จันทบุรีนำร่องแก้ปัญหามังคุด ผุดแบรนด์ ‘Q จันท์-ทำห้องเย็น’ เพิ่มมูลค่า
จังหวัดจันทบุรีนำร่องแก้ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ตั้งคณะทำงาน วางแผนตั้งแต่ต้นฤดู แยกผลผลิตตกไซซ์-ผิวดำกว่า 30-50% เข้าระบบจัดการพิเศษ พร้อมสร้างแบรนด์ใหม่ เล็งสร้างห้องเย็นควบคุมคุณภาพ เพิ่มการแปรรูป เร่งขยายตลาดใน-ต่างประเทศ หวังดันราคาขึ้น 20-25 บาทต่อ กก. เริ่มนำร่องฤดูผลิตปี 2569 ก่อนขยายผลไปจังหวัดอื่น
องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เกษตรจังหวัดจันทบุรี กลุ่มประมูลมังคุด ผู้ประกอบการและเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมจัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางเตรียมแก้ปัญหาราคามังคุดตกไซซ์-ผิวดำ ตั้งแต่ต้นฤดูกาลรับซื้อ เพื่อนำออกจากตลาดประมูลเดิมสู่ระบบการจัดการพิเศษ สร้างแบรนด์มังคุดจันทบุรี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
พร้อมวางแผนใช้เทคโนโลยีการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว พร้อมขยายตลาดใหม่ผ่านกลไก “ทูตพาณิชย์” ปรับบทบาทให้เป็น “นักขาย” ในโมเดลใหม่นี้จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นฤดู 2569 ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ระบุว่า จังหวัดจันทบุรีที่มีผลผลิตมังคุดมากที่สุดในภาคตะวันออก ปี 2568 มีปริมาณ 185,545 ตัน สร้างมูลค่า 6,609 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา คาดว่า ในปี 2569 มังคุดอาจมีปริมาณน้อยกว่า 180,000 ตัน เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ไม่ติดดอก
พุ่งเป้าแก้ปัญหามังคุดตกไซซ์ ผิวดำ
นายพิพัฒน์ เต็งเศรษฐศักดิ์ ประธานเครือข่ายมังคุดจันทบุรี เปิดเผยกับ“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2568 เผชิญกับวิกฤตมังคุดล้นตลาดจากการส่งออกที่น้อยลง ราคามังคุดเกรดมันรวมหน้าสวนเหลือ กก.ละ 10-15 บาท ส่วนมังคุดตกไซซ์ มังคุดผิวดำ ราคา กก.ละ 5-8 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุน โดยปีที่ผ่านมา ประเทศจีนนำเข้ามังคุดอินโดนีเซียมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกของไทยลดลง ทำให้ในปี 2569 จึงมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาราคามังคุดตกไซซ์และมังคุดผิวดำ ที่แต่ละปีมีปริมาณกว่า 30-50% ของทั้งหมด ซึ่งราคาที่ล้งรับซื้อมังคุดตกไซซ์ ผิวดำจะต่ำกว่าผิวมันรวมกว่า 50%
พร้อมนำไปขายภายในประเทศราคาถูก ผู้บริโภคซื้อสินค้าไม่มีคุณภาพ ทั้งนี้ หากคัดแยกมังคุดตกไซซ์ ผิวดำที่มีคุณภาพมาทำตลาดทั่วประเทศ จะทำให้ผลผลิตไม่กระจุกตัว และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ และจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำได้
“ปัญหาที่พบ คือ เกษตรกรขายได้ราคาถูก มังคุด 10 ลูก ทานได้ 2-3 ลูก โจทย์คือทำอย่างไรให้ล้งได้ของดีมีคุณภาพไปขายตลาดทั่วประเทศ เกษตรกรได้ราคาที่สูงขึ้น และผู้บริโภคกินของดี” นายพิพัฒน์กล่าว
โครงการนี้จึงมีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมังคุดตกไซซ์-ผิวดำ นำออกจากตลาดประมูลเดิมสู่ระบบการจัดการพิเศษ โครงการนี้มีหลักการสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
1) แยกมังคุดตกไซซ์ มังคุดผิวดำออกมาจากระบบเดิมเข้าสู่การจัดการเฉพาะ
2) จัดการผ่านกลุ่มมาตรฐาน ควบคุมคุณภาพและปริมาณ การสร้างแบรนด์มังคุดจันทบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อปลายทางและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเกษตรกรต้องเข้าสังกัดกลุ่มเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบทั่วถึง
3) ในอนาคต จะมีแผนการใช้เทคโนโลยีการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยช่องทางการตลาดและการจำหน่ายเครือข่ายทั่วไทย จากจำหน่ายให้คู่ค้าเดิม ๆ เพิ่มเป็นขยายตลาดใหม่ผ่านหน่วยงานต่าง ๆ เช่น อบจ.ทุกจังหวัดเป็นผู้รับออร์เดอร์ปลายทาง พาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่สนับสนุนการตลาดและการกระจายสินค้า ส่วนเกษตรจังหวัดเป็นฝ่ายประสานข้อมูล ระหว่างเครือข่ายเกษตรจังหวัดทั่วประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า
ซึ่งจะมุ่งเน้นที่ตลาดกลุ่มชุมชน นิคมอุตสาหกรรม หมู่บ้านจัดสรรและคอนโดฯ ห้างโมเดิร์นเทรด พร้อมกับหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ ยุโรป ออสเตรเลีย โดยในโมเดลใหม่นี้จะเริ่มนำร่องที่จังหวัดจันทบุรีตั้งแต่ต้นฤดู 2569 ในขณะที่การบริหารจัดการสร้างแบรนด์
แบ่งเป็น 3 ระดับ เช่น หากราคาตลาด กก.ละ 50 บาท มีค่าจัดการกลุ่ม 5 บาท หรือ 10% ค่าล้งแพ็ก 10 บาท 20% และเกษตรกร 35 บาท 70% ซึ่งจะต้องมีการหารือแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลปี 2569
สำหรับฤดูกาลผลิตปี 2569 เริ่มที่กลุ่มมังคุดแปลงใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มประมูล 7-8 แห่งในจังหวัดจันทบุรี และเกษตรกรรายย่อยสมาชิกลานประมูลในจังหวัดตราด 1-2 แห่ง คาดว่าปริมาณมังคุดตกไซซ์ ผิวดำ ประมาณ 3,000-4,000 ตัน ซึ่งการใช้ระบบการจัดการพิเศษจะช่วยยกระดับราคาได้ กก.ละ 20-25 บาท จากเดิมที่เคยคัดออกขาย กก.ละ 5-6 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จะมีการหารืออีกครั้ง เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลปี 2569 เพื่อประเมินผลให้เป็นโมเดลที่สามารถขยายผลต่อไปจังหวัดตราดและจังหวัดระยอง
“ปัญหานี้เกิดขึ้นมายาวนาน แต่แนวทางการแก้ปัญหาของแต่ละหน่วยงานเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและต่างคนต่างทำ เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่ได้บริโภคมังคุดคุณภาพดี ๆ ส่วนต่างประเทศที่ทำตะกร้ามังคุดตกไซซ์ มังคุดผิวดำส่งเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เวียดนาม ลาว จะได้พัฒนาคุณภาพขึ้นด้วย นอกจากนี้เกษตรกรต้นทางไม่ต้องประสบปัญหาสินค้าล้นตลาดราคาถูก ราคาตลาดปลายทางไม่ถูกกดราคาเพราะของมีคุณภาพ” นายพิพัฒน์กล่าว
ขาดแรงงาน-ดันต้นทุนพุ่ง
นางดวงพร เวชสิทธิ์ ประธานแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนลานมังคุดคิชกูฏ จังหวัดจันทบุรี และเกษตรกรเจ้าของสวนมังคุด จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โครงการนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้มาก จากปกติราคาตกไซซ์และผิวดำมักจะซื้อขายกันต่ำกว่า 50% ของราคาเกรดมันรวม ทำให้บางช่วงราคามังคุดลดลงต่ำกว่า 10 บาท/กก.
ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 13-15 บาท/กก. ค่าแรงงานเก็บ 6-10 บาท/กก. และปีนี้เผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ปัจจุบันมีแรงงานภาคเกษตร 23,090 คน คาดกันว่าแรงงานภาคเกษตรต้องใช้ประมาณ 30,000 คน คาดว่าจะทำให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้นอีก หากแยกมังคุดตกไซซ์ มังคุดดำมาบริหารจัดการเพิ่มมูลค่า จะช่วยดันราคามังคุดมันรวมให้ราคาสูงขึ้น กก.ละ 25-30 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพึงพอใจ
ผุดแบรนด์ Q จันท์ เพิ่มมูลค่า
ดร.มณฑล ปริวัฒน์ เลขาธิการนายก อบจ.จันทบุรี และนายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน-มังคุด เปิดเผยว่า การนำมังคุดตกไซซ์และมังคุดผิวดำออกจากระบบการประมูลมาบริหารจัดการพิเศษ จะมีการจัดตั้งคณะทำงาน จัดตั้งศูนย์รวบรวมผลผลิต ถือเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดมังคุด เพื่อหยุดปัญหาการฉุดราคา ขณะเดียวกันยังสามารถรักษากลุ่มประมูลเดิมกว่า 8 กลุ่มไว้ได้ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มประมูลเดิมเข้ามาซื้อในราคาเฉลี่ยร่วมกัน เป็นการช่วยหาตลาดมารองรับผลผลิตร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกันทำตลาดและสร้างแบรนด์ “Q จันท์” ของจังหวัดจันทบุรี สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหากผลประเมินพบว่าโมเดลนี้ประสบผลสำเร็จจะขยายผลไปจังหวัดตราดและจังหวัดระยอง
ด้านนายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ในปี 2570 อบจ.จันทบุรีมีแผนจัดหางบประมาณเพื่อสร้างห้องเย็น ขนาดความจุ 30,000 ตันเก็บรักษามังคุด ซึ่งจะช่วยยืดอายุผลผลิตและรักษาคุณภาพในช่วงที่ผลไม้อื่น ๆ ออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองและรอจังหวะการขายที่ดีกว่า หรือส่งต่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งยังมีการแปรรูปไม่ถึง 20%
โดยเฉพาะมังคุดมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงในการทำตลาด แต่ทั้งนี้ต้องมีการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอและต่อเนื่อง รวมถึงการขยายฐานตลาดใหม่ ๆ เช่น การรุกตลาดในยุโรป ผ่านกลไก “ทูตพาณิชย์” ปรับบทบาทให้เป็น “นักขาย” เพื่อเจาะตลาดและมีการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพ เพื่อให้มั่นใจว่ามังคุดไทยจะสามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านและครองส่วนแบ่งตลาดได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จันทบุรีนำร่องแก้ปัญหามังคุด ผุดแบรนด์ ‘Q จันท์-ทำห้องเย็น’ เพิ่มมูลค่า
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net