บทพิสูจน์แพชชั่น 'มาดามหลุยส์ เตชะอุบล' จากอาณาจักรวิศวกรรมสู่ 'จักรวาลสกินแคร์'
บทพิสูจน์แพชชั่น ‘มาดามหลุยส์ เตชะอุบล’ จากอาณาจักรวิศวกรรมสู่ ‘จักรวาลสกินแคร์’
ในแวดวงธุรกิจไทย ชื่อของ ‘หลุยส์ เตชะอุบล’ ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของทายาทตระกูลมหาเศรษฐีอย่าง ‘เตชะอุบล’ เท่านั้น แต่เธอคือภาพลักษณ์ของนักบริหารหญิงยุคใหม่ที่ผสมผสานความแกร่งแบบนักลงทุนเข้ากับความละเมียดละไมของศิลปะได้อย่างน่าสนใจ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของ บริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่ดูแลเมกะโปรเจ็กต์ระดับประเทศ และการก้าวเข้าสู่สมรภูมิความงามกับ บริษัท มาดาม ไบโอไซเอนซ์ จำกัด (มหาชน) เธอได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ความสวยงาม’ และ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ สามารถบริหารจัดการได้ด้วยหัวใจดวงเดียวกัน
- รากฐานจากครอบครัว : วินัยเหล็กและความเมตตา
หลุยส์เติบโตมาในครอบครัวธุรกิจชั้นนำของประเทศ เป็นบุตรสาวคนเดียวของ สดาวุธ เตชะอุบล ประธานกลุ่มบริษัทคันทรี่ กรุ๊ป และคุณอรวรรณ เตชะอุบล เส้นทางการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ลูกสาวคนที่ 3 ของ ‘สดาวุธ กับอรวรรณ เตชะอุบล’ เจ้าของ คันทรี กรุ๊ป ในจำนวนพี่น้อง 4 คน (พี่ชาย 2 คนคือ บี, เบน และน้องชาย 1 คนคือ ทอมมี่)
เบื้องหลังความสำเร็จที่ดูสง่างาม หลุยส์ได้รับการหล่อหลอมจากคำสั่งสอนของครอบครัวที่เป็นดั่งเข็มทิศนำทาง จากคุณพ่อสดาวุธ เตชะอุบล เธอได้รับบทเรียนเรื่อง ‘วินัยและความแม่นยำ’ ท่านสอนให้เธอมองว่าธุรกิจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และทุกอย่างต้องทำให้ ‘ถูกต้อง’ ไม่ใช่ทำแค่ ‘ง่ายๆ’ มาตรฐานที่เข้มงวดนี้เองที่ทำให้เธอกล้าตัดสินใจในโปรเจ็กต์วิศวกรรมท่อส่งน้ำมันที่ยาวที่สุดในประเทศได้อย่างเด็ดขาด
ในขณะเดียวกัน คุณแม่อรวรรณ เตชะอุบลคือผู้เติมเต็มด้าน Soft Power สอนให้เธอรู้จักการเป็นผู้นำด้วย ‘ความเข้าอกเข้าใจ’ (Empathy) หลุยส์เชื่อเสมอว่าการฟังสำคัญพอๆ กับการพูด และการบริหารคนต้องใช้ความเมตตาเพื่อสร้างความไว้วางใจ ซึ่งสอดคล้องกับตัวตนของเธอที่สะท้อนถึง Feminine Energy หรือพลังแห่งความนิ่ง สงบ และมั่นคง เป็นพลังที่ใช้การสื่อสารที่ชัดเจนและให้เกียรติผู้อื่น
- Madame Louise: จากบาดแผลในความทรงจำ สู่พลังแห่งการเยียวยา
หาก ‘ไทรทัน’ คือภาพตัวแทนของเหตุผลและโครงสร้าง ‘มาดามหลุยส์’ (Madame Louise) ก็คือภาพตัวแทนของแพชชั่นและประสบการณ์ชีวิตที่กลั่นออกมาจากใจ แบรนด์นี้ไม่ได้ถือกำเนิดจากเพียงแผนธุรกิจ แต่เกิดจากความทรงจำในวัยสิบขวบที่เธอเคยประสบอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า และได้รับการเยียวยาด้วย ‘ดอกบัวหิมะ’ จากคุณยายจนแผลหายสนิทโดยไม่ทิ้งรอย
สำหรับหลุยส์ การทำธุรกิจเครื่องสำอางไม่ใช่แค่การขายสินค้าความงาม แต่คือการนำวิทยาศาสตร์มาเจอกับศิลปะ เธอลงลึกถึงรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่สูตรผลิตภัณฑ์ไปจนถึงดีไซน์ที่ต้องสะท้อนถึงความเลอค่า ทว่าเข้าถึงได้จริง การก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้จึงไม่ใช่การตามกระแส แต่เป็นการตอบโจทย์ ‘ตัวตน’ ที่เธอเก็บงำไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ที่เคยเป็นนักเรียนเกียรตินิยมด้านศิลปะ
ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนผิวแพ้ง่าย แม้ราคาไม่เคยเป็นปัญหา แต่ ‘คุณภาพ’ คือปัญหา ทั้งที่เธอสามารถซื้อครีมราคาแพงที่สุดได้ แต่ผิวกลับระคายเคือง แดง เป็นผื่น หรือเกิดสิว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้ามักจะแรงเกินไปจนทำลายเกราะป้องกันผิว หรือไม่ก็อ่อนโยนเกินไปจนทำความสะอาดได้ไม่หมด ครีมบำรุงบางตัวให้ความชุ่มชื้นไม่พอ บางตัวหนักเกินไปจนทำให้ผิวอุดตัน ไม่เคยมีความสมดุลอย่างแท้จริง
บวกกับในช่วงโควิด การใส่หน้ากากตลอดเวลาทำให้ผิวของเธอเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง แพทย์ให้ใช้สเตียรอยด์ เธอรู้สึกหมดหวัง หากกระนั้น เธอกลับไม่สิ้นหวัง เมื่อนึกถึง ‘ดอกบัวหิมะ’ หลุยส์จึงเปลี่ยนความ ‘ผิดหวัง’ จากผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดที่รุนแรงเกินไป ให้กลายเป็นความ ‘ตั้งใจ’ ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมดุลที่สุด
‘ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดถูกปล่อยออกสู่ตลาดหากฉันยังไม่สามารถใช้กับตัวเอง และลูกๆ ของฉันได้อย่างมั่นใจ’ หลุยส์ย้ำถึงมาตรฐานที่เธอวางไว้
เธอเริ่มต้นผลิตภัณฑ์แรกคือคลีนเซอร์ เพราะขั้นตอนการล้างหน้าเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพผิว แต่กลับเป็นขั้นตอนที่ทำให้เธอแพ้บ่อยที่สุด
“เราต้องการผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายสมดุลของผิว จากนั้นจึงพัฒนาครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้นพอดี เบาสบายผิว และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน”
ก่อนจะมาถึงผลิตภัณฑ์หลักเหล่านี้ ใช้เวลาหลายปีในการทดลองและปรับสูตร หลุยส์เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดอย่างมาก
“เราเริ่มต้นจากสบู่กลีเซอรีนที่ให้ฟองนุ่มฟู ปราศจากสบู่จริง ไม่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ใช้ได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย เป็นธรรมชาติ วีแกน และอ่อนโยนพอสำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะฉันไม่ต้องการให้ลูกๆ เติบโตมาโดยต้องทดลองผิดถูกกับผลิตภัณฑ์เหมือนที่ฉันเคยผ่าน”
จากนั้นพัฒนาต่อยอดสู่สกินแคร์ที่นำวิทยาศาสตร์มาเจอกับศิลปะ ทุกขั้นตอนผ่านการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้มั่นใจว่าทุกผลิตภัณฑ์จะเป็นการส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้หญิงที่รักตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเซรั่มทำความสะอาดผิวหน้าบัวหิมะทองคำ, ครีมบำรุงผิวหน้า ผสานสารสกัดจาก Snow Lotus ช่วยบำรุงให้ผิวแลดูกระจ่างใส ลดเลือนริ้วรอย, ครีมกันแดด มาดามหลุยส์ สโนว์ โลตัส ซันดรอป เอสพีเอฟ 50+ พีเอ++++ รวมทั้งครีมบัวหิมะอเนกประสงค์ ด้วย ซึ่งล่าสุดหลุยส์และแบรนด์ได้เดินทางสู่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่พัฒนาสารสกัดจาก Snow Lotus หรือบัวหิมะ พืชหายากที่ได้รับการคุ้มครองตามธรรมชาติ
วัยสี่สิบ : ช่วงเวลาแห่งการ ‘ยืนอย่างมั่นคง’ ไม่ใช่การถอยหลัง
ในมุมมองของหลุยส์ สุขภาพผิวไม่ใช่เรื่องของโชค แต่คือผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอและวินัยในการดูแลตัวเอง (Ritual) เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงวัยสี่สิบในวันนี้ไม่ได้ ‘แก่’ แต่เพียงแค่ ‘เหนื่อยล้า’ จากการทุ่มเทให้ผู้อื่นจนลืมตัวเอง
สำหรับเธอ วัยสี่สิบคือช่วงเวลาแห่งการตกผลึก เป็นวัยที่ผู้หญิงรู้จักตัวเองมากที่สุด และก้าวข้ามคำวิจารณ์ไปสู่การให้คุณค่ากับความรู้สึกของตัวเอง
“หลายคนบอกว่าเป็นเพราะพันธุกรรม แต่พันธุกรรมไม่ใช่ทั้งหมด ฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ใช้ชีวิตกลางคืน นอนหลับเพียงพอ เติบโตมากับการดูแลแบบแพทย์แผนจีน และทาครีมกันแดดตั้งแต่วัยเด็ก นิสัยเหล่านี้สะสมผลลัพธ์ในระยะยาว ดังนั้น ในวัยสี่สิบไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการยืนอย่างมั่นคง ผู้หญิงในวันนี้มีทางเลือกมากขึ้น บางคนมีลูกช้าลง บางคนเลือกไม่มีลูก หลายคนสร้างธุรกิจ ประสบความสำเร็จ และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แม้แรงกดดันยังคงมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไป ใครดูเด็กกว่า ใครไม่แต่งหน้าก็ยังดูอ่อนเยาว์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนจริงๆ คือเราให้คุณค่ากับความรู้สึกของตัวเองมากกว่าคำวิจารณ์”
สำหรับเธอ ‘สุขภาพผิว’ คือ ‘สุขภาพใจ’ เมื่อผิวดี เรามีพลัง อยากแต่งตัว อยากออกกำลังกาย อยากทำงาน แต่เมื่อผิวมีปัญหา เรามักถอยห่าง นี่คือความเชื่อมโยงโดยตรง
“ร่างกายของผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังสี่สิบปี การดูแลเชิงป้องกันจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพ การดูแลกระดูก หัวใจ สมอง ฮอร์โมน และคอลลาเจน การเริ่มต้นก่อนเกิดปัญหา คือความฉลาด ไม่ใช่ความฟุ้งเฟ้อ”
หลุยส์เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงขยายอาณาจักรมาดามหลุยส์ให้ครอบคลุมถึงการดูแลเชิงป้องกัน ทั้งฮอร์โมน กระดูก และคอลลาเจน เพราะเธอเชื่อว่า ‘สุขภาพผิวคือสุขภาพใจ’ เมื่อเราดูดีจากภายใน เราจะมีพลังที่จะออกไปใช้ชีวิตและทำงานอย่างเต็มที่
“อาหารเสริมสำหรับผู้หญิงวัยสี่สิบขึ้นไปควรตอบโจทย์มากกว่าคำว่าชะลอวัย ควรสนับสนุนสมดุลฮอร์โมน ความแข็งแรงของกระดูก ความชัดเจนของความคิด พลังงาน และความยืดหยุ่นของผิว การดูแลระดับเซลล์คือการลงทุนระยะยาว”
Madame Louise จึงไม่ใช่เพียงแบรนด์สกินแคร์ แต่คือวิถีชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดภัย สะดวก และจริงใจ ไม่ตามกระแส ไม่เน้นความฉูดฉาด แต่เติบโตอย่างมั่นคงจากความเชื่อมั่นของผู้ใช้จริง
“วัยสี่สิบไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือช่วงเวลาแห่งการตกผลึก เป็นวัยที่เรารู้จักตัวเองมากที่สุด ไม่ต้องการการยืนยันจากใคร ผู้หญิงวัยนี้ไม่ได้กำลังเสื่อมถอย แต่กำลังพัฒนา จงหล่อเลี้ยงตัวเองให้เหมาะสมกับช่วงเวลานี้ และก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นใจ”
- ผู้นำที่บริหารด้วย ‘คุณค่า’
การบริหารธุรกิจที่แตกต่างกันสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือเหล็กและพลังงาน อีกด้านคือความงามและสุขภาพ อาจดูยากสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับหลุยส์ เธอใช้หลักการเดียวกันคือ ‘ความโปร่งใสและคุณค่าเป็นศูนย์กลาง’
ความสำเร็จของเธอในวันนี้เกิดจากการที่เธอรู้จัก ‘คุณค่าในตัวเอง’ มีชีวิตที่เป็นอิสระจากการคาดหวังของสังคม และกล้าที่จะเดินในเส้นทางที่เลือกเอง
หลุยส์ เตชะอุบล จึงเป็นต้นแบบของสตรีที่เพียบพร้อมด้วยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ แต่ไม่เคยทิ้งจินตนาการทางศิลปะ เป็นบทพิสูจน์ว่าผู้นำที่แท้จริงคือผู้ที่สามารถรักษาความสมดุลระหว่าง ‘กำไร’ ในสมุดบัญชี และ ‘ความสุข’ ในสิ่งที่ลงมือทำได้อย่างงดงาม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทพิสูจน์แพชชั่น ‘มาดามหลุยส์ เตชะอุบล’ จากอาณาจักรวิศวกรรมสู่ ‘จักรวาลสกินแคร์’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th