โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ผมมีผู้ช่วยเป็นระบบเสริมความงามอันดับหนึ่ง [นิยายแปล] มี E-Book [จบแล้ว]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 14.05 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2566 เวลา 14.05 น. • Young Vibe Publishing
[จบแล้ว] โอแทชิก ชายหนุ่มที่อยากจะหลุดจากสถานะโสด ตัดสินใจไปทำงานเป็นพนักงานร้านเครื่องสำอาง เพราะคิดว่าจะได้ฝึกสกิลคุยกับสาวๆ แต่จู่ๆ ก็มีระบบเสริมความงามโผล่ขึ้นมา!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

ผมมีผู้ช่วยเป็นระบบเสริมความงามอันดับหนึ่ง [นิยายแปล] [จบแล้ว]
[화장품 가게의 남자 직원]
ผู้แต่ง : มิดแม็ด (믿맫)
เนื้อหานิยาย : 8 เล่มจบ (จบแล้ว)
สถานะ : อัปนิยายทุกวัน อย่างน้อย 2 ตอน
บรรณาธิการ : ซอนยอ, คยออุล, ฮีจิน ผู้แปล : ยูบิน, จูยอง
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : RS Media
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย : Young Vibe Publishing
Copyright arranged with RS Media through IP Prime

ติดตามข่าวสารสำนักพิมพ์จากเพจ
Young Vibe Publishing

“โอแทชิก” ชายหนุ่มผู้มีความรู้เรื่องการแต่งหน้าเป็นศูนย์ แต่กลับไปสมัครเป็นพนักงานชายในร้านเครื่องสำอาง!

“รู้จัก CC หรือเปล่าคะ ความแตกต่างระหว่างเจลลี่กับแมตต์ล่ะ รู้หรือเปล่า”

คำพูดของผู้จัดการไม่ต่างอะไรกับภาษาต่างดาวเลยสักนิด เป็นคำศัพท์ที่ห่างไกลกับโอแทชิกมาก

ลองถามดีไหมนะว่าเจลลี่กับแมตต์ต่างกันอย่างไร เพราะดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เจลลี่ที่เป็นของกินและไม่ใช่แมตต์ที่เป็นฟูกไว้ปูนอนกับพื้นด้วยสิ

โอแทชิกตอบไปตามตรง

“ไม่ทราบครับ”

“อย่างนั้นเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นเหตุผลที่สมัครงานนี้มาคืออะไรเหรอคะ”

‘งานพาร์ทไทม์อื่นที่ดีๆ โดนแย่งไปหมดแล้วครับ และไม่ชอบงานเสิร์ฟในร้านอาหารด้วย’

ภาพโอแทชิกในวัยยี่สิบปีที่ทำงานอยู่ที่ร้านเนื้อย่างปรากฏขึ้นมาในหัว ตำแหน่งเด็กเสิร์ฟก็แค่ชื่อเท่านั้น เอาเข้าจริง พอคนไม่พอ เขาต้องทั้งเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ขัดตะแกรงย่าง ไปจนถึงจุดเตาถ่าน

เพราะเคยลำบากแบบนั้นเลยไม่อยากกลับไปทำอีกแล้ว และมีอีกเหตุผลหนึ่งที่มาสมัครร้านขายเครื่องสำอางนี้

‘ถ้าฉันค้นพบวิธีที่จะได้คุยกับสาวๆ ฉันก็จะสามารถหลุดจากการโสดทั้งชีวิตได้สักที’

ทั้งพนักงานและลูกค้าของร้านขายเครื่องสำอางส่วนมากเป็นผู้หญิงทั้งนั้น

เป็นสถานที่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของโอแทชิก ผู้ซึ่งรู้จักผู้หญิงเพียงแค่แม่กับน้องสาว !!!

++++++++++++++

สวัสดีค่าา นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแปลเรื่องแรกของเรา ตอนนี้มีแพลนลงให้อ่านขั้นต่ำวันละ 2 ตอนนะคะ หลังจากเปิดขายแล้วจะทยอยเปิดตอนฟรี* ให้อ่านกันทุกวัน *สำหรับอีบุ๊กตอนนี้ยังไม่มีแพลนนะคะ จะทยอยลงรายตอนจนจบก่อนค่ะ

*ป.ล. 1 ตอนฟรีที่เปิดใหม่ ในอนาคต(น่าจะใกล้ๆ แล้ว)จะมีการกลับมาติดเหรียญใหม่อีกครั้งค่ะ

ใครที่อ่านแล้วชอบอยากให้ลองกดติดตามไว้ก่อนนะคะ สนุกแน่นอนน หรือถ้ามีคอมเมนต์อยากแนะนำ ติชมได้เลยค่าา หรือกดหัวใจเป็นกำลังใจให้กันได้นะคะ ขอบคุณทุกๆ กำลังใจเลยค่ะ^^

++++++++++++++++++++++++++++++++
อ่านนิยายตอนใหม่ๆ อัปเดตทุกวัน
กดติดตามได้ที่นี่เลยค่ะ ^^
>> กดติดตามนิยาย <<

นิยายเรื่องที่จบแล้วของสำนักพิมพ์ Young Vibe Publishing

อ่านนิยาย คลิกเลย >> เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวย 90's [นิยายแปล]

พนักงานชายที่ร้านขายเครื่องสำอาง (1)

พนักงานชายที่ร้านขายเครื่องสำอาง (1)

“เคยแต่งหน้ามาก่อนหรือเปล่าคะ”

โอแทชิกตกใจกับคำพูดของผู้จัดการที่นั่งอยู่ตรงหน้า ตอนที่รู้ว่าจะได้สัมภาษณ์ ก็คิดว่าน่าจะเจอคำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการสมัครงานอะไรอย่างนั้นซะอีกแต่กลับถามเรื่องเครื่องสำอางขึ้นมาซะอย่างนั้น

ตอนส่งใบสมัครที่ร้านเครื่องสำอางก็คาดการณ์มาบ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะปล่อยหมัดฮุกแบบนี้

“เอ่อ ครับ เคยทาบีบีครีม วันนี้ก็ทามาครับ”

“อืม…”

ผู้จัดการยื่นหน้าเข้าไปใกล้โอแทชิก กลิ่นน้ำหอมชวนให้เวียนหัวโชยเตะจมูก

สำหรับโอแทชิกที่ผ่านการอาบน้ำในโรงอาบน้ำชายที่มีทั้งเด็ก ม.ต้น เด็ก ม.ปลาย วิศวกร หรือแม้กระทั่งทหารนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่เขาไม่คุ้นเคยเอาซะเลย

‘ไม่รู้ว่าต้องมองตรงไหนเลยแฮะ!’

โอแทชิกเผลอสบตากับผู้จัดการเลยตกใจรีบหันไปมองเพดาน ผู้จัดการหัวเราะคิกคักออกมา

“ตอนที่มองไกลๆ ก็ดูไม่ค่อยออก แต่พอมองใกล้ๆ แล้วก็ทามาจริงด้วยสินะคะ”

“คือว่าผู้ชายถ้าแต่งหน้าเยอะเกินไป คนจะมองไม่ดีกันน่ะครับ”

“อย่างนั้นเหรอคะ แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ”

ผู้จัดการกลับไปนั่งแบบเดิม โอแทชิกจึงสามารถเบนสายตากลับมามองที่เดิมได้

“รู้จัก CC หรือเปล่าคะ ความแตกต่างระหว่างเจลลี่กับแมตต์ล่ะ รู้หรือเปล่า”

คำพูดของผู้จัดการไม่ต่างอะไรกับภาษาต่างดาวเลยสักนิด CC ก็คือคู่รักที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ห่างไกลกับโอแทชิกมาก

ลองถามดีไหมนะว่าเจลลี่กับแมตต์ต่างกันอย่างไร เพราะดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เจลลี่ที่เป็นของกินและไม่ใช่แมทที่เป็นฟูกไว้ปูนอนกับพื้นด้วยสิ

โอแทชิกตอบไปตามตรง

“ไม่ทราบครับ”

“อย่างนั้นเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นเหตุผลที่สมัครงานนี้มาคืออะไรเหรอคะ”

‘งานพาร์ทไทม์อื่นที่ดีๆ โดนแย่งไปหมดแล้วครับ และไม่ชอบงานเสิร์ฟในร้านอาหารด้วย’

โอแทชิกกลืนคำพูดกลับลงคอไป สองเดือนมาแล้วที่ตัดสินใจพักการเรียนเพราะเบื่อหน่ายกับชีวิตในมหาวิทยาลัย

ถึงแม้ว่าจะจ่ายค่าเช่าห้องล่วงหน้าไปหกเดือนแล้วก็ตาม แต่ก็ใช้เงินไปกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไปจนหมด ถ้าสัมภาษณ์ที่นี่ไม่ผ่านคงต้องไปสมัครที่ร้านอาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้

‘ไม่อยากกลับไปลำบากแบบนั้นอีกแล้ว’

ภาพโอแทชิกในวัยยี่สิบปีที่ทำงานอยู่ที่ร้านเนื้อย่างปรากฏขึ้นมาในหัว ตำแหน่งเด็กเสิร์ฟก็แค่ชื่อเท่านั้น เอาเข้าจริง พอคนไม่พอ เขาต้องทั้งเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ขัดตะแกรงย่าง ไปจนถึงจุดเตาถ่าน

เพราะเคยลำบากแบบนั้นเลยไม่อยากกลับไปทำอีกแล้ว และมีอีกเหตุผลหนึ่งที่มาสมัครร้านขายเครื่องสำอางนี้

‘ถ้าฉันค้นพบวิธีที่จะได้คุยกับสาวๆ ฉันก็จะสามารถหลุดจากการโสดทั้งชีวิตได้สักที’

ทั้งพนักงานและลูกค้าของร้านขายเครื่องสำอางส่วนมากเป็นผู้หญิงทั้งนั้น

เป็นสถานที่ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของโอแทชิก ผู้ซึ่งรู้จักผู้หญิงเพียงแค่แม่กับน้องสาว

“ปกติแล้วมีความสนใจในเครื่องสำอางครับ แล้วก็เคยทำงานที่ร้านเนื้อย่างมาก่อนจึงมั่นใจในการสนทนากับลูกค้าครับ ก็เลยตัดสินใจสมัครมาครับ”

“อย่างนั้นสินะคะ”

ผู้จัดการพิจารณาโอแทชิกอย่างละเอียดอีกครั้งจึงยื่นมือออกไป

“จะทำอะไรเหรอครับ”

โอแทชิกตกใจผงะถอยหลัง ผู้จัดการหัวเราะเหมือนกับเด็กซุกซนที่ชอบแกล้งคนอื่น

“ฮ่าฮ่าฮ่า ตกใจเหรอคะ ปกติตาก็ดูอ่อนโยนเหมือนลูกสุนัขอยู่แล้ว พอตกใจแล้วเหมือนยิ่งกว่าเดิมอีกนะ”

“เพราะอย่างนั้นถึงยื่นมือจะมาจับสินะครับ ผมเองก็ได้ยินมาเยอะเหมือนกันครับว่าผมเหมือนลูกสุนัข”

มีแค่แม่เท่านั้นแหละ ตอนที่เพื่อนๆ มองมาที่โอแทชิกก็ไม่มีใครรู้สึกว่าโอแทชิกเหมือนลูกสุนัขเลย

“ดูฉันสิคะ ฉันเองก็เหมือนลูกสุนัขใช่มั้ยล่ะคะ”

ผู้จัดการกดหางตาลง เหมือนโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่กำลังหมดแรงเลย

“ฮ่าๆ เหมือนจริงด้วยครับ”

“ฉันเองก็หน้าตาท่าทางแบบนี้เลยรู้สึกถูกชะตากับคนที่ดูสุภาพอ่อนโยน ขอบคุณที่มาสัมภาษณ์นะคะ วันนี้พอแค่นี้ค่ะ”

ผู้จัดการลุกขึ้นและผายมือออกไป โอแทชิกในขณะที่ลุกขึ้นและเดินตามหลังออกไปได้หันไปเช็คป้ายชื่อของผู้จัดการ

นี่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์จากความสามารถเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มาจากตอนประจำการที่กองทหาร

“ผู้จัดการอีซูยองครับ ขอบคุณที่เสียสละเวลาให้ผมนะครับ”

“เห็นป้ายชื่อแล้วสินะ ตาไวมากกว่าที่คิดนะคะ”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

ถึงแม้ว่าโอแทชิกจะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ แต่กลับไม่ได้สังเกตเลยว่านี่คือการจับมือกับผู้หญิงครั้งแรกของเขา

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับได้เลยค่ะ”

“ครับ”

ในระหว่างทางที่โอแทชิกกลับบ้าน ถ้าจะให้เขารีวิวการสัมภาษณ์ครั้งนี้ล่ะก็ พูดไม่ตะกุกตะกักและเป็นธรรมชาติ

‘ช่วงแรกเพราะว่าผู้จัดการเป็นผู้หญิงเลยรู้สึกประหม่า แต่พอสัมภาษณ์จริงๆ ก็ไม่แย่อย่างที่คิด’

ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าได้เจอกับผู้จัดการอีกครั้ง คงจะพูดคุยกับเธอได้เหมือนพวกเพื่อนผู้ชายของเขา

พอกลับมาถึงบ้าน ในระหว่างที่ล้างมือก็มีข้อความเข้ามา โอแทชิกเช็ดมือกับเสื้อผ้าแล้วรีบไปเช็คข้อความ

[คุณโอแทชิก สามารถเริ่มงานพรุ่งนี้ได้เลยหรือเปล่าคะ]

“แน่นอนสิครับ!!”

ทันทีที่โอแทชิกตอบกลับไปว่าได้ ก็มีข้อความตอบกลับมา

[ถ้าอย่างนั้นเจอกันที่ร้าน เก้าโมงเช้านะคะ]

++++++++++++++++++++++++++++++++
อ่านนิยายตอนใหม่ๆ อัปเดตทุกวันกดติดตามได้ที่นี่เลยค่ะ
>> กดติดตามนิยาย <<

พนักงานชายที่ร้านขายเครื่องสำอาง (2)

พนักงานชายที่ร้านขายเครื่องสำอาง (2)

อยากไปทำงานวันแรกแบบเท่ๆ คงต้องเลือกชุดที่ดูดีซะแล้ว

“เจ้ากางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุก ขอโทษนะ วันนี้นายไม่ได้ไปต่อแหละ”

กลั้นน้ำตาและตัดใจเก็บกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ้ตลายตารางหมากรุกตัวเก่งเข้าตู้เสื้อผ้า

สุดท้ายก็เลือกกางเกงสแลคสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ

เหมือนพนักงานบริษัทเลย พอส่องกระจกแล้วดูแปลกๆ แฮะ

อยากใส่เสื้อกันลมแต่เพราะว่าไม่นานมานี้ทำน้ำซุปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหกใส่ ก็เลยเหลือแค่เสื้อคลุมยาวเท่านั้น

ถึงแม้ว่าการใส่เสื้อคลุมยาวจะกันหนาวไม่ได้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว สวมเสื้อคลุมยาวอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินทางไปจนถึงร้านเครื่องสำอาง

“วันนี้คงตั้งใจเลือกชุดมาสินะคะ แต่งตัวดูดีเชียว ถ้าวันนี้แต่งชุดแบบเดียวกับเมื่อวานละก็ คงไล่กลับไปแล้ว”

“ครับ?”

เมื่อวานดูแย่กว่าวันนี้เหรอ โอแทชิกเดินเข้าไปในร้านด้วยท่าทางงุนงง

ร้านสะอาดเรียบร้อยมากเลยนะ ทำตัวไม่ถูกเลย

หน้าทางเข้ามีถุงที่เก็บสินค้าถูกจัดวางไว้ พอเข้าไปด้านในก็จะเห็นพวกน้ำยาทาเล็บกับพวกลิปสติกจัดเรียงอยู่

นอกนั้นก็มีพวกมาส์กหน้าและเครื่องสำอางอื่นๆ มากมายที่ทำให้โอแทชิกตาลายไปหมด

“แปลกใจอะไร ทำไมถึงมองไปทั่วแบบนั้น”

“ร้านดูสะอาดเรียบร้อยเฉยๆ น่ะครับ”

เขาสังเกตว่าผู้จัดการใช้คำพูดเป็นกันเอง แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากและปล่อยผ่านไป ถ้ามัวแต่จับผิดคงไม่ได้ทำงานแน่

“แทชิก ใช่ ลืมไปเลย คือว่าฉันอายุมากกว่านาย ฉันพูดแบบเป็นกันเองได้ใช่มั้ย”

“อายุมากกว่าผมเหรอครับ”

ในที่สุดความสามารถในการประจบสอพลอที่ฝึกตอนอยู่ค่ายทหารก็ได้ฉายแสงแล้วจู่โจมด้วยคำพูดที่โดนใจอีซูยองที่ภูมิใจในความหน้าเด็กของตัวเองเข้าอย่างจัง

“ฮ่าๆ ทำไมคำพูดคำจาน่ารักขนาดนี้นะ ถึงฉันจะดูเหมือนเด็กกว่านายแต่ก็เป็นถึงผู้จัดการนะ ต้องเป็นพี่อยู่แล้วสิ”

“อ๋อ เพราะเป็นผู้จัดการสินะครับ ถ้าอย่างนั้นอายุเท่าไหร่เหรอครับ อายุมากกว่าผมหนึ่งปีมั้ยนะ ยี่สิบหกเหรอครับ”

“พอคนอื่นมาเดี๋ยวคงบอกนายเอง ก่อนอื่นตามเข้ามานี่”

โอแทชิกเดินตามอีซูยองเข้าไปในเคาน์เตอร์ เมื่อเข้าไปจะเห็นกล่องกระดาษขนาดใหญ่สองกล่อง

“ตอนที่นายสมัครงานที่นี่ นายคิดว่าตัวเองจะได้ทำงานอะไร”

“แค่ขายเครื่องสำอางและดูแลร้าน มีโกดังเก็บของด้วยหรือเปล่าครับ ถ้ามีก็อาจจะรวมถึงการจัดการเรื่องการจัดเก็บสินค้าด้วยครับ”

อีซูยองทำเสียงจิ๊จ๊ะในขณะที่ขยับนิ้วชี้ไปมา

โอแทชิกตกใจ ที่พูดมาไม่ถูกเหรอ หรือพลาดเรื่องที่พูดถึงห้องเก็บของหรือเปล่านะ

“ตอนแรกฉันเองก็คิดแบบนั้น แต่พอมาที่นี่จริงๆ มีงานนอกเหนือจากนั้นที่เราต้องจัดการกันเยอะที่สุดอยู่อีกอย่าง”

อีซูยองเปิดกล่องออก ข้างในมีขวดที่เล็กเท่านิ้วมืออัดแน่นอยู่เต็มกล่อง

“แต่นแต๊น งานที่เราต้องจัดการกันเยอะที่สุดไงล่ะ”

“อันนี้คืออะไรเหรอครับ”

“ตัวอย่างครีมบำรุงผิวและโลชั่น เป็นของแถมที่เราจะแถมให้ตอนลูกค้าซื้อเครื่องสำอาง รู้จักใช่มั้ย”

นึกออกแล้ว มันคือโลชั่นอันจิ๋วที่แม่ชอบโยนมาให้บ่อยๆ

“รู้จักสิครับ”

“ฉันน่ะคิดว่ามันจะออกมาในรูปแบบที่ห่อเรียบร้อยแล้วซะอีก แต่ที่ไหนได้พนักงานต้องมานั่งทำทีละอันเองแหละ”

“จริงเหรอครับ ผมเองคิดว่ามันห่อมาเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน”

“ใช่มั้ย ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนั้นใช่มั้ย จริงๆ เลย พอฉันเล่าให้พนักงานคนอื่นฟัง พวกเขาก็พูดว่ามีแค่พี่เท่านั้นแหละที่คิดอย่างนั้น แล้วก็หัวเราะเยาะกันใหญ่เลย”

“ฮ่าๆ”

“ฉันนี่เสียสติไปแล้วแน่เลย เพราะเป็นคนพูดมากก็เลยเอาแต่พูดตลอด นี่ ช่วยเอาถุงพลาสติกที่อยู่ข้างล่างนั้นออกมาหน่อยได้มั้ย”

โอแทชิกค้นในลิ้นชักและเจอถุงพลาสติกในนั้น แต่เพราะว่ามีหลายขนาดมากเลยไม่รู้ว่าต้องหยิบอันไหน

“พี่ครับ มันมีหลายขนาดเลย ผมต้องหยิบอันไหนเหรอครับ”

“อันที่เล็กที่สุด”

โอแทชิกหยิบถุงพลาสติกขนาดเท่าฝ่ามือออกมา อีซูยองรับถุงและเอาสินค้าตัวอย่างใส่ลงไปในถุง

“ดูให้ดีนะ เอาครีมบำรุงผิวกับโลชั่นใส่ลงไปอย่างละอัน พับถุงครึ่งหนึ่งแล้วปิดด้วยเทปก็เป็นอันเรียบร้อย”

ใช้เวลาไม่นานก็เตรียมของแถมเสร็จไปหนึ่งอัน อีซูยองโยนของแถมที่เตรียมเสร็จแล้วลงในกล่องเปล่าที่วางไว้บนพื้น

“นายลองทำดูมั้ย”

“ได้ครับ”

โอแทชิกทำของแถมตามที่อีซูยองสอน เพราะการใส่ขวดตัวอย่างลงไปในถุงเป็นงานง่ายๆ ก็เลยทำของแถมหนึ่งชิ้นเสร็จอย่างรวดเร็ว

“เก่งมาก ทีนี้ก็เหลือแค่โยนลงกล่องก็เสร็จแล้ว”

“มันจะไม่แตกเหรอครับ”

ในขณะที่โอแทชิกลังเลที่จะทำ อีซูยองก็ตีที่หน้าอกตัวเองเบาๆ

“ฉันทำมาหลายเดือนแล้ว ยังไม่เคยทำแตกเลยสักครั้ง”

“อย่างนั้นเหรอครับ”

ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่แต่คงต้องทำตาม

ทั้งสองคนยังคงทำของแถมต่อไปและพูดคุยเรื่องไร้สาระไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ขวดสินค้าตัวอย่างที่เคยมีเต็มกล่องก็ลดลงเหลือแค่ครึ่งกล่อง

“นี่ แทชิก นายผิดหวังใช่มั้ยล่ะ”

“อะไรนะครับ”

“นายตั้งใจมาขายเครื่องสำอางแท้ๆ แต่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่แทน”

“ไม่รู้สิครับ”

โอแทชิกพยายามคิด การถามคำถามแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานมันมีความหมายแฝงอะไรหรือเปล่า

‘หรือเป็นการทดสอบว่าผมเป็นคนซื่อตรงแค่ไหนกันนะ’

ไม่ว่าจะคิดยังไงก็คงมีแค่เหตุผลนั้น โอแทชิกเลือกคำตอบที่ดีที่สุด

“ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมของแถมหรือว่าการทำงานที่ต้องเจอลูกค้าก็เป็นงานเหมือนกันนี่ครับ ไม่ผิดหวังหรอกครับเพราะว่าเป็นงานที่ไม่ได้คาดคิดก็เลยรู้สึกว่าแปลกใหม่ดีเสียอีกครับ”

“โอ้โฮ! พูดดีนะเนี่ยเรา ถ้าคนอื่นมาได้ยินคงชอบน่าดู”

“ว่าแต่ว่าคนอื่นๆ ก็อยู่ที่นี่ใช่มั้ยครับ ผมควรจะพูดคุยกับพวกเขาอย่างไรดีครับ”

อีซูยองหรี่ตาลงและตีต้นแขนโอแทชิกเบาๆ

“ไม่ต้องพูดสุภาพมากนักหรอก พี่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นเท่าไร”

“ฮ่าๆ มันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว จะพยายามนะครับ”

“จริงด้วย มีพนักงานที่ชื่อซารังด้วย เด็กคนนั้นน่ะ ถ้านายพูดแบบที่พูดตอนนี้คงชอบน่าดู เด็กคนนั้นค่อนข้างแปลก”

อีซูยองเบาเสียงตัวเองเผื่อมีใครได้ยิน

อ๋อ แอบนินทาลับหลังสินะ ดูเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไรเลย

ดูจากที่อีซูยองแอบนินทาคนที่เขาไม่รู้จักกับเขาที่เพิ่งเริ่มงานกันเป็นครั้งแรก คงจะเอาปฏิกิริยาของเขาไปบอกคนที่ชื่อซารังด้วยสินะ ไม่รู้ว่าจริงๆ ต้องการอะไร แต่ก็อาจจะเป็นการทดสอบนิสัยของเขาด้วยล่ะมั้ง

ถ้าเกิดว่าไม่เห็นด้วยกับผู้จัดการคงจะอึดอัดแปลกๆ คงต้องตอบแบบกลางๆ ไปก่อน

“อย่างนั้นเหรอครับ”

“ใช่ เด็กคนนั้นน่ะชื่อกับหน้าตาก็น่ารักดีหรอกนะแต่นิสัยไม่ดีเอาซะเลย รู้มั้ยว่าตอนที่ฉันเข้ามาที่นี่ครั้งแรกเธอพูดกับฉันว่าอะไร”

อีซูยองระเบิดความขุ่นเคืองและหายใจกระฟึดกระฟัด คนๆ นั้นทำอะไรที่ทำให้เธอโกรธขนาดนี้กันนะ

ความสนใจของโอแทชิกเพิ่มขึ้น ท่าทางของเขาเปลี่ยนไป

“ไม่รู้ครับ ถ้าแค่พูดทักทายเฉยๆ พี่คงไม่โกรธขนาดนี้ใช่มั้ยล่ะครับ”

“ทักทายอะไรล่ะ ทันทีที่เห็นฉันก็พูดว่า ผู้จัดการคะ พนักงานที่นี่เป็นพนักงานที่ทำงานมาเกินหนึ่งปีแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรตามใจตัวเอง ต้องปรึกษาเราก่อน เข้าใจมั้ยคะ แบบนี้ จริงดิ รู้มั้ยว่าตอนนั้นฉันพูดอะไรไม่ออกเลย”

ได้ยินแค่นี้ก็พอเดานิสัยออกแล้ว อันตรายกว่าพวกสิบโทที่ชอบอวดเก่งว่ามีประสบการณ์นู่นนี่อีกนะ ถ้าโดนเขม่นแล้วช่วงเวลาที่ต้องทำงานที่นี่คงเหมือนตกนรกแน่เลย

โอแทชิกได้ยินชื่อของซารังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ในหัวของเขามีแต่ภาพจำว่าเธอเป็นบุคคลอันตราย

“เหนื่อยแย่เลยนะครับ”

“ใช่ เพราะว่าฉันเป็นผู้จัดการเลยยอมทนหรอกนะ พนักงานที่เข้ามาทีหลังน่ะแทบไม่มีใครทนเรื่องแบบนี้ได้สักคน จริงๆ ซารังต้องเป็นคนสอนงานนายนะ แต่ถ้าต้องอยู่กับยัยเด็กนั่น ฉันกลัวว่านายจะเหนื่อยตั้งแต่วันแรกเลยตั้งใจให้นายมาเริ่มงานเร็วหน่อย”

“ฮ่าๆ ขอบคุณพี่มากนะครับ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมคิดว่าผมไหวครับ”

“อย่างนั้นเหรอ ก็ดี”

อีซูยองไม่ค่อยพอใจกับคำตอบเท่าไรนัก หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ทำของแถมกันต่อและพูดคุยกันไปเรื่อยๆ

“คิดว่าร้านที่อยู่ในศูนย์การค้าชั้นใต้ดิน คนจะเยอะซะอีกนะครับ แต่ไม่มีใครผ่านมาเลย”

“เช้าวันจันทร์ก็แบบนี้แหละ เลยตอนเที่ยงไปคนก็จะค่อยๆ มาเอง”

พวกเขาตั้งใจทำของแถมโดยที่ไม่มีลูกค้ามารบกวน พอถึงช่วงเที่ยงงานก็เสร็จพอดี

“เสร็จแล้ว แทชิก วันแรกก็เหนื่อยเลยนะ”

“ไม่หรอกครับ พี่เหนื่อยกว่าผมอีกครับ”

“แหม เลือกคำพูดได้ดีนะเราน่ะ”

“ทำยังไงกับกล่องเปล่าดีครับ”

โอแทชิกถือกล่องอยู่แล้วอีซูยองก็มาหยิบไปจากมือ

“เอามานี่ เดี๋ยวฉันเอาไปทิ้งเอง”

“ผมจะให้พี่ทำเองได้ยังไง เดี๋ยวผมเอาไปทิ้งให้ครับ”

“นี่สินะ พอเป็นเด็กผู้ชายแล้วแตกต่างกันเลยแฮะ ถ้าฉันพูดกับพวกเด็กคนอื่นว่าพี่จะไปทิ้งเอง พวกนั้นคงขอบคุณและรีบยื่นกล่องให้อย่างไวเลยแหละ”

“ฮ่าๆ”

“ไม่รู้ใช่มั้ยล่ะว่าต้องทิ้งตรงไหน ถ้าเลี้ยวไปทางซ้ายของร้านจะเจอบันได ทิ้งไว้ข้างบันไดได้เลย”

“โอเคครับ เดี๋ยวกลับมานะครับ”

เดินไปสักพักก็เจอบันได ทิ้งเสร็จก็เดินกลับไปที่ร้าน เห็นผู้หญิงสองคนกำลังคุยกับอีซูยองอย่างออกรสออกชาติอยู่

โอแทชิกยังไม่ยอมเดินเข้าไปในร้าน ได้แต่แอบมองอยู่ข้างนอก แต่ก็เผลอสบตากับอีซูยองเข้าพอดี

“โอ้ แทชิกกลับมาแล้ว แทชิก เข้ามาเร็ว”

++++++++++++++++++++++++++++++++
อ่านนิยายตอนใหม่ๆ อัปเดตทุกวันกดติดตามได้ที่นี่เลย
>> กดติดตามนิยาย <<

พนักงานชายที่ร้านขายเครื่องสำอาง (3)

พนักงานชายที่ร้านขายเครื่องสำอาง (3)

โอแทชิกเดินกลับไปที่ร้านพลางสังเกตผู้หญิงกลุ่มนั้น

‘ผู้หญิงที่ชื่อซารังเขาบอกว่าคือคนที่น่ารักใช่มั้ยนะ’

ผู้หญิงที่ไม่รู้จักสามคนปรากฏตัวขึ้น ผู้หญิงชาวต่างชาติผมบ๊อบสั้นและหน้าตาเหมือนสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย ผู้หญิงผมยาวที่ดูอันตราย และผู้หญิงรูปร่างผอมมากๆ ถ้าบอกว่าเป็นนางแบบก็คงเชื่อ

‘เรื่องใหญ่แล้ว’

สวยทุกคนเลยแฮะ โอแทชิกมองผู้หญิงเหล่านั้นและก้มหัวให้ รู้สึกใจสั่นและหน้าร้อนผ่าวไปหมด เขามองให้ละเอียดอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเขากำลังมองหาซารังอยู่

พนักงานในร้านเองต่างก็มองโอแทชิกตั้งแต่หัวจรดเท้า ทุกคนตกใจแล้วมองไปที่อีซูยอง

“ดูดีทีเดียวนะคะ”

“แค่ผู้ชายทั่วๆ ไปเหรอคะ พี่นี่ตาดีเหมือนกันนะคะ”

“ไม่ใช่หรอก เพราะวันนี้ตั้งใจเลือกชุดมาก็เลยดูดีน่ะสิ แต่เมื่อวานน่ะไม่ไหวเลย”

โอแทชิกหูผึ่ง เพราะอยู่ห่างกับคนอื่นก็เลยไม่ได้ยินที่เขาพูดกัน แต่ได้ยินคำพูดของอีซูยองชัดแจ๋ว

‘เสื้อเชิ้ตลายตารางมันทำไม มันก็เท่ดีนี่นา’

ประสาทสัมผัสด้านความสวยงามและดูดีของอีซูยองต้องมีปัญหาแน่ๆ เลย แต่เพราะว่าคุยด้วยง่าย คราวหน้าคงต้องเรียกมาคุยกันเรื่องการแต่งกายอย่างจริงจังแล้วแหละ

“สวัสดีครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”

เมื่อโอแทชิกเดินเข้าไปในร้านเครื่องสำอางก็กล่าวทักทายทันที พวกผู้หญิงต่างหัวเราะและยินดีต้อนรับเขา

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“ฉันเองก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยเช่นกัน”

“เย่ มาได้จังหวะพอดีเลยค่ะ”

สองคนทักทายแบบปกติ แต่ผู้หญิงรูปร่างผอมๆ แสดงท่าทางตื่นเต้นและยื่นมือออกมา

โอแทชิกยื่นมือมาและไฮไฟฟ์กลับอย่างไม่ทันตั้งตัว

แปะ!

“โอ้ ไหวพริบดีนะเนี่ย ไหวพริบดีมากๆ เลย พี่ซารัง คนนี้โอเคเลยว่ามั้ย”

“ไม่รู้สิ คงต้องดูๆ ไปก่อน”

ผู้หญิงรูปร่างผอมเอาศอกดันสีข้างเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้หญิงผมตรงยาว คนนั้นคือซารังสินะ

ดูจากภายนอกแล้วดูเป็นผู้หญิงที่จิตใจดีและฉลาด แต่พอฟังที่พูดเมื่อสักครู่แล้วรู้เลยว่าโหดมากแค่ไหน

‘สิ่งที่พี่ซูยองพูดก็คงเป็นเรื่องจริงสินะ’

“แทชิก นายโอเคนะ ตกใจมากใช่มั้ย คนนั้นคือคิมซารังสุดสวยของพวกเรา ส่วนคนผมบ๊อบคนนั้น ชื่อ คริสตัล…”

“ฉันชื่ออิมดาจองค่ะ!”

อิมดาจองกระโดดดีใจราวกับกระดี่ได้น้ำ ถ้าต้องทำงานกับคนที่คึกขนาดนี้ไม่มีทางที่จะน่าเบื่อแน่นอน พอพวกเราสนิทกันก็จะได้กินข้าวด้วยกันแล้วก็ดื่มเหล้าด้วยกัน…

จินตนาการไปถึงแต่งงานและมีลูกด้วยกันสองคน คำพูดของอีซูยองทำให้โอแทชิกกลับมาโลกแห่งความเป็นจริง

“ดาจองตื่นเต้นใหญ่เลยนะ จะได้ลาออกนี่ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

“แน่นอนสิคะ เพราะคุณเจ้าของร้านเรื่องมากเกินไป ผ่านมาเป็นสัปดาห์แล้วก็ยังไม่เลือกพนักงานใหม่สักที”

“ดาจองดูตื่นเต้นมากเลยนะ ตลกจริงๆ”

“ฉันเองก็ไม่รู้เลยค่ะว่าคุณเจ้าของร้านยังไม่ได้เลือกพนักงานใหม่เลยตลอดสองสัปดาห์ คนสมัครตั้งเยอะแยะแต่ทำไมไม่เลือกสักที”

พวกสาวๆ เริ่มพูดคุยกันเสียงดังขึ้น แทบไม่มีช่องว่างให้แทรกเข้าไปได้เลย โอแทชิกเข้าไปพูดแทรก ‘จริงเหรอครับ’ เหมือนกับการตีกลองคั่นกลางในการแสดงพันโซรี และกลับมายืนสังเกตการณ์ตามเดิม

ทั้งสี่คนดูสนิทกันมาก แต่ในสี่คนนี้อีซูยองกับคิมซารังดูจะสนิทกันที่สุด

‘ว่าแล้ว เรื่องนินทาลับหลังคงทำเพื่อทดสอบเราสินะ’

โอแทชิกถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เกือบเผลอพูดอะไรไม่ดีตามที่อีกฝ่ายวางกับดักไว้ซะแล้ว

อีซูยองได้ยินเสียงถอนหายใจ เมื่อเห็นโอแทชิกเป็นคนถอนหายใจก็ตาโต เผลออ้าปากเล็กน้อย ตอนทำแบบนั้นเหมือนแฮมสเตอร์เลย น่ารักสุดๆ

“เออ ใช่สิ แทชิกเองก็อยู่ตรงนี้นะ เพราะพวกเราชินกับการคุยกันสี่คนแบบนี้ก็เลยลืมแทชิกไปเลย”

“ไม่ต้องดูแลอะไรมากนักหรอกค่ะ เขาต้องเรียนรู้และเข้าร่วมวงสนทนาด้วยตัวเองสิคะ”

คำพูดของคิมซารังเหมือนมีดที่พุ่งเข้ามาปักกลางอก ทำโอแทชิกเสียวสันหลังไปหมด

“ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไรกันแล้วจะเข้าร่วมวงสนทนาได้ยังไงล่ะ”

“ใช่ค่ะ พี่ซารังนี่ใจร้ายจังเลย”

“แทชิก เราอายุเท่าๆ กันเพราะงั้นไม่ต้องพูดสุภาพมากก็ได้ มาข้างๆ ฉันนี่ เดี๋ยวจะอธิบายเองว่าพวกพี่ๆ เขาพูดอะไรกันบ้าง”

“อายุเท่ากันเหรอครับ”

โอแทชิกตกใจจนไม่สามารถซ่อนสีหน้าได้ อิมดาจองที่ตอนแรกเรียกให้โอแทชิกมาข้างๆ อย่างตื่นเต้น หรี่ตาลงมองที่เขา

“ตกใจอะไรขนาดนั้น”

“แน่นอนสิ เพราะคิดว่าเป็นน้องมาตลอด พอเรามาบอกว่าอายุเท่ากันก็คงต้องตกใจนั่นแหละ”

“อย่างนั้นเหรอ”

อิมดาจองยิ้มจนมุมปากยกขึ้น ใบหน้าสวยเป๊ะ แต่พอยิ้มแบบนั้นแล้วเหมือนเด็กประถมซุกซนขี้เล่นเลย

“พวกพี่ๆ ไม่สิ ถ้าจะแกล้งเล่นๆ แล้วคงจะเรียกพี่ไม่ได้สินะ แต่ก็เอาเถอะ ยังไงปัญหามันก็คือปากเปราะๆ อันนี้แหละ”

อิมดาจองที่ตีปากของตัวเองเบาๆ พูดต่อเรื่อยๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ในบรรดาพี่สาวทั้งหมด ใครดูเด็กสุดเหรอ”

ร้านเครื่องสำอางที่เคยเสียงดังก็เงียบลงทันที หญิงสาวทั้งสามตาเป็นประกายและมองไปที่โอแทชิกอย่างคาดหวัง

‘นี่มันคำถามโลกแตกชัดๆ!!’

++++++++++++++++++++++++++++++++
อ่านนิยายตอนใหม่ๆ อัปเดตทุกวันกดติดตามได้ที่นี่เลย
>> กดติดตามนิยาย <<

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...