โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“Elite Fraud” เมื่อคนที่สังคมเชื่อถือ กลายเป็นมิจฉาชีพ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 08.04 น.

โดย กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร

ในโลกการเงิน ความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ได้มาจากอาชญากรในเงามืด หากแต่มาจากคนที่อยู่บนยอดพีระมิดของความน่าเชื่อถือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Elite Fraud” จึงสะท้อนด้านเปราะบางของระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ

ในโลกการเงินสมัยใหม่ การฉ้อโกงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในมุมมืดของระบบเศรษฐกิจ หากแต่หลายครั้งกลับเกิดขึ้นจาก คนที่ยืนอยู่บนยอดพีระมิดของอำนาจและความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร นักลงทุนชื่อดัง ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพระดับโลก หรือผู้นำองค์กรที่สังคมยกย่อง คนกลุ่มนี้มักถูกเรียกรวมกันว่า “Elite” และเมื่อการฉ้อโกงเกิดขึ้นจากคนในระดับนี้ นักเศรษฐศาสตร์และนักอาชญาวิทยาจึงเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “Elite Fraud”

Elite Fraud ไม่ใช่เพียงการโกงเงินธรรมดา แต่เป็นการบิดเบือนความไว้วางใจที่ฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ เพราะตลาดการเงิน ธนาคาร และสถาบันธุรกิจจำนวนมากตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเชื่อถือ เมื่อบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดกลับใช้สถานะและเครือข่ายของตนเพื่อหลอกลวง ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหยื่อรายบุคคล แต่สามารถลุกลามไปถึงทั้งตลาดการเงิน ระบบสถาบัน และในบางกรณีถึงขั้นเขย่าเศรษฐกิจโลก

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้เห็นตัวอย่างของ Elite Fraud ครั้งใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่กองทุนหลอกลวงระดับประวัติศาสตร์ของ Bernie Madoff ไปจนถึงการล่มสลายของตลาดคริปโทฯจากคดีของ Sam Bankman-Fried และในระดับระบบ การตัดสินใจของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ก่อนวิกฤตการเงินปี 2008 ก็ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมเสี่ยงและการบิดเบือนข้อมูลที่นำไปสู่ความเสียหายระดับหลายล้านล้านดอลลาร์

ลักษณะสำคัญของการโกงแบบ Elite Fraud จะมีองค์ประกอบโดยรวมคือ

  • ผู้กระทำมีสถานะสูงในสังคม เช่น CEO บริษัทใหญ่ ผู้บริหารกองทุน นักลงทุนชื่อดัง นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจ ใช้ความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือ
  • คนทั่วไปมักเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จหรือมีตำแหน่งสูงไม่น่าจะโกง จึงลดเกราะป้องกันตัว ลดการตั้งคำถาม
  • มีความเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากหรือระบบขนาดใหญ่ เช่น ตลาดทุน ธนาคาร กองทุน หรือโครงการรัฐ
  • กระบวนการมักจะมาพร้อมกับความซับซ้อนและตรวจจับยาก โดยใช้โครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อน เช่น กองทุน การลงทุนอนุพันธ์ บริษัทลูกหลายชั้น
  • มีเหยื่อจำนวนมาก บางกรณีส่งผลกระทบต่อคนหลายล้านคนหรือทั้งระบบเศรษฐกิจ

4 องค์ประกอบที่ทำให้ Elite Fraud มีความอันตรายสูง

  • มิจฉาชีพในคราบผู้บริหาร: ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ได้รับความน่าเชื่อถือสูงจากสังคม ทำให้มีคนตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะลดการตั้งคำถามลง เลือกมองแต่ภาพในด้านดีเพราะปัจจัยแวดล้อมบ่งชี้ไปในทิศทางบวก ที่สำคัญคนระดับ Elite มักมีเครือข่ายในผู้คนระดับสูงด้วยกัน ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรวยได้ง่าย ทำให้สามารถโกงเงินได้จำนวนมหาศาล
  • ส่งผลกระทบเป็น “ระบบ”: การโกงของคนระดับสูง ที่มุ่งเป้าไปที่สถาบัน คนรวย ซึ่งเมื่อรวมความเสียหายเข้าด้วยกันอาจส่งผลให้ตลาดการเงินเสียความเชื่อมั่น นักลงทุนสูญเงินจำนวนมาก
    บริษัทล้มเศรษฐกิจเสียหาย บางกรณีถึงขั้นทำให้เกิดวิกฤตการเงินได้เลย

สิ่งนี้ถือเป็นผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดของ Elite Fraud เพราะไม่ได้ทำร้ายคนทีละคน แต่สามารถทำลาย ความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อผู้คนเริ่มรู้สึกว่า “คนที่อยู่บนสุดของระบบยังโกงได้” ความเชื่อมั่นในสถาบันต่าง ๆ เช่น ธนาคาร ตลาดทุน หรือรัฐบาลก็จะลดลง จนส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโน่เอฟเฟกต์

  • ตรวจจับยากมาก: คนที่อยู่ระดับ Elite มักมีความรู้เฉพาะทางเป็นอย่างดี เรียนจบต่างประเทศ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรมากพอที่จะสร้างเกราะป้องกันการตรวจจับ เช่น มีทีมกฎหมาย มีผู้เชี่ยวชาญการเงิน มีเครือข่ายทางธุรกิจและการเมือง ทำให้การตรวจสอบใช้เวลานาน บางคดี ใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะถูกเปิดโปง
  • สร้างภาพลวงตาความสำเร็จ: มิจฉาชีพระดับ Elite fraud มักสร้าง Story ให้ตัวเองดูดี เช่น ยึดภาพการเป็นนักลงทุนอัจฉริยะ เป็นผู้ที่มีเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลกได้ มีเทคนิคหรือกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่มีใครรู้ สามารถสร้างผลตอบแทนได้มหาศาล เพื่อทำให้คนอยากเข้าไปลงทุนเพราะกลัวพลาดโอกาส

3 กรณี Elite Fraud ที่โลกไม่มีวันลืม เสียหายระดับล้านล้านดอลลาร์

ในประวัติศาสตร์การเงินโลก มีหลายกรณีที่ถูกจัดอยู่ในประเภท “Elite Fraud” ต่อไปนี้คือ 3 คดี Elite Fraud ที่ใหญ่ที่สุดในโลกการเงิน ซึ่งหากรวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว นักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

1. วิกฤตซับไพรม์และการล่มสลายของ Lehman Brothers

เหตุการณ์สำคัญของวิกฤตการเงินโลกเริ่มจากการล้มละลายของ Lehman Brothers ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ โดยในช่วงปี 2008 ธนาคารและสถาบันการเงินจำนวนมากในสหรัฐฯปล่อย สินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง แล้วนำสินเชื่อเหล่านี้ไปแปลงเป็นตราสารการเงินซับซ้อน เช่น Mortgage-Backed Securities และ CDO เพื่อขายให้นักลงทุนทั่วโลก

ปัญหาคือสถาบันการเงินจำนวนมากรู้ดีว่าสินเชื่อเหล่านี้มีความเสี่ยงสูง แต่ยังคงขายต่อให้นักลงทุน ให้เครดิตเรตติ้งสูง ใช้ leverage สูงมาก เมื่อราคาบ้านในสหรัฐเริ่มตก หนี้จำนวนมหาศาลจึงกลายเป็น หนี้เสียพร้อมกัน ผลที่ตามมาคือ ธนาคารล้มหลายแห่ง ตลาดการเงินโลกหยุดชะงัก เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่

IMF และสถาบันวิจัยหลายแห่งประเมินว่า ความเสียหายรวมของวิกฤตการเงินปี 2008 สูงกว่า 10–15 ล้านล้านดอลลาร์ กรณีนี้ถูกมองว่าเป็น elite fraud เชิงระบบ (systemic elite fraud) เพราะเกิดจากการตัดสินใจของผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลกจำนวนมาก

2. Bernie Madoff Ponzi Scheme

หนึ่งในคดีฉ้อโกงรายบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินคือคดีของ Bernie Madoff ที่เคยมีตำแหน่งถึงอดีตประธานตลาดหุ้น NASDAQ นักลงทุนระดับตำนานของ Wall Street เขาสร้างกองทุนลงทุนที่อ้างว่ามีกลยุทธ์พิเศษ ทำให้สามารถสร้างผลตอบแทน 10–12% ต่อปีอย่างสม่ำเสมอ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้ลงทุนจริงระบบทั้งหมดคือ Ponzi Scheme ที่เป็นการนำเงินจากนักลงทุนใหม่ไปจ่ายผลตอบแทนให้นักลงทุนเก่า

สิ่งที่ทำให้คดีนี้เป็น elite fraud แบบคลาสสิก เหยื่อจำนวนมากเป็น ธนาคารและกองทุนระดับโลก มหาวิทยาลัยและมูลนิธิการกุศลลงทุนจำนวนมหาศาล นักลงทุนเชื่อเพราะ Madoff เป็นบุคคลระดับสูงของ Wall Street

เมื่อแผนถูกเปิดโปงในปี 2008 ความเสียหายรวมถูกประเมินที่ประมาณ 65,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็น Ponzi Scheme ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

3. การล่มสลายของ FTX และ Sam Bankman-Fried

การล่มสลายของกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซี อย่าง FTX ซึ่งก่อตั้งโดย Sam Bankman-Fried (SBF) โดยก่อนปี 2022 FTX เป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายคริปโทฯที่ใหญ่ติด Top 3 ของโลก และ SBF ถูกมองว่าเป็น “อัจฉริยะการเงินยุคใหม่” เขาได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Venture Capital ระดับโลก นักลงทุนสถาบัน นักการเมืองสหรัฐฯ

แต่หลังจากวิกฤตสภาพคล่องในตลาดคริปโทฯ กลับพบว่า เงินของลูกค้า FTX ถูกนำไปใช้โดยบริษัทเทรดคริปโทฯที่เกี่ยวข้องชื่อ Alameda Research เงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้เทรดภายใต้ความเสี่ยงสูง
ใช้เป็นเงินกู้ ใช้ลงทุนส่วนตัว เมื่อความจริงถูกเปิดเผย FTX จึงล้มละลายทันที ความเสียหายโดยตรงอยู่ราว 8–10 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตลาดคริปโทฯเวลานั้นพังทลาย มูลค่าตลาดคริปโทฯหายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

กรณี Elite Fraud ล่าสุดในไทย กับ “จอม” กัมปนาท วิมลโนท

[caption id="attachment_230849" align="aligncenter" width="1000"]

นายกัมปนาท วิมลโนท[/caption]

กัมปนาท วิมลโนท หรือ จอม ถูกยกให้เป็น Rising Star ในยุคคริปโทฯ และ Web3 เบ่งบาน เขาเคยเป็นถึงผู้บริหารกองทุนขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงหลักหลายพันล้านบาท เคยขึ้นเวทีระดับสากลมากมาย มีบุคลิกดี มีความน่าเชื่อถือสูง คนในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลล้วนให้การยอมรับในความสามารถ และนั่นนำมาซึ่ง “ความเชื่อมั่น” ด้วยชื่อที่ติดอยู่บนนามบัตรของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ การเข้าถึงบุคคลระดับสูงที่มีความมั่งคั่ง ทำให้ไม่มีใครเอะใจ หรือคิดว่า “จอม” จะมาหลอกลวง

“คนระดับนี้ไม่มาทำเรื่องโกงง่าย ๆ หรอก ตำแหน่งออกจะใหญ่โต”

นี่คือกับดักสุดอันตรายที่เหยื่อมักคิดไปเอง ความจริงก็คือเมื่อเริ่มกระบวนการหลอกลวงไปแล้ว ตำแหน่งหรือบทบาททางสังคมก็ไม่ใช่เรื่องที่คนโกงต้องกังวลอีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือต้องโกยให้ได้มากที่สุด แล้วหาทางลงให้ตัวเอง

วิธีของจอม คือการใช้โอกาสที่ตัวเองได้เข้าไปทำดีลกับโปรเจ็กต์คริปโทฯ หลายรายในช่วงเริ่มต้น คนในวงการรู้กันดีว่านี่คือช่วง “ต้นน้ำ” เป็นรอบที่เจ้าของโปรเจ็กต์จะมีดีลปล่อยเหรียญในราคาถูกมาก เพื่อระดมทุนมาพัฒนาโปรเจ็กต์ตัวเองต่อ ส่วนใหญ่ดีลนี้มักจะมีให้เฉพาะนักลงทุนสถาบัน กองทุน VC ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนทั่วไปจะเข้าถึงดีลประเภทนี้ได้ง่าย ๆ ต้องเป็นคนระดับสูงจริง ๆ และด้วยตำแหน่งหน้าที่ของจอมตอนนั้น เขามีโอกาสจะเข้าถึงดีลเหล่านี้ได้โดยไม่มีใครตั้งคำถาม

จอม นำโปรเจ็กต์ประเภทนี้มาเสนอขายให้คนในวงการคริปโทฯจำนวนมาก โดยบอกว่าตนเองได้โควตามาจำนวนหนึ่งอยากชวนมาลงทุนด้วยกัน ใช้บุคลิก และวาจาหว่านล้อมให้เหยื่อหลงเชื่อ เน้นย้ำให้เหยื่อเกิดความรู้สึก“กลัวเสียโอกาส” เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินไปเพื่อลงทุน จอมก็ออกเอกสารปลอม พร้อมแจ้งเงื่อนไขว่า ห้ามบอกดีลนี้ไม่ว่ากับใคร แม้แต่เจ้าของโปรเจ็กต์ก็ตาม ที่สำคัญเวลาลงทุนในดีลลักษณะนี้ มักจะมีเงื่อนไขในการ“ล็อกเหรียญ” เป็นระยะเวลาราว 2-3 ปีเป็นเรื่องปกติ นั่นทำให้จอม สามารถใช้วิธีนี้หลอกเหยื่อรายต่อไปได้อย่างแนบเนียน เพราะเหยื่อต้องรอเป็นปีกว่าจะถอนเหรียญมาขายได้

“แต่จอมไม่ได้เอาเงินไปลงทุนจริง”

เรื่องมาเริ่มแดงก็เมื่อเหยื่อที่ลงทุนไปหลายรายเริ่มเห็นความผิดสังเกต เช่น การให้ข้อมูลโปรเจ็กต์ไม่ตรงกับข้อมูลจริง นักลงทุนบางรายเมื่อลงทุนกับจอมไปแล้วก็ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดกับโปรเจ็กต์คริปโทฯ นั้น ๆ แต่เมื่อคุยกับจอมกลับพบว่าข้อมูลไม่ตรง มีความบ่ายเบี่ยง จนทำให้เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ขณะที่นักลงทุนบางรายถูกหว่านล้อมให้ลงทุนเพิ่มในโปรเจ็กต์อื่น ๆ ที่หนักสุดคือขอยืมเงินตรง ๆ เลย และพอถึงกำหนดคืนก็อ้างติดปัญหาโอนเงินไม่ได้ เจ้าหนี้ต้องทวงอย่างต่อเนื่อง บางรายได้เงินคืน บางรายไม่ได้ สิ่งนี้ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกับจอม ที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการสินทรัพย์ดิจิทัล

จนมีนักลงทุนบางรายตัดสินใจติดต่อเจ้าของโปรเจ็กต์โดยตรง นำเอกสารทุกอย่างที่จอมออกให้ไปคุย ทำให้รู้ความจริงว่า “ไม่เคยมีดีลเหล่านั้นเกิดขึ้นเลย” ส่วนคนที่ลงทุนไปก่อนหน้านั้นและครบกำหนดที่จะได้รับเหรียญแล้วก็ไม่เคยได้เหรียญคริปโทฯเหล่านั้นโอนเข้ากระเป๋าเช่นกัน ผู้เสียหายที่โดนจอมหลอกมีทั้งคนไทย ชาวต่างชาติ คาดการณ์ความเสียหายน่าจะถึงระดับพันล้านบาท พอเรื่องแดงผู้เสียหายก็เข้าแจ้งความ จนจอมถูกออกหมายจับในช่วงปลายปี 2568 แต่ไหวตัวได้ทันหลบหนีออกจากประเทศไปได้

บทเรียน 4 ข้อสร้างเกราะป้องกัน Elite Fraud

เนื่องจากการหลอกลวงลักษณะนี้มักประสบความสำเร็จสูงเพราะใช้ความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือ มากกว่าจะอาศัยกลโกงที่ซับซ้อนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การตระหนักรู้บางประการจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงในลักษณะนี้

ประการแรก อย่าให้ชื่อเสียงแทนที่การตรวจสอบ: Elite Fraud มักเกิดจากบุคคลที่มีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือสูง เช่น นักลงทุนระดับตำนาน ผู้บริหารสตาร์ตอัพชื่อดัง หรือผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเงิน ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนจำนวนมากเชื่อในชื่อเสียงของเขามากกว่าการตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนอย่างจริงจัง บทเรียนสำคัญคือ ชื่อเสียงไม่ควรเป็นเหตุผลเพียงพอในการตัดสินใจลงทุน

ประการที่สอง ระวังผลตอบแทนที่ “ดีเกินจริง”: ในโลกการเงิน การลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมความเสี่ยงสูงเสมอ หากมีการเสนอผลตอบแทนที่ดูมั่นคงเกินไปหรือสม่ำเสมอเกินจริง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบดังกล่าวกำลังซ่อนความเสี่ยงบางอย่างไว้

ประการที่สาม ความซับซ้อนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปกปิดความจริง: Elite Fraud หลายกรณีเกิดขึ้นในระบบการเงินที่ซับซ้อน เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ตราสารอนุพันธ์ หรือแพลตฟอร์มคริปโทฯ สิ่งที่ควรตระหนักคือ หากโมเดลธุรกิจหรือการลงทุนซับซ้อนจนไม่สามารถอธิบายได้อย่างโปร่งใส ความเสี่ยงย่อมเพิ่มขึ้น

ประการที่สี่ อย่าปล่อยให้ “แรงกดดันทางสังคม” ชี้นำการตัดสินใจ: หลายครั้งนักลงทุนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเพราะเห็นว่าคนสำคัญหรือสถาบันใหญ่เข้าร่วมแล้ว ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า social proof ซึ่งสามารถทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าการลงทุนนั้นปลอดภัย ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด บทเรียนจาก Elite Fraud ชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ได้เกิดจากการเชื่อใจคนเก่งที่สุด แต่เกิดจากระบบที่ตรวจสอบคนที่มีอำนาจได้ดีที่สุด สำหรับนักลงทุนหรือประชาชนทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การพยายามมองหา “โอกาสที่ดีที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษาความระมัดระวัง และตั้งคำถามกับโอกาสเหล่านั้นอย่างมีเหตุผลเสมอ เพราะในโลกการเงิน ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความเชื่อโดยปราศจากการตรวจสอบอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...