็กลิสต์เป้าหมายของตัวเองว่าสอดคล้องกับหลักสูตรไหน มหาวิทยาลัยใด หรือประเทศอะไร เพื่อที่จะได้เตรียมความพร้อมกับเส้นทางนี้ได้อย่างรัดกุมและมั่นใจมากขึ้นค่ะ

. . . . . . . .

สำหรับทีมต่อนอก หรือทีมเรียนอินเตอร์ ที่กำลังจะสอบ IELTS เคยเป็นเหมือนกันมั้ย? เตรียมตัวมาเยอะมากแค่ไหนแต่ก็ยังไม่มั่นใจสักที จะลุยสอบจริงก็กลัวตุ้บแล้วต้องสอบซ้ำ ทำให้งบบานปลายไปอีก

แต่บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลไป เพราะตอนนี้ทุกคนสามารถฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงได้แล้วที่ Dek-D's IELTS Online Mock Testจัดเต็มข้อสอบครบทั้ง 4 พาร์ต ฝึกทำออนไลน์ที่บ้านได้ง่ายๆ พร้อมรับ feedback จริง ช่วยให้รู้จุดเด่นและจุดที่ต้องพัฒนาต่อ บูสต์ความมั่นใจก่อนเจอของจริง! // ค่าสอบเพียง 440 เท่านั้น~

พาส่องไฮไลต์ ฝึกสอบกับ Dek-D ดียังไงบ้าง?

  • ได้ฝึกสอบออนไลน์ครบทั้ง 4 พาร์ต ค่าสอบเพียง 440.- (ต่อชุด)
    ∟ ได้สอบครบทั้ง Speaking, Writing, Listening และ Reading
    ∟ มีข้อสอบให้เลือกฝึกมากกว่า 30 ชุด
    ∟ พิเศษ! ได้ฝึกพูดจริง ฝึกเขียนจริง #รู้ผลทันที ตรวจให้แบบละเอียด บอกจุดที่ต้องแก้ไขครบ .

  • รู้ผลไว ไม่ต้องรอนาน ประเมินตามเกณฑ์จริงทุกพาร์ต
    ∟ หลังส่งคำตอบจะรู้ Band รายพาร์ต และ Overall Band ทันที
    ∟ มีคำอธิบายให้ละเอียดว่าทำไมเราถึงได้ Band ตามนี้ แล้วถ้าอยากได้ Band ที่สูงขึ้นในแต่ละระดับควรพัฒนาในจุดไหนเพิ่มเติม

  • ข้อสอบมีมาตรฐานโดย Marshall Cavendish หน่วยงานด้านการศึกษาระดับโลก จากประเทศสิงคโปร์

  • ช่วยเซฟค่าใช้จ่าย ไม่ให้บานปลาย
    ∟ เหมาะสำหรับคนที่อยากเตรียมความพร้อม หรืออยากลองทำข้อสอบก่อนลงสนามจริง
    ∟ จะได้สอบแค่ครั้งเดียวแล้วได้ Band ตามที่ต้องการ ไม่ต้องจ่าย 8,xxx ไปสอบหลายรอบทดลองสอบ IELTS ที่บ้านได้แล้ววันนี้!

. . . . . . . .

สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D"

ติดตามทุนต่อนอกง่ายๆ กับ Dek-D

  • Website: www.dek-d.com/studyabroad
  • X: @tornokandcourse
  • IG: @tornokandcourse
  • Facebook: Study Abroad เรียนต่อนอก by Dek-D
  • Facebook: Study Guide ไปเรียนต่อนอกกันเถอะ
  • TikTok: @tornokandcourse
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...