โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกรุงไทย ประเมินสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้าประเทศคู่แข่งไทยสูง หนุนส่งออกอาหารทะเลไทย ทูน่ากระป๋อง กุ้งแปรรูป มีโอกาสสหรัฐนำเข้าเพิ่ม

BTimes

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 13.43 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 06.43 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จากการที่ประเทศคู่แข่งที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าไทย อาทิ ประเทศจีนที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 59% (รวมมาตรา 301) และเวียดนาม 20% ขณะที่อินโดนีเซียถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกันกับไทยที่ 19% อาจเปิดโอกาสให้สินค้าอาหารทะเลไทยบางกลุ่มมีโอกาสส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น

โดย Krungthai COMPASS ประเมินโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการส่งออกอาหารทะเลไทย ไปยังสหรัฐฯ โดยพิจารณา 9 กลุ่มสินค้าอาหารทะเลที่ไทยมีการส่งออกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (58-67) พบว่า อาหารทะเลไทย 2 กลุ่ม ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง และกุ้งแปรรูป เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยทำการพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่1. ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนจากค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าในช่วงปี 58-67 2. ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทย สะท้อนจากการมีค่าความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ (RCA) มากกว่า 1 และ 3. ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยหลังจากมาตรการขึ้นภาษี เมื่อเทียบกับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลไปยังสหรัฐฯ รายใหญ่ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลทั้ง 9 กลุ่มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4% โดยยังคงมีความต้องการนำเข้าอาหารทะเลหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกุ้งกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง กุ้งแปรรูป ปลาและเนื้อปลาแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแปรรูป ปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป รวมทั้งปูและหอยแช่แข็งและแปรรูป แต่เมื่อพิจารณาความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ควบคู่กับค่าดัชนี RCA ของไทย จะพบว่า มี 6 กลุ่ม สินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพที่จะเติมเต็มความต้องการของตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ กุ้งกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง กุ้งแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแปรรูป ปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป

จากการพิจารณาปัจจัยที่ 3 ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยหลังจากมาตรการขึ้นภาษี พบว่า 2 ใน 6 ของกลุ่มสินค้าอาหารทะเลที่ไทยมีโอกาสแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋อง และกุ้งแปรรูป จากการที่อันดับราคาไทยปรับดีขึ้นและส่วนต่างราคาสินค้าไทยกับสินค้าของประเทศที่มีราคาถูกที่สุดแคบลง เมื่อเปรียบเทียบราคาก่อนและหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยกับประเทศคู่แข่งหลักอีก 5 ประเทศ

- ปลาทูน่ากระป๋อง: ไทยเป็นประเทศที่มีฐานความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว เดิมมีราคาก่อนภาษีอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับคู่แข่งอีก 4 ประเทศ (ไม่พิจารณาอินเดีย เนื่องจากมีมูลค่าการส่งออกน้อย) หลังการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้อันดับราคาของไทยจากลำดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและจีน ขึ้นมาเป็นลำดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย และส่วนต่างราคาระหว่างไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มหลังการเพิ่มภาษีนั้นลดลงถึง 92%

- กุ้งแปรรูป: เดิมราคากุ้งแปรรูปของไทยอยู่ลำดับสุดท้ายของกลุ่ม (แพงที่สุด) แต่หลังการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ราคาของไทยขยับอันดับจากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 จากการที่อินเดียตกลงมาเป็นลำดับสุดท้ายของกลุ่ม อีกทั้งราคาส่วนต่างระหว่างไทยกับประเทศที่มีราคาถูกที่สุดในกลุ่มหลังการเพิ่มภาษีนั้นลดลง 24%

สำหรับสินค้าอาหารทะเลอีก 4 กลุ่ม พบว่าความสามารถในการแข่งขันด้านราคายังไม่ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบางกลุ่มจะมีอันดับราคาดีขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยปลาแปรรูปและกุ้งแช่แข็ง มีอันดับราคาดีขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่ส่วนต่างราคาเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีราคาถูกที่สุดกลับกว้างขึ้น ขณะที่กุ้งกระป๋องและปลาหมึกสดแช่แข็งและแปรรูป มีอันดับราคาคงเดิม ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคายังคงเสียเปรียบคู่แข่งเช่นเดียวกับก่อนการขึ้นภาษีนำเข้า

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าอาหารทะเลไทยจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เกิดขึ้นกับสินค้าเพียงบางกลุ่มและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากสหรัฐฯ ปรับลดภาษี หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการตัดสินของศาลพิพากษาสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในด้านการค้า อาทิ การยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วน

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ควรพึ่งพาโอกาสจากภาษีเพียงอย่างเดียว ประกอบกับเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อาจเป็นหนึ่งปัจจัยที่ลดทอนประโยชน์ด้านราคาจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เดิมยังเผชิญข้อจำกัดด้านราคา ดังนั้น ในระยะข้างหน้าผู้ประกอบการจึงควรเร่งปรับตัว เพื่อความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย ด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุน นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น อาทิ รวมทั้ง การบำบัดและจัดการคุณภาพน้ำด้วยฟาร์มอัจฉริยะ เนื่องจากการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำแบบเดิมอาจไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤต โดยเทคโนโลยี IoT ช่วยติดตามคุณภาพน้ำตลอด 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ความผิดปกติ และแจ้งเตือนล่วงหน้า และมีระบบคัดแยกอัตโนมัติ ในการผลิตอาหารทะเลแปรรูป โดยการใช้เทคโนโลยี Computer Vision, Hyperspectral Imaging และ AI สามารถตรวจจับตำหนิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น จุดดำใต้เปลือกกุ้ง เพื่อคัดแยกเกรดได้อย่างแม่นยำ ทำให้สินค้ามีมาตรฐานสม่ำเสมอ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน

นอกจากนี้ควร สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยสินค้ามูลค่าสูง สู่สินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และเทรนด์สุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดใหม่ ๆ ยกระดับสินค้าด้วยการรับรองจากมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล เพื่อเจาะตลาดกำลังซื้อสูง (Premium Market) และเป็นคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ในสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีนโยบายการจัดซื้อสินค้า Sustainable Sourcing 100% โดยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง อาทิ มาตรฐาน ASC, BAP, MSC และ MainTrust เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...