สาวเปิดใจ ทริปในฝัน กลายเป็นฝันร้าย หวังพาครอบครัวไปเคานต์ดาวน์ที่จีน ต้องเที่ยวแบบเร่ร่อน
สาวเปิดใจ ทริปในฝัน กลายเป็นฝันร้าย หวังพาครอบครัวไปเคานต์ดาวน์ที่จีน กลับถูกลอยแพ สูญเงินกว่า 7 แสน เที่ยวแบบเร่ร่อน ลุ้นตลอดทางจะเจออะไรอีก อุณหภูมิติดลบ แต่ต้องอยู่นอกโรงแรม
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก "ชนชนก นะคะ" เปิดเผยประสบการณ์สุดเลวร้ายจากการซื้อแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวประเทศจีนช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว แต่กลับกลายเป็นฝันร้ายตลอด 7 วันของการเดินทาง ทั้งความวุ่นวาย ความเครียด ความไม่ปลอดภัย และความเสียหายทางการเงิน จนสุดท้ายต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัททัวร์ อ่านข่าว ทริปในฝัน กลายเป็นทัวร์นรกฝันร้าย สาวเล่าประสบการณ์ ซื้อทัวร์จีนสุดแสบ
ล่าสุดวันที่ 19 ม.ค.69 น.ส.ชนชนก เปิดใจกับ “ข่าวสดออนไลน์” ระบุว่า ตนตัดสินใจจะพาครอบครัวไปเที่ยวจีน โดยจองเป็นคณะใหญ่ จากทัวร์บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจสอบแล้วดูมีความน่าเชื่อถือ โดยคณะเดินทางมีทั้งหมด 16 คน ประกอบด้วยเด็กเล็กอายุ 1 ขวบ 7 เดือน 1 คน เด็กอายุ 8–14 ปี 5 คน ผู้ใหญ่ 9 คน และผู้สูงอายุ 65 ปี 1 คน ค่าใช้จ่ายรวมเกือบ 700,000 บาท (รวมเงินที่ถูกหลอกให้สำรองจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินขาไป) โดยกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 26 ธ.ค.68–2 ม.ค.69 แต่ตลอดการเดินทางแทบไม่ได้ท่องเที่ยวตามโปรแกรมที่ตกลงไว้ ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่บนรถบัส และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดทั้งทริป
แค่เริ่มต้นก็เจอปัญหา สำรองเงินเอง
น.ส.ชนชนก กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นก่อนวันเดินทาง เมื่อบริษัททัวร์แจ้งว่า ตั๋วเครื่องบินที่จองไว้เกิดความผิดพลาด และขอให้ลูกทัวร์สำรองจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินขาไปเองเป็นเงินกว่า 200,000 บาท โดยยืนยันว่าทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และรับปากว่าจะคืนเงินภายใน 3 วัน ตนจึงยอมสำรองจ่ายเพราะไม่ต้องการให้ทริปล่ม แต่ภายหลังกลับไม่คืนเงินตามที่ตกลงไว้
นอกจากนี้ คณะทัวร์ทั้ง 16 คน ยังถูกแยกเดินทางคนละไฟลต์ โดยบริษัททัวร์รับปากว่าจะมีไกด์เดินทางไปด้วย เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ต้องต่อเครื่องและลูกทัวร์ไม่เคยเดินทางมาก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ไกด์กลับโทรมาแจ้งว่าไม่สามารถเดินทางไปกับคณะได้ เนื่องจากบริษัททัวร์ไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินให้ ทำให้ลูกทัวร์ทั้งหมดต้องเดินทางและต่อเครื่องกันเองตั้งแต่ต้นทาง
เมื่อเดินทางถึงสนามบินปักกิ่ง คณะทัวร์มีเวลาต่อเครื่องเพียง 1 ชั่วโมง ต้องเร่งผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่สุดท้ายพลาดเที่ยวบินต่อไปยังเมืองฮาร์บิน ต้องวิ่งหากระเป๋าและควักเงินซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่เอง พร้อมให้เด็กๆ นอนรอที่สนามบินเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ก่อนจะเดินทางต่อได้
ไปถึงฮาร์บินยังต้องลุ้นอีก ปัญหาไม่จบ
เมื่อถึงเมืองฮาร์บิน ปัญหายังก็ไม่จบ เนื่องจากบริษัททัวร์ยังไม่สามารถระบุวันและเวลาเดินทางกลับประเทศไทยได้ ตนและคณะต้องคอยติดตามและทวงถามทุกวัน ซึ่งระหว่างทริปยังเกิดอุบัติเหตุมีสมาชิกในกลุ่มถูกกระเบื้องบาดที่เท้าเลือดออกมาก เพราะเป็นคนที่มีโรคประจำตัวต้องกินยาละลายลิ่มเลือด แต่บริษัททัวร์ไม่จัดการช่วยเหลือ ไม่มีชุดปฐมพยาบาล มีเพียงน้ำเกลือหนึ่งขวด ทำให้พวกตนต้องปฐมพยาบาลกันเอง โดยใช้ผ้าอนามัยห้ามเลือดและดูแลบาดแผลกันเองหลายวัน อีกทั้งยังต้องจ่ายค่ายาเองด้วย ทั้งๆ ที่บริษัทได้บอกว่ามีประกันการเดินทางให้แต่สุดท้ายกลับไม่มีตามที่คุย
น.ส.ชนชนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ โปรแกรมท่องเที่ยวหลายแห่งไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ เนื่องจากบริษัททัวร์จองสถานที่ไว้แต่ไม่ได้ชำระเงิน ทำให้ไปถึงแล้วไม่สามารถเข้าได้ หรือเข้าได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่โรงแรมที่พักหลายคืนเกิดปัญหาซ้ำซาก เนื่องจากบริษัททัวร์จองห้องไว้แต่ไม่จ่ายเงิน ทำให้ลูกทัวร์ต้องรอเป็นเวลานาน บางคืนต้องหาที่พักกันเอง
สะเทือนใจเด็กเล็กต้องอยู่นอกโรงแรมในอุณหภูมิติดลบ
เหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดคือ เด็กเล็กในคณะต้องติดอยู่ด้านนอกโรงแรมท่ามกลางอากาศหนาวจัดระดับติดลบเป็นเวลาหลายชั่วโมง กว่าจะได้ห้องพัก เด็กต้องนอนรออยู่บริเวณทางเดินหน้าโรงแรมในสภาพอากาศหนาวจัด ทำให้รู้สึกสงสารลูกและครอบครัวอย่างมาก เพราะแทนที่จะได้พักผ่อนกลับต้องมานั่งแก้ปัญหาและแทบไม่ได้นอนหลับเลยตลอดทริป
ช่วงเดินทางกลับ คณะทัวร์ถูกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม โดยอีก 7 คนต้องใช้เวลาเดินทางกลับยาวนานถึง 29 ชั่วโมง พร้อมแวะพักเพื่อต่อเครื่องอีก 1 วัน 1 คืน สร้างความอ่อนล้าและความเครียดอย่างหนักให้กับทุกคน ในช่วงแรกตนยังเห็นใจบริษัททัวร์ และตั้งใจเรียกร้องเงินคืนเพียงค่าตั๋วเครื่องบินที่สำรองจ่ายไป รวมถึงค่าเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ได้ไปตามโปรแกรม ซึ่งตกลงกันว่าจะคืนเป็นเงินไทยสถานที่ละ 200 บาทเท่านั้น แต่เมื่อบริษัททัวร์ผิดสัญญานัดชำระเงิน เพิกเฉยต่อการติดต่อ และยังมีพฤติกรรมข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องกรณีที่ตนนำเรื่องราวมาเผยแพร่ ตนจึงตัดสินใจดำเนินคดีตามกฎหมาย
น.ส.ชนชนก ย้ำว่า การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเพียงเงินคืน แต่ไม่อยากให้บริษัททัวร์ไปกระทำในลักษณะนี้กับผู้อื่นอีก เพราะมีหลายครอบครัวตั้งใจเก็บเงินเพื่อพาคนในครอบครัวไปเที่ยว แต่กลับต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และความหวาดกลัวตลอดการเดินทาง จนกลายเป็นฝันร้ายแทนความทรงจำที่ดี
บริษัททัวร์เริ่มบิดพริ้วไม่ยอมชดใช้
ภายหลังเดินทางกลับประเทศไทย ตนได้ให้บริษัททัวร์เซ็นสัญญาชดใช้คืนเงิน แต่บริษัททัวร์ปฏิเสธ อ้างว่าต้องให้ทนายความตรวจสอบก่อน ทำให้ตนเกิดความสงสัย ทั้งที่เป็นผู้เสียหาย ต่อมาจึงได้คุมตัวผู้แทนบริษัททัวร์ไปยังสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายราย ก่อนที่บริษัททัวร์จะยอมเซ็นในสัญญา และกำหนดชำระเงินคืนภายในวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชำระเงินแต่อย่างใด
นอกจากนี้ เอเจนซี่ที่จองตั๋วเครื่องบินได้ให้ข้อมูลว่า บริษัททัวร์ไม่เคยชำระเงินค่าตั๋วให้จริง ขัดแย้งกับคำอ้างของบริษัททัวร์ที่ระบุว่าเอเจนซี่มีปัญหาด้านการเงิน ทำให้เชื่อได้ว่าลูกทัวร์ถูกหลอกลวงตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ หลังจากที่ตนได้เผยแพร่เรื่องราวออกไปแล้ว ได้มีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ตนจึงไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดกับใครอีก และตอนนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวเปิดใจ ทริปในฝัน กลายเป็นฝันร้าย หวังพาครอบครัวไปเคานต์ดาวน์ที่จีน ต้องเที่ยวแบบเร่ร่อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th