โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

อนาคตที่เลือกไม่ได้

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล

ทุกคนล้วนมีความฝัน ทุกคนต้องเคยฝันถึงอนาคต แต่บางทีอนาคตก็ไม่เป็นเหมือนฝัน

ชายคนหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์เคยฝันเมื่อ 50 ปีก่อนว่า เขาจะทำร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของพ่อ ให้เป็นร้านใหญ่ที่มีลูกค้ามากมาย และเขาก็จะร่ำรวยมากกว่าพ่อให้จงได้ แล้วความฝันของเขาก็ทำได้สำเร็จ เขาปรับเปลี่ยนสูตรก๋วยเตี๋ยวจนเป็นที่ติดใจของลูกค้า มีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างมากมายทุกวัน เขาร่ำรวยอย่างรวดเร็ว เขาแต่งงานและมีลูก 2 คน ลูกๆ ก็เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างดี แต่ก็ไม่มีใครมาช่วยงานที่ร้านเลย จนถึงในปีที่เกิดการระบาดของโควิด-19 กิจการของเขาก็ฟุบ เมื่อปีก่อนเขาประกาศขายร้านก๋วยเตี๋ยวพร้อมสูตรของเขา ในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ก็หาคนซื้อไม่ได้ มาปีนี้เขาลดราคาให้ครึ่งหนึ่ง และหวังว่าน่าจะมีคนซื้อในที่สุด

ที่ประเทศไทย เมื่อโควิด-19 สงบลง นักท่องเที่ยวชาติต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะชาวจีนหนุ่มสาว ย่านที่ชาวจีนหนุ่มสาวไปเที่ยวกันมากก็คือถนนบรรทัดทอง ซึ่งก็เป็นด้วยนักท่องเที่ยวเหล่านั้น “บอกต่อ” ผ่านโซเชียลมีเดีย ว่าถนนบรรทัดทองมีร้านอาหารที่อร่อยมากมาย ถูกรสนิยมของหนุ่มสาวชาวจีน ทำให้มีร้านอาหารผุดโผล่ขึ้นอย่างดอกเห็ดตลอดสองฝั่งของถนนสายนี้ ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ จนถึงปี 2568 ร้านอาหารเหล่านั้นได้ประกาศเลิกกิจการหลายแห่ง โอดครวญว่านักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง อีกทั้งค่าเช่าพื้นที่ในบริเวณถนนบรรทัดทองก็แพงมาก รับภาระไม่ไหว บ้างก็ประกาศขาย และยังไม่มีอนาคตว่าย่านนี้จะพลิกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกได้หรือไม่

ตามที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า รัฐบาลจีนได้พบปัญหาเศรษฐกิจภายใน และได้หันมาให้คนจีนท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น อีกทั้งมีปัญหาการส่งออกและค้าขายในต่างประเทศ โดยเฉพาะการกีดกันการค้าโดยสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ต้องควบคุมการใช้จ่ายของประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินและการใช้จ่ายของประเทศ ทำนองเดียวกัน ที่ประเทศสิงคโปร์ก็คงมีปัญหาทางเศรษฐกิจพอควร แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกามากนัก แต่เมื่อประเทศรอบด้านมีปัญหา ปัญหาเหล่านั้นก็ย่อมกระทบถึงสิงคโปร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สภาพที่เมื่อประเทศหนึ่งเกิดปัญหาแล้วก็ส่งปัญหากระทบต่อๆ กันไป เราเรียกกันมาตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อนแล้วว่า “โลกาภิวัตน์” ที่มีปัญหาหนักๆ ก็เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2550 และโรคระบาดโควิด-19 ในปี 2562 ถึง 2564 (ล่าสุดคือในปี 2568 ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 แล้วประกาศนโยบาย America First มุ่งปกป้องเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และเพิ่มพูนอำนาจระหว่างประเทศให้มากขึ้น ก็ส่งปัญหาอย่างรุนแรงไปทั่วโลก) วิกฤตเหล่านี้ได้ทำลายความฝันของผู้คนไปแทบจะหมดสิ้น ทั้งความฝันของรัฐบาลในแต่ละประเทศ ที่จะสร้างความร่วมมือและช่วยเหลือกันพัฒนา กับความฝันของผู้คนในประเทศเหล่านั้น ที่เคยฝันถึงอนาคตที่ดีขึ้น

พูดมาอย่างนี้ก็เหมือนกับว่า โลกนี้ช่างมืดมนและน่ากลัวจริงๆ แต่ถ้ามองให้ดี โลกเราไม่เคยถึงจุดจบอย่างสิ้นท่าสักครั้ง แม้ว่าจะเกิดโรคระบาดร้ายแรงมาหลายครั้ง และมีสงครามใหญ่ๆ คือสงครามโลกนั้นถึง 2 ครั้ง รวมถึงที่เมื่อ 66 ล้านปีก่อนก็เคยเกิด “โลกดับ” จากอุกกาบาตที่สร้างฝุ่นปิดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องมายังโลกอยู่หลายปี พร้อมกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์กับพืชและสัตว์จำนวนมาก แต่ก็กลับฟื้นขึ้นมาได้อีก แม้จะใช้เวลาเป็นพันๆ ปี (บางตำราก็ว่านับล้านปี) อันเป็นยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมครองโลก และเกิดวิวัฒนาการของมนุษย์ขึ้นมาในช่วงนี้

มนุษย์นี่เองที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วย “สติปัญญา” (Intelligence) ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นมีน้อยกว่า เริ่มจาก “สติปัญญาในการเอาตัวรอด” การหาที่พักที่หลบภัย การหาอาหาร การล่าสัตว์และเก็บพืชพันธุ์ต่างๆ มาบริโภค จากนั้นก็เป็น “สติปัญญาในการสร้างสรรค์” รู้จักใช้วัสดุต่างๆ มาทำเครื่องห่อหุ้มร่างกาย การก่อสร้างที่อยู่อาศัย มีการค้นพบและประดิษฐ์อุปกรณ์ในการดำรงชีพ ค้นพบไฟให้ความอบอุ่นกับแสงสว่างและหุงหาอาหาร จนกระทั่งเกิด “สติปัญญาในการสร้างสังคม” มีการช่วยเหลือและดูแลกันและกัน มีการสร้างครอบครัว และหลายๆ ครอบครัวนั้นมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เกิดชุมชนและระบบสังคมขึ้น มีการขยายอาณาเขต เกิดระบบการปกครอง จนเกิดเป็นระบบรัฐ คือเกิดประเทศต่างๆ และระบอบการปกครองต่างๆ ในที่สุด

ลำพัง “สติปัญญา” ทั้งสามด้านข้างต้น ก็ไม่ได้ทำให้เกิด “อารยะ” ได้มากนัก จนเมื่อมนุษย์ได้ใช้อารมณ์และความรู้สึกเข้ามาผสมผสาน บางทีเราอาจจะเรียกสติปัญญาในด้านนี้ได้ว่า “สติปัญญาในการปรุงแต่ง” (หรือเรียกด้วยภาษาของศาสนาได้ว่า “กิเลสตัณหา” หรือ “แรงปรารถนา” นั่นเอง) มนุษย์มีความสามารถในการตีความและเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจในหลายๆ เรื่องเข้าด้วยกัน มนุษย์มองธรรมชาติและตีความ (ด้วยอารมณ์และความรู้สึกหรือแรงปรารถนา) ให้เป็น “ความชอบ-ความเกลียด” “ความสวยงาม-ความอัปลักษณ์” “ความดี-ความชั่ว” เป็นต้น นำมาซึ่งศิลปะ รสนิยม สถาปัตยกรรม การก่อสร้าง การประดิษฐ์เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ อาหารการกิน รวมถึงภาษา ที่แรกเริ่มคงเป็นภาษาหยาบๆ หรือสัญลักษณ์ง่ายๆ แล้ว “ปรุงแต่ง” จนเป็นภาษาที่สละสลวย ปรับแปรไปในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงภาษาเฉพาะกลุ่มและภาษาที่แบ่งแยกหมู่เหล่าหรือชนชั้นต่างๆ หรือแม้แต่กริยามารยาท ก็ถูกมนุษย์ปรุงแต่งให้ถูกอัธยาศัย เกิดรูปแบบต่างๆ ของความสัมพันธ์ ซึ่งก็รวมถึงระบบศีลธรรม ปรัชญา ลัทธิและศาสนาต่างๆ ตลอดจนวิทยาการทั้งหลายที่มีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เราเรียกว่า “อารยธรรม” หรือ “ความเจริญ” นั่นเอง

หลายคนเป็นกังวลว่า สักวันเราอาจจะเกิดวิกฤตต่างๆ ที่ร้ายแรงจนไม่สามารถจะแก้ได้ รวมถึงเกิดความกลัวถึงอนาคต ว่าจะมีแต่ความยากลำบาก หรือเกิดการทำลายล้างกันอย่างรุนแรง ที่ถึงขนาดว่าจะเกิด “วันสิ้นโลก” ขึ้นสักวันหนึ่ง

ผู้เขียนเป็นคนที่เชื่อใน “ทฤษฎีโลกสวย” คือความเชื่อที่ว่า “โลกและชีวิตจะดีขึ้นเสมอ” (ซึ่งปัจจุบันต้องรวมว่า “สิ่งแวดล้อม” นั้นเข้าไปด้วย) จึงยังคิดเสมอว่า ด้วย “สติปัญญาของมนุษย์” ก็จะยังสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ ทั้งนี้มนุษย์ยังประกอบด้วย “แรงปรารถนา” ที่ยังอยากจะอยู่รอดต่อไป รวมถึงที่อยากอยู่รอดแบบ “สุขสบายและปลอดภัย” นั้นด้วย

มนุษย์พยายามที่จะหาทางทำให้ตัวมนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรง มนุษย์พยายามสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ จนถึงเครื่องมือที่จะปรนเปรอให้ชีวิตนี้มีความสนุกสนานหรือสุขสบายมากขึ้น กระนั้นแม้แต่ในเวลาที่มนุษย์มีความขัดแย้ง รวมทั้งการที่เกิดสงครามระหว่างประเทศต่างๆ มนุษย์ก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงอันตรายและความเสียหาย การใช้เทคโนโลยี เช่น โดรน หรือหุ่นยนต์ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตของมนุษย์ ที่สุดมนุษย์ก็ยังกลัวตาย และไม่น่าที่จะใช้วิธีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในบางประเทศโดยผู้นำบางคน

คนอย่างพ่อค้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่สิงคโปร์ หรือนักธุรกิจในย่านบรรทัดทอง (และที่อื่นๆ) ก็คงจะไม่ “ฝันร้าย” หรือมีความทุกข์ตลอดไป แม้ลูกๆ จะไม่รับทำธุรกิจต่อ หรือธุรกิจที่ทำมาที่คิดว่าจะเฟื่องฟุ้งรุ่งเรืองไปอีกนานนั้นต้องมาพังครืน เพราะถ้าคิดได้ว่าทุกปัญหานั้นมีทางแก้ ทั้งหมดนี้ก็ด้วย “สติปัญญา” ที่สามารถสร้างเครื่องมือและ “อารยะ” ต่างๆ ขึ้นมาช่วยได้ รวมถึงที่มนุษย์นี้มีพลังอันยิ่งใหญ่เพื่อที่จะมีชีวิตรอดและแสวงหาความสุขสบายอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ “แรงปรารถนา” ที่นำพามนุษย์ไปได้ในทุกๆ ที่ และได้มาทุกๆ อย่างที่ต้องการ

อยู่กันไปนานๆ นะครับ เพราะโลกนี้น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็คือน่าอยู่มากขึ้นและมีความสุขมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...