โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[นิยายแปล] พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 มี.ค. 2565 เวลา 16.39 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 16.39 น. • Kawebook
‘มีดเดียวเจ๊ง’ ฉายานี้ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย ทุกคนบนถนนแห่งหยกนี้ ต่างรู้ ฉายานี้ของผมกันทั้งนั้น !!

ข้อมูลเบื้องต้น

‘มีดเดียวเจ๊ง’ ฉายานี้ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย ทุกคนบนถนนแห่งหยกนี้ ต่างรู้ ฉายานี้ของผมกันทั้งนั้น !!

นิยาย พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก

จะมีช่างตัดหินหยกสักกี่คน ที่ลงมีดแล้วจะไม่เจอหินหยกติดกันถึง 30 ครั้ง !?

‘หลินเย่ว’ ช่างตัดหินหยก เจ้าของฉายา ‘มีดเดียวเจ๊ง’ เรียกว่าตัดเจ๊งทุกครั้งที่ลงมีด

แล้วใครที่ไหนมันจะมาอยากจ้างเขาอีก….

ความซวยนี้เลยทำให้เขาต้องตกงาน ถึงแม้เขาจะเป็นช่างฝีมือที่ดีที่สุดของโรงงานตัดหยกแห่งนี้ก็เถอะ !

.

วันหนึ่ง โชคชะตาของเขากลับพลิกเปลี่ยน จากความสะเพร่าที่ใช้ยารักษาตาเกินขนาด

ทำให้เขาได้รับพลังตาทิพย์พิเศษที่สามารถมองทะลุได้ทุกสรรพสิ่ง !

และพลังพิเศษนี้กำลังพลิกหนุ่มตกงานคนจนมาเป็น “ปรมาจารย์หินหยกแห่งยุค”

----------------------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก’

และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท / เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3utyhvY

----------------------------

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :纵横中文网 ( Zongheng Zhongwen Wang )

ประพันธ์โดย :步行天下

แปลภาษาไทยโดย : HimaWarin

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co.,LTD (Kawebook)

------------------------

เล่มที่ 1 ตอนที่ 1 มีดเดียวเจ๊ง

“รีบไปดูกัน ท่านหวังอีเตา ปรมาจารย์แห่งหยกจะตัดหินหยกแล้ว!”

“ที่ไหน? อยู่ที่ไหน?”

“โรงงานจางจี้ที่อยู่ด้านหน้าตรงนั้นไงล่ะ!”

“ยังจะรออะไรอีก รีบไปสิ! รีบไปสิ!”

……

บนถนนหินหยกวัตถุโบราณที่ค่อนข้างโทรมเส้นหนึ่งมีผู้คนต่างวิ่งบอกข่าวกันอย่างต่อเนื่อง และเพียงไม่นานนักสีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นบ้าคลั่ง พวกเขาต่างวิ่งมุ่งตรงไปยังโรงงานจางจี้

ในวงการการพนันหินหยก การตัดหินหยกจะเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดมาตลอด

ภายในโรงงานจางจี้ หลินเยว่มองท่านหวังอีเตาปรมาจารย์แห่งหยกที่อยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยความชื่นชม ในใจของเขาคิดว่าเมื่อไรตนเองถึงจะได้เป็นเหมือนท่านผู้นี้ที่สามารถลงมีดครั้งเดียวกลับได้เป็นผลตอบแทนมูลค่ามหาศาล

สำหรับเขาแล้วมันเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นแหละ เพราะเขาไม่ได้เป็นแม้กระทั่งนักพนันหินหยก อย่างมากเขาก็เป็นเพียงคนงานตัดหินหยกตัวเล็กๆ คนหนึ่งในโรงงานจางจี้เท่านั้นเอง

เขาตัดหินหยกโดยไม่พบหยกด้านในต่อเนื่องถึง31 ครั้งแล้ว เหตุการณ์แบบนี้โดยปกติมักเป็นเพียงความลับภายในโรงงาน แต่ไม่รู้ว่ามีไอ้บ้าที่ไหนป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป

ผลลัพธ์ก็คือ บนถนนหินหยกวัตถุโบราณเส้นนี้ต่างรู้กันหมดว่าหลินเยว่มีฉายาว่า“มีดเดียวเจ๊ง” ทำให้คนที่มาที่นี่เพื่อต้องการตัดหินหยกต่างระบุชื่อพร้อมนามสกุลว่าไม่ต้องการให้เขาสัมผัสหินหยก เพราะเกรงว่าความซวยของเขาจะติดไปด้วย นักพนันหินหยกมักจะมีความเชื่อเรื่องโชคชะตาความงมงายเหล่านี้ ดังนั้น เขาจึงกลายเป็นส่วนเกินของที่นี่ และได้แต่มองอยู่ห่างๆ เท่านั้น

สองเดือนมานี้ เขาไม่ได้สัมผัสหินหยกอีกเลย หากเขาไม่สามารถตัดหินหยกจนพบหยกด้านในเพื่อลบล้างชื่อเสีย“มีดเดียวเจ๊ง” ได้ เกรงว่าวันพรุ่งนี้เขาคงจะต้องถูกไล่ออกจากโรงงานเป็นแน่แท้

เดิมทีท่านหวังอีเตาปรมาจารย์แห่งหยกเห็นแววของเขาและต้องการให้เขาเป็นคนตัดหินหยก ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ใช้โอกาสนี้ล้างมลทินให้กับตัวเอง แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาจะถูกอู๋ไข่เสวียนสหายรักของเขาแทงเข้าข้างหลังโดยไปบอกท่านหวังอีเตาว่าเขามีฉายาว่า“มีดเดียวเจ๊ง”

เมื่อท่านหวังอีเตาได้ยินเรื่องนี้สีหน้าของท่านก็เปลี่ยนไปทันที และไม่ว่าอย่างไรท่านก็ไม่ยอมให้หลินเยว่มีโอกาสแตะต้องหินหยกก้อนนี้เลย

หลินเยว่สูญเสียโอกาสสุดท้ายที่จะพลิกสถานการณ์อันคับขันของตัวเอง เขาได้แต่กัดฟันกรอดมองอู๋ไข่เสวียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเครื่องตัดหินหยกด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างโกรธแค้น

ขณะที่หลินเยว่กำลังเหม่อลอย ท่านหวังอีเตาปรมาจารย์แห่งหยกกำลังสังเกตหินหยกอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาลุกขึ้นยืน หยิบปากกาหัวเล็กที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาและลากเส้นบนหินหยกก้อนนั้นพร้อมพูดอย่างมั่นใจ“ตัดลงไปจากตรงนี้!”

พลังจากท่านหวังอีเตาแผ่ออกมาทำให้คนที่อยู่รอบๆ ต่างส่งเสียงชื่นชม เมื่อมีเสียงชื่นชมเข้าห้อมล้อมทำให้ใบหน้าแก่ชราของท่านหวังอีเตาที่มีอายุหกสิบกว่าปีเริ่มแดงขึ้นเป็นริ้ว เขากุมมือคารวะต่อทุกคนรอบๆ ตัว ดูเหมือนว่าเขากำลังดื่มด่ำกับเสียงปรบมือจากผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น

อู๋ไข่เสวียนค่อยๆ ปรับตำแหน่งใบเลื่อยของเครื่องตัดหินหยก หลังจากปรับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว เขาเปิดเครื่องตัดหินหยกให้ทำงาน และในเวลาเดียวกันเขาก็เหลือบมองหลินเยว่ที่กำลังยืนอยู่รอบนอกโดยไม่ให้เป็นที่น่าสังเกตมากนัก

“จะให้ดีขอให้ตัดเจ๊งเถอะโว้ย!” (การตัดเจ๊งคือการตัดหินหยกแล้วไม่มีหยกอยู่ภายในหินหยกหรือมูลค่าของหยกที่พบน้อยกว่าราคาที่ซื้อมา- ผู้แปล)

หลินเยว่แอบแช่งในใจ เขารู้ดีว่าสายตาของอีกฝ่ายนั้นเป็นการแสดงการข่มขู่และเยาะเย้ยใส่เขา

ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะคิดอยากให้ภายในหินหยกไม่มีหยก ขอให้ตัดเจ๊ง แต่หลินเยว่ยังคงอดไม่ได้ที่จะยืดคอมองเข้าไปด้านใน การพนันหินหยกมีความตื่นเต้นยิ่งกว่าการพนันอื่นๆ เสียอีก เพราะต้องลุ้นสุดตัวว่าเมื่อตัดหินหยกแล้วผลออกมาจะทำให้ยากจนหรือร่ำรวยจากการลงมีดเพียงครั้งเดียว

ใบเลื่อยของเครื่องตัดหินหยกค่อยๆ ลดระดับลง อู๋ไข่เสวียนตัดหินหยกอย่างระมัดระวัง เขาทำอย่างประณีตและแม่นยำ ในที่สุดใบเลื่อยก็ตัดลงพอดีกับตำแหน่งรอยเส้นที่ท่านหวังอีเตาลากไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ

เมื่อเสียง“ครืดๆ” ของใบเลื่อยที่เกิดจากการเสียดสีหยุดลง ผลของการตัดหินหยกก็จะได้เปิดเผยขึ้น

ต่อไปนี้ก็คือช่วงเวลาที่ต้องไขปริศนาเสียแล้ว

จะยากจนหรือว่าร่ำรวย?

หลินเยว่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่อู๋ไข่เสวียนกลับรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเขาเสียอีก หากหินหยกที่ถูกคัดเลือกจากปรมาจารย์แห่งหยกยังสามารถตัดจนเจ๊งได้ เขาคงไม่ต้องคิดที่จะอยู่ในวงการนี้อีกต่อไป ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการหินหยกมานานอย่างท่านหวังอีเตากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง แต่บางทีอาจเป็นเพราะเขารู้วิธีที่จะซ่อนความรู้สึกของตัวเองแล้วนั่นเอง

การไขปริศนาจำเป็นต้องให้ท่านหวังอีเตาเป็นผู้ลงมือด้วยตัวเอง เขาเดินก้าวเข้าไปด้านหน้าอย่างมั่นคง นำเหล็กที่ล็อกหินหยกให้นิ่งอยู่กับที่ออก หลังจากนั้นมือของเขาจึงค่อยๆ ยื่นออกไปตรงผิวหน้าของหินหยก

สายตาอันเฉียบคมของหลินเยว่พบว่ามือของท่านหวังอีเตากำลังสั่น ถึงแม้จะสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ก็เกิดอาการมือสั่นขึ้นจริงๆ

ดูจากสถานการณ์แล้ว สภาพจิตใจของปรมาจารย์แห่งหยกก็ไม่ได้นิ่งสักเท่าไรหรอกนะ!

หลินเยว่เบะปาก ภาพลักษณ์ของปรมาจารย์แห่งหยกตามที่เล่าลือเริ่มเกิดความสั่นคลอนขึ้นในใจของหลินเยว่ หลังจากที่เขาได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการนี้ สิ่งที่เขาได้ยินมากที่สุดก็คือตำนานการพนันหินหยกที่น่าตื่นเต้นเร้าใจของเหล่าปรมาจารย์แห่งหยกพวกนี้ ดังนั้น เขาจึงรู้สึกชื่นชมศรัทธาปรมาจารย์แห่งหยกเหล่านี้มาก อีกทั้งยังหวังอีกว่า สักวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นปรมาจารย์แห่งหยกในยุคนี้เช่นกัน แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่ยากขนาดไหน

ปรมาจารย์แห่งหยกแต่ละท่านล้วนเป็นชายชรา ท่านที่อายุน้อยที่สุดก็มีอายุมากถึงห้าสิบกว่าปี หากคิดจะเป็นปรมาจารย์แห่งหยก นอกจากจะต้องมีประสบการณ์การพนันหินหยกมากมายแล้ว ยังจำเป็นต้องมีสายตาอันเฉียบคม และมีความรู้หลากหลายด้านประกอบกันอีกด้วย ในสามสิ่งนี้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย แต่ส่วนตัวหลินเยว่เองกลับไม่มีความพร้อมเลยสักด้าน

ในที่สุดผิวด้านนอกของหินหยกก็ถูกกำจัดออก สถานการณ์ภายในหินหยกก็ปรากฏสู่สายตาของทุกๆ คน

“ซี้ด…”

ทุกคนต่างสูดอากาศเย็นๆ เข้าไปหนักๆ พวกเขารู้สึกตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเป็นอย่างมาก

“ตัดได้แล้ว!” (การตัดได้คือการตัดหินหยกแล้วพบหยกอยู่ในหินหยก และหยกก้อนนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ซื้อมา - ผู้แปล)

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้องตะโกนออกมา ผู้คนต่างฮือฮาจนวงแทบแตก สีหน้าของแต่ละคนต่างปรากฏถึงความตื่นเต้นเร้าใจ เพราะการพนันหินหยกอัตราการตัดได้มีโอกาสเกิดขึ้นไม่ถึง1% คาดไม่ถึงว่าวันนี้พวกเขาจะได้เห็นมันกับตา

“ดูการทะลุผ่านของแสงสิ เพียงพอเลย!”

“แล้วดูที่สีสิ เป็นสีเขียวสดใส เป็นหยกชั้นดีหายากเลยนะ!”

“ดูชนิดของเนื้อหยกสิ ต้องเนื้อดีแน่ๆ ต้องเป็นหยกเนื้อน้ำแข็ง หรืออาจจะเป็นหยกเนื้อแก้วเลยก็ได้! เป็นหยกชั้นเลิศจริงๆ!

……

เวลานี้ แต่ละคนต่างวิพากษ์วิจารณ์หยกที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ลังเลที่จะเอ่ยชมความงามของหยกออกมา เพราะในขณะเดียวกันพวกเขาก็สามารถแสดงให้เห็นว่าตนเองก็มีความรู้มากมาย

เมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้า ท่านหวังอีเตาก็แสดงความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะสำหรับปรมาจารย์แห่งหยกแล้ว การตัดหินหยกท่ามกลางสายตาของสาธารณชนถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง หากตัดเจ๊งขึ้นมาอาจจะส่งผลต่อชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมานานก็ได้ ดังนั้น โดยปกติบรรดาปรมาจารย์แห่งหยกจะไม่ตัดหินหยกท่ามกลางสายตาประชาชน แต่จะซื้อกลับไปตัดที่บ้านมากกว่า แต่ทว่าครั้งนี้ปรมาจารย์แห่งหยกก็ท้าพนันได้ประสบความสำเร็จจริงๆ!

หลินเยว่ร่วมมุงเข้าไปกับกลุ่มผู้คน เขามองลอดผ่านช่องเล็กๆ จนได้เห็นตัวหยกที่แท้จริง ถึงแม้ว่าหยกประกายสดใสบนรอยตัดที่ราบเรียบของแผ่นหินหยกจะปรากฏออกมาเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ราวกับปลายของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

แต่ทว่าเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนนี้กลับสามารถทำให้ผู้คนต่างชื่นชมกับความงามได้ไม่หยุดปาก โดยเฉพาะสีเขียวสดใสที่ปรากฏออกมาเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนมองตาเป็นประกาย เกิดเป็นความรู้สึกราวกับการอาบสายลมในฤดูใบไม้ผลิ อีกทั้งความโปร่งใสของเนื้อหยกที่ใสราวกับน้ำแข็ง ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากชื่นชม

หยกชั้นเลิศ!

หลินเยว่ถูกหยกเบื้องหน้าดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น เขาอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างชื่นชม เขาทำงานที่โรงงานมาสองปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นหยกที่มีสี ความโปร่งใส และชนิดของเนื้อหยกที่สวยพร้อมขนาดนี้ เกรงว่าบนถนนหินหยกวัตถุโบราณที่ค่อนข้างโทรมเส้นนี้คงไม่ค่อยปรากฏหยกประเภทนี้สักเท่าไร!

ท่านหวังอีเตากุมมือคารวะต่อผู้คนรอบๆ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อทุกคำชมที่ทุกๆ คนเอ่ยออกมา หลังจากนั้นเขาจึงกวักมือเรียกลูกน้องที่เขาพามาด้วยให้ยกหินหยกก้อนนี้ออกไป

การตัดหินหยกสำเร็จลุล่วงด้วยดี ผู้คนรอบๆ ต่างค่อยๆ แยกย้ายกลับไป มีคนหลายคนเตรียมไปพนันหินหยกต่อ เพราะพวกเขาคิดว่าวันนี้เขาได้เห็นการตัดได้แล้ว พวกเขาต้องโชคดีอย่างแน่นอน ดังนั้น พวกเขาจึงขอลองวัดดวงเล่นๆ ว่าดวงของตัวเองเป็นอย่างไร

ก่อนที่ท่านหวังอีเตาจะจากไป เขายกมือตบบ่าอู๋ไข่เสวียนด้วยความดีใจ หลังจากนั้นจึงยัดธนบัตรคุณปู่ประธานเหมาสีแดงเป็นปึกๆ ให้กับเขาเพื่อเป็นอั่งเปา น่าจะมีมูลค่า2,000 หยวนโดยประมาณ เพราะเวลาตัดหินหยกและได้หยกที่มีมูลค่าสูงแล้วก็ต้องมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับช่างตัดหินหยกด้วยเป็นธรรมดา

อู๋ไข่เสวียนยิ้มอย่างประจบและรับเงินไว้ ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรจึงทำให้ท่านหวังอีเตาพอใจมากขนาดนั้น

หลินเยว่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประจบสอพลอของอู๋ไข่เสวียนอย่างดูถูก เพราะเหตุใดแต่ก่อนเขาถึงไม่เคยเห็นความต่ำช้าเลวทรามของอู๋ไข่เสวียนเลยล่ะ เขาช่างมองคนไม่ทะลุจริงๆ!

อู๋ไข่เสวียนทำตัวราวกับบ่าวไพร่ตามส่งท่านหวังอีเตาถึงหน้าประตู หลังจากนั้นจึงโบกมืออำลา ท่าทีดูต่ำต้อยเช่นนี้ทำให้หลินเยว่อดใจแทบไม่ไหวจนเกือบจะคายอาหารที่ทานในช่วงเช้าออกมาทั้งหมด

หลังจากท่านหวังอีเตาเดินจากไปไกลพอสมควร อู๋ไข่เสวียนจึงกลับมาที่โรงงานพร้อมยกมือขึ้นอวดเงินในมือใส่หลินเยว่ หลังจากนั้นเขาจึงขยับปากพูดกับหลินเยว่หนึ่งประโยคแล้วหัวเราะเสียงดังเดินจากไป

หลินเยว่โกรธจนหน้าเขียว เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอู๋ไข่เสวียนขยับปากพูดอะไร

อู๋ไข่เสวียนพูดว่า“แกไอ้อ่อน!”

ไอ้คนชั่วทำเป็นอวดดี!

หลินเยว่ส่งเสียงหึในลำคอ เขาเป็นช่างตัดหินหยกที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งในโรงงาน อู๋ไข่เสวียนมาที่โรงงานแห่งนี้เพียงสามเดือนเท่านั้น เขาติดตามหลินเยว่ทุกวัน ดังนั้น หลินเยว่จึงสอนเทคนิคทั้งหมดที่เขามีให้กับอู๋ไข่เสวียน แต่ทว่าหลินเยว่กลับคาดไม่ถึงว่า“สอนลูกศิษย์จนเป็นงาน แต่อาจารย์ต้องอดตาย” เพิ่งสอนอีกฝ่ายจนทำเป็นได้ไม่เท่าไร อีกฝ่ายกลับเมินหน้าทำเป็นไม่รู้จักกันทันที อีกทั้งยังคิดจะมาแทนที่ตำแหน่งของเขาเสียด้วย

ตอนนี้หลินเยว่ต้องการโอกาสสักครั้ง โอกาสที่จะได้ตัดหินหยกที่เจอหยกภายใน หลังจากนั้นเขาก็จะเหยียบอู๋ไข่เสวียนแรงๆ อยู่ใต้ฝ่าเท้า เพื่อให้เขารู้ว่าการกระทำความชั่วก็ต้องได้รับผลชั่วเป็นการตอบแทน และหลังจากนั้นเขาก็จะให้อู๋ไข่เสวียนไสหัวออกไป!

แต่ทว่าฟ้าคงลิขิตไว้แล้วว่าเขาคงไม่มีโอกาสรอจนถึงวันนั้นเสียแล้ว

เพราะว่าอู๋ไข่เสวียนเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับเฮียจางเถ้าแก่โรงงานจางจี้ เฮียจางเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ 35 ปี พวกเขาทั้งสองเดินมาถึงตรงหน้าของหลินเยว่

เมื่อเห็นพวกเขาสองคนนี้ หัวใจของหลินเยว่เกิดอาการกระตุกอย่างแรง เขามีลางสังหรณ์ว่าความโชคร้ายกำลังถาโถมใส่ตัวเขา

------------------------

อ่านเร็วก่อนใคร ไม่พลาดทุกการอัปเดตนิยายได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

https://www.kawebook.com/story/3540

เล่มที่ 1 ตอนที่ 2 หญิงสาวที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน

“หลินเยว่ สองเดือนมานี้นายไม่ได้ตัดหินหยกเลยสักก้อน ถึงนายจะเป็นช่างที่ฝีมือดีที่สุดในโรงงานของพวกเรา แต่ทุกคนบนถนนเส้นนี้ต่างรู้ฉายา ‘มีดเดียวเจ๊ง’ของนายกันเป็นอย่างดี ต่อไปคงไม่มีใครกล้าเรียกนายให้ตัดหินหยกอีกแล้วล่ะ โรงงานของพวกเราเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ คงเลี้ยงข้าวใครฟรีๆ ไม่ได้หรอก ดังนั้น นายไปเคลียร์ค่าแรงของเดือนนี้แล้วก็ออกไปเสียเถอะนะ”

ถึงแม้ว่าเฮียจางจะเสียดายคนที่มีความสามารถอย่างหลินเยว่ แต่โลกแห่งความจริงอันแสนโหดร้ายปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของทุกคน เขาจึงทำได้เพียงไล่อีกฝ่ายออกเท่านั้น

“เฮียจาง ขอโอกาสผมอีกสักครั้งนะ ครั้งนี้ผมต้องตัดได้แน่ๆ หินหยกก้อนถัดไปผมต้องตัดได้แน่ๆ!” หลินเยว่พูดพร้อมแสดงสีหน้าอ้อนวอน ถึงแม้ว่างานงานนี้อาจจะไม่ได้ค่าแรงมากนัก แต่… ระหว่างที่เขากำลังรักษาโรคของตัวเองนี้ เขาก็ได้แต่พึ่งค่าแรงอันน้อยนิดของที่นี่ในการซื้อยาเพื่อรักษาตัวเอง

เฮียจางถอนหายใจ เขาพูดขึ้น “หลินเยว่ เฮียก็อยากให้โอกาสนายนะ แต่มันไม่มีใครมาเรียกใช้นายให้ตัดหินหยกน่ะสิ ฉายามีดเดียวเจ๊งของนายมันถูกลือไปทั่วแล้วล่ะ”

หลินเยว่ก้มศีรษะลง ในใจของเขามีแต่ความเจ็บปวด เพราะสิ่งที่เฮียจางพูดออกมาล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น คงไม่มีใครจะมาเรียกให้เขาตัดหินหยกอีกแล้ว

แต่ก่อนเขาเป็นช่างที่ฝีมือดีที่สุดในโรงงาน ดังนั้น ไม่ว่าใครที่มายังถนนหินหยกวัตถุโบราณเส้นนี้ต่างมาเรียกใช้บริการจากเขา และเขาก็ไม่เคยปฏิเสธผู้ใดเลย จึงทำให้เขามีฉายามีดเดียวเจ๊งอย่างในตอนนี้ไงล่ะ

แต่ทว่า… ต่อไปนี้เขาจะไม่มีเงินมาซื้อยาเพื่อรักษาโรคของตัวเองแล้วสิ

หลินเยว่รู้สึกหมดหนทาง สุดท้ายเขาก็ต้องพยักหน้ารับอยู่ดี

เมื่อเห็นสภาพย่ำแย่ของหลินเยว่ อู๋ไข่เสวียนกลับรู้สึกลำพองใจมากยิ่งขึ้น เขายืนยืดคอเชิดหน้าต่อหน้าหลินเยว่

หลินเยว่ไปเคลียร์ค่าแรงเดือนนี้ของตัวเอง เพราะเดือนที่แล้วเขาไม่ได้ตัดหินหยกเลยสักก้อน เขาจึงได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำจำนวน 600 หยวนเท่านั้น เดือนที่แล้วก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

เนื่องจากเขาต้องซื้อยารักษาตัวเอง อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ทำให้เขาไม่มีเงินเก็บเหลือเลยสักนิด เดือนนี้เขาคงต้องใช้เงิน600 หยวนนี้อยู่ให้รอดตลอดทั้งเดือน หากไม่สามารถหางานใหม่ได้ นอกจากเขาจะไม่สามารถรักษาตัวเองให้หายแล้ว แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอนก็อาจจะไม่เหลือแล้วล่ะ!

หลินเยว่เดินออกมาจากโรงงาน เขาถอนหายใจหนักๆ

อนาคตช่างมืดมนเหลือเกิน!

“ฮ่าๆ ……”

มีเสียงหัวเราะเสียงดังของอู๋ไข่เสวียนลอยมาจากทางด้านหลัง เสียงที่ดังอยู่ห่างๆ ในตอนแรกก็ลอยใกล้เข้ามาขึ้นทุกที และสุดท้ายก็มาถึงด้านหลังของหลินเยว่

“ฉันว่าฉันก็ทำตัวดีกับนายนะ แล้วยังคิดเสมอว่านายเป็นเพื่อนรัก แล้วทำไมนายถึงได้ทำร้ายฉันล่ะ?” หลินเยว่ไม่ได้หันหน้ากลับไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตอนนี้เขารู้สึกหดหู่เป็นที่สุด

“ง่ายจะตาย เพราะนายกำลังขวางทางฉันอยู่น่ะสิ หากฉันต้องการปีนขึ้นสู่ที่สูง ฉันก็ต้องเขี่ยนายออกไปก่อน! นายนี่น่าสงสารจริงๆ ฉันไม่เคยเห็นใครที่โง่แบบนายมาก่อน แค่คำพูดสวยๆ ไม่กี่ประโยคก็ทำให้นายหลงตายใจได้แล้ว ฮ่าๆ …” อู๋ไข่เสวียนทำตัวราวกับพ่อไก่ที่ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เขาเชิดหน้าหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก

เมื่อหลินเยว่ได้ยินเช่นนี้ เขาจึงถอนหายใจลึกๆ อย่างเงียบๆ หลังจากนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นจ้องดวงตาของอู๋ไข่เสวียนพร้อมพูดเสียงเย็น “ทำเรื่องชั่วๆ มากๆ ระวังสักวันจะเข้าตัว สักวันนายจะต้องรู้สึกเสียใจกับการกระทำของนายในวันนี้… อย่างแน่นอน!”

น้ำเสียงของหลินเยว่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

อู๋ไข่เสวียนตกตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากนั้นเขาพลันหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง อีกทั้งพูดประชดใส่หลินเยว่ “น้ำหน้าอย่างนายเนี่ยนะ นายก็แค่ไอ้ขี้แพ้ ฉันไม่กลัวที่จะบอกนายหรอกนะ ตอนนี้ฉันไม่กลัวสักนิดว่านายจะรู้ความจริง… ฉันเป็นคนปล่อยข่าวฉายามีดเดียวเจ๊งของนายเองน่ะแหละ รู้ไหมล่ะ ฮ่าๆ … มีดเดียวเจ๊ง นายไม่มีวันสลัดชื่อนี้ออกจากตัวเองได้ตลอดชีวิตหรอก!”

หลินเยว่มองอู๋ไข่เสวียนด้วยสายตาคมลึก หลังจากนั้นเขาจึงเดินห่างออกไปเรื่อยๆ

อู๋ไข่เสวียนมองเบื้องหลังของหลินเยว่อย่างหยิ่งผยอง และเดินกลับเข้าไปในโรงงานด้วยท่าทางสะใจอย่างเต็มที่……

หลังจากกลับถึงห้องขนาดเล็กที่เขาและคนอื่นร่วมเช่าด้วยกัน หลินเยว่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยท่าทางห่อเหี่ยว

เมื่อเขาตกงาน เขาจึงต้องไปหางานอย่างอื่นทำ แต่ทว่า พอโรงงานแห่งอื่นได้ยินชื่อเสีย “มีดเดียวเจ๊ง” อันโด่งดังของเขา ถึงเขาจะมีฝีมือดีแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครกล้ารับเขาเข้าทำงาน

เขาพบว่าเขามีเพียงแรงกายแต่ไม่มีทักษะอย่างอื่นอีกเลย เขามีเพียงใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นปลายแถวเท่านั้น ซึ่งมันไม่มีประโยชน์บ้าบออะไรเลยเช่นกัน!

หลินเยว่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาเดินเข้าไปในห้องครัว เขาและคนที่เขาร่วมเช่าบ้านอยู่ด้วยกันได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะผลัดกันทำอาหารกันคนละวัน และวันนี้ก็ถึงตาเขาพอดี

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลินเยว่ยกจานกับข้าว 2 จานออกมาจากห้องครัว และเวลานี้เอง ประตูห้องด้านหน้าก็ถูกเปิดออก

หญิงสาวใบหน้าสวยหวาน งดงามหมดจดคนหนึ่งเดินเข้ามา หญิงสาวผู้นี้ก็คือคนที่เช่าห้องร่วมกับหลินเยว่ เธอชื่อฉินเหยาเหยา ได้ยินมาว่าเธอทำงานเกี่ยวกับอัญมณี แต่ทว่าหลินเยว่กลับไม่เคยเจอเธอบนถนนหินหยกวัตถุโบราณเลยสักครั้ง เขาจึงรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“เธอกลับมาพอดีเลย ฉันเพิ่งทำกับข้าวเสร็จพอดี” หลินเยว่ส่งยิ้มให้เธอ แต่ว่ารอยยิ้มของเขาอาจจะดูฝืนไปบ้าง จะมีใครบ้างที่ต้องเจอเรื่องเหมือนกับที่เขาเจอในวันนี้แล้วยังยิ้มออกบ้างล่ะ!

“แน่นอนสิ จมูกฉันไวจะตาย ฉันตามกลิ่นอาหารของคุณกลับมาเลยนะ” ฉินเหยาเหยาพูดล้อเล่นออกมา เมื่อดูเธอจากภายนอกก็รู้ว่าวันนี้เธออารมณ์ดีมิใช่น้อย

“ถ้าอย่างนั้นรีบกินกันเถอะ” หลินเยว่วางกับข้าวในมือลง หลังจากนั้นเขาจึงกลับเข้าไปในห้องครัวอีกครั้งเพื่อหยิบหมั่นโถวที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเช้าออกมา

ระหว่างทานอาหารมื้อนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด พวกเขาทั้งสองไม่มีการพูดคุยกันสักคำ ฉินเหยาเหยามองออกว่าหลินเยว่ไม่ค่อยสบายใจ ตอนแรกเธอคิดอยากจะถามออกมา แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ถามออกมาจริงๆ

หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ หลินเยว่ล้างจานชามเรียบร้อยแล้ว เขาจึงยกน้ำร้อนหนึ่งกาเดินกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขา

ฉินเหยาเหยามองหลินเยว่อย่างสงสัย ทุกคืนเขาต้องยกน้ำร้อนหนึ่งกาเข้าไปในห้องของตัวเอง ไม่รู้ว่าเขาแอบทำอะไรลับๆ อยู่คนเดียว ตอนแรกเธอคิดว่าอีกฝ่ายอาบน้ำในห้องส่วนตัว แต่ตอนช่วงฤดูหนาวจัดเขาก็ทำแบบนี้ นั่นก็แสดงว่าไม่น่าจะเป็นการอาบน้ำแล้วล่ะ

“ช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดจริงๆ”

ฉินเหยาเหยาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หลังจากนั้นเธอจึงเปิดโทรทัศน์ดูช่องที่เธอชอบที่สุดอยู่คนเดียว

หลินเยว่เดินเข้าไปในห้อง เขาหยิบกะละมังสำหรับล้างหน้าออกมาจากใต้เตียง แต่กะละมังของเขาแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ตรงก้นกะละมังของเขามีคราบสกปรกสีน้ำตาลเกาะเต็มไปหมด ดูเหมือนว่ามีการใช้งานมาอย่างโชกโชน

หลินเยว่หยิบของที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากชั้นด้านล่างจากในห้องครัว ด้านนอกเป็นกระดาษหนังวัวและถูกมัดไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง หลินเยว่ดึงเชือกออกอย่างรวดเร็ว เขานำยาจีนทั้งหมดเทลงในกะละมัง หลังจากนั้นจึงเทน้ำร้อนตามลงไป

นี่คือยาที่เขาต้องใช้แช่ดวงตาในทุกๆ วัน นับตั้งแต่เขาอายุ 10 ขวบจนถึงตอนนี้รวมทั้งหมด 14 ปีเต็ม เขาต้องแช่ดวงตาด้วยยานี้มาตลอดโดยไม่เคยหยุดเว้นเลยสักวัน ตอนที่หลินเยว่อายุ 10 ขวบเขาเป็นโรคเกี่ยวกับตาชนิดหนึ่ง หลังจากนั้นสายตาของเขาก็แย่ลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายแทบจะมองไม่เห็น

ภายหลังคนในครอบครัวของเขาได้สูตรยามาจากวัดลัทธิเต๋าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในถิ่นบ้านเกิดของเขา ทางวัดบอกไว้ว่าหากใช้ยาชนิดนี้แช่ดวงตาก็จะสามารถลดอาการป่วยของโรคนี้ได้ และอาจจะมีสักวัน ที่สามารถรักษาโรคให้หายขาด

ต่อมา หลินเยว่จึงแช่ดวงตาทุกๆ วันด้วยยาชนิดนี้ คาดไม่ถึงว่ามันจะใช้ได้ผลจริงๆ สายตาของเขาค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ และเขาก็ทำการแช่ดวงตาแบบนี้มาตลอด 14 ปี หรืออาจจะกล่าวได้ว่าดวงตาของเขาต้องพึ่งยาชนิดนี้มาตลอด หากเขาหยุดใช้ยาไปหนึ่งวัน ดีไม่ดีเขาอาจจะตกอยู่ในภาวะมองไม่เห็นเลยก็ได้

ตอนที่หลินเยว่เรียนหนังสือ เขามักจะสวมแว่นตาเลนส์หนาเตอะมาตลอด แต่เป็นเพราะทางโรงงานไม่ต้องการช่างตัดหินหยกที่สวมแว่นตา ดังนั้น เขาจึงต้องเปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทน

เนื่องจากการใส่คอนแทคเลนส์ไม่ใช่ดวงตาแท้ๆ ของตัวเอง หากสายตาของเขาสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้ หลินเยว่เชื่อว่าฝีมือในการตัดหินหยกของเขาจะต้องดีขึ้นอีกขั้นอย่างแน่นอน แต่ทว่า สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่เขาได้แต่วาดฝันเท่านั้นเสียแล้ว

รอจนกระทั่งน้ำร้อนอุ่นกำลังพอดี หลินเยว่จึงถอดคอนแทคเลนส์ออกมาและวางให้เรียบร้อย เขาหยิบหลอดที่มีขนาดใหญ่ประมาณนิ้วหัวแม่มือวางลงตรงปาก เพราะเขาใช้หลอดๆ นี้สำหรับหายใจ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว หลินเยว่เบิ่งลูกตาและแช่ใบหน้าของตัวเองลงในยาจีนสีน้ำตาลนั้นทันที

ความรู้สึกแสบชาที่แสนคุ้นเคยถาโถมเข้าใส่ดวงตาของหลินเยว่อย่างรวดเร็ว

แต่ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ เมื่อก่อนเขาจะรู้สึกแสบชาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่วันนี้กลับดูเหมือนว่ามันกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง

หรือว่าวันนี้เขาใส่ยาไม่ถูกต้อง?

ยังไม่ทันรอให้หลินเยว่คิดอะไรได้ทัน ความรู้สึกแสบชากลับกลายเป็นความรู้สึกเจ็บปวดและบวมพอง ดวงตาของเขาพลันบวมขึ้นราวกับว่ามีลูกอะไรสักอย่างอยู่ในนั้น ดวงตาของเขาเจ็บปวดผิดปกติทันที

แย่แล้ว!

หลินเยว่ตัวสั่นไปทั้งร่าง เขาพลันคิดขึ้นมาได้ว่าตอนที่เขาไปที่ร้านขายยาครั้งที่ผ่านมา กระดาษสำหรับห่อยาหมดพอดี แต่เป็นเพราะว่ายาพวกนี้สามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น เขาจึงให้ร้านขายยานำยาทั้งสามส่วนห่อไว้ด้วยกัน

ตอนแรกหลินเยว่คิดว่าตอนที่เขากลับถึงห้อง เขาจะรีบแบ่งยาออกเป็นสามส่วนทันที แต่ทว่าพอดีมีเรื่องกะทันหันเกิดขึ้นเขาจึงลืมเรื่องนี้ไป

ยาห่อนี้มีขนาดยาสามชุด!

หรืออาจจะพูดง่ายๆ ได้ว่าเขากำลังใช้ยาที่มีประสิทธิภาพยาสามเท่าของปกติแช่ดวงตา!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเยว่ตกใจจนเหงื่อกาฬไหลไปทั่วร่าง เขาไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้มันจะส่งผลอย่างไรกันแน่ เขาจะไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป? หรือว่าเขาจะมีอาการเหมือนกับแต่ก่อน?

แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถคิดอะไรมากไปกว่านี้ ขณะที่เขาเตรียมยกใบหน้าขึ้นมาจากยาจีนนั้น กลับมีความเจ็บแสบแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเริ่มจากที่ดวงตาของเขาและทะลุทะลวงไปตามเส้นประสาทจนเข้าสู่สมอง เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับอสรพิษร้าย

หลินเยว่เจ็บปวดจนต้องอ้าปากออก เขาอยากจะกรีดร้อง แต่ทว่าตอนที่เขาอ้าปาก ยาจีนขมๆ ก็ทะลักเข้าไปในปากของเขา ทำให้เขาเกิดอาการหายใจลำบากขึ้นทันที

หลินเยว่พยายามดิ้นรนจนในที่สุดก็สามารถยกใบหน้าขึ้นมาจากกะละมัง เขาไอแห้งๆ อยู่หลายครั้ง สติของเขาถึงได้เริ่มกลับคืนมา แต่ทว่าความเจ็บแสบจากดวงตาทำให้เขายังคงหลับตาต่อไป เขาส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาจากลำคอราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ

หลินเยว่รู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก เขายกมือทั้งสองปิดที่ดวงตาคู่นั้นของตนเอง ความเจ็บปวดนี้ทำให้เขาแทบอยากจะควักลูกตาของตัวเองออกมาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดลง แต่เพราะความเจ็บปวดนี้ทำให้มือของเขาเกิดอาการเป็นตะคริว เขาจึงไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงใดๆ อีกเลย

เวลาแต่ละวินาทีค่อยๆ เดินผ่านไป หลินเยว่ไม่กล้ากรีดร้อง เขาเกรงว่าจะเป็นการสร้างความตกใจให้กับฉินเหยาเหยาที่อยู่ด้านนอก เพราะถ้าถึงเวลานั้นเขาคงไม่สามารถอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ให้เธอฟังได้ เขาต้องการรักษาความลับของตัวเองเอาไว้ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจนถึงกระดูกทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา เขาจึงได้แต่ครางเสียงต่ำเท่าที่จะทำได้เท่านั้นเอง

ความเจ็บปวดเป็นระลอกๆ ทำให้สติของหลินเยว่ค่อยๆ รางเลือน จนในที่สุดเมื่อความเจ็บปวดระลอกสุดท้ายมาถึง หลินเยว่จึงหมดสติลงเพราะเขาไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดได้อีกต่อไป

------------------------

อ่านเร็วก่อนใคร ไม่พลาดทุกการอัปเดตนิยายได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

https://www.kawebook.com/story/3540

เล่มที่ 1 ตอนที่ 3 พลังพิเศษตาทิพย์

วันถัดมา มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังสนั่นออกมาจากภายในห้องของหลินเยว่

“ใครกันโทรมาหาฉันตั้งแต่เช้าแบบนี้เนี่ย?” หลินเยว่พูดบ่นในลำคอ หลังจากนั้นเขาจึงได้สติขึ้นมาทันที

ณ เวลานี้เอง มีเสียงเคาะประตูอย่างร้อนใจดังมาจากทางด้านนอก

“หลินเยว่! หลินเยว่! คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม? หากไม่เป็นไรพูดอะไรก็ได้ออกมานิดนึงสิ”

น้ำเสียงของฉินเหยาเหยามีความร้อนใจแฝงอยู่ ปกติหลินเยว่จะเป็นคนตื่นแต่เช้าและปลุกเธอมาตลอด แต่วันนี้หลินเยว่กลับยังไม่ตื่นนอน ดังนั้น เธอจึงมาเคาะประตูห้องนอนของหลินเยว่ แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากด้านในเลย เธอเกรงว่าหลินเยว่จะเกิดอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง เธอจึงเคาะประตูและร้องตะโกนอย่างร้อนใจ

“ฉันไม่ได้เป็นอะไร” หลินเยว่ตอบกลับฉินเหยาเหยา และตอนนี้เองที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองนอนหลับอยู่บนพื้น เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นมา

“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม ทำเอาฉันตกใจหมดเลย!” เมื่อฉินเหยาเหยาพูดจบก็มีเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกจากเธอลอยเข้ามาถึงในห้อง “ฉันทำอาหารเช้าไว้แล้วนะ คุณรีบตื่นได้แล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวไปทำงานสายหรอก ส่วนฉันขอไปก่อนแล้วล่ะ”

เมื่อเธอพูดจบก็มีเสียงรองเท้าส้นสูงสัมผัสพื้นดัง “กึกๆ” ลอยเข้ามา และเสียงนั้นก็ค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ ฉินเหยาเหยาคงออกไปทำงานเสียแล้ว

หลินเยว่รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว เขานั่งลงบนเตียง หยิบโทรศัพท์ที่เงียบเสียงไปแล้วขึ้นมาดู เป็นเบอร์โทรของฉินเหยาเหยา

หญิงสาวผู้นี้ฉลาดและนิสัยดีทีเดียว เมื่อรู้ว่าแค่เคาะประตูเรียกเขาไม่ได้ผล จึงใช้วิธีโทรศัพท์หาเขา เธอใส่ใจเขามากเชียวล่ะ

ทันใดนั้น หลินเยว่รู้สึกเกร็งค้างไปทั้งตัว สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เขาสามารถมองเห็นแล้ว!

หลินเยว่หยิบโทรศัพท์ออกมาดูอีกครั้ง ตัวเลขและตัวอักษรบนหน้าจอปรากฏอยู่ในสายตาของเขาอย่างชัดเจน

เขาสามารถมองเห็นแล้วจริงๆ!

ความปรารถนาที่เขาใฝ่ฝันมานานหลายปี… ในที่สุดก็เป็นจริงในวันนี้!

ความรู้สึกที่มีแต่ความสุขอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นทำให้หลินเยว่นั่งอึ้งอยู่บนเตียง สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า

เวลาผ่านไปนานพอสมควร หลินเยว่จึงเริ่มกลับมามีสติขึ้นอีกครั้ง เขาดึงตัวเองออกมาจากภวังค์แห่งความสุขและย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะความสะเพร่าของเขาทำให้เขารักษาดวงตาจนหายดี

คำพูดที่กล่าวไว้ว่า “โรคร้ายต้องใช้ยาแรง” คำพูดนี้ก็กล่าวไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ

ตลอดทั้งวัน หลินเยว่ก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความสุข ความรู้สึกล้มเหลวในชีวิตที่เกิดจากการตกงานก็เจือจางหายไปมิใช่น้อย

ตอนกลางคืน เมื่อฉินเหยาเหยากลับมาถึงบ้าน เธอจึงพบว่าหลินเยว่ดูมีความสุขเป็นอย่างมาก ถึงเธอจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เมื่อเห็นเพื่อนที่พักอยู่ในบ้านเดียวกันมีความสุข เธอจึงมีความสุขตามไปด้วย

พวกเขาถึงกับเพิ่มอาหารขึ้นอีกมื้อเพื่อเป็นการฉลองเล็กๆ น้อยๆ

หลังจากกลับเข้าห้องส่วนตัวของตัวเอง หลินเยว่จึงเพิ่งคิดได้ว่าเขายังไม่ได้บอกข่าวดีเรื่องนี้ให้กับทางบ้านเลย แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้มันเป็นเวลาดึกมากแล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่ได้โทรศัพท์ไปหาพวกเขา แต่เอนตัวลงนอนบนเตียงและเตรียมส่งข้อความถึงคนทางบ้านแทน

หลินเยว่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อกดแป้นโทรศัพท์ สมาธิทั้งหมดของเขารวมเป็นหนึ่งเดียว แต่เวลานี้ เขาก็กำลังยิ้มราวกับคนบ้าไปด้วย

พลันมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น หลินเยว่สามารถมองเห็นนิ้วมือของตัวเอง ในเวลาเดียวกันโทรศัพท์มือถือก็ค่อยๆ หายไป หรือพูดให้ถูกต้องมากกว่าเดิมก็คือโทรศัพท์มือถือค่อยๆ จางลง ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นของโปร่งใส ถึงแม้ว่าความโปร่งใสจะไม่ได้มีความลึกมากสักเท่าไร แต่ว่ามันก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

ภาพเบื้องหน้าทำให้หลินเยว่ประหลาดใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

หลินเยว่ต้องการมองให้ละเอียดมากขึ้น เขารวบรวมสมาธิเข้าสู่จุดเดียว ผิวหนังบริเวณนิ้วมือและกรอบด้านนอกของโทรศัพท์ค่อยๆ หายไป จนสุดท้ายเหลือเพียงเส้นเลือด กระดูกบริเวณนิ้วมือและแผงวงจรรวมในโทรศัพท์มือถือ (Integrated Circuit : IC ในโทรศัพท์มือถือ)รวมทั้งแบตเตอรี่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาของหลินเยว่

มือของเขาราวกับกำลังทำ CT สแกน และโทรศัพท์มือถือนั้นก็ราวกับถูกแกะทุกส่วนประกอบออกมาเลยทีเดียว

หลินเยว่มองเหตุการณ์ประหลาดที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างตกตะลึง สมองของเขาเกิดอาการช็อตขึ้นชั่วขณะ

หรือว่าดวงตาของเขาจะสามารถมองเห็นทะลุทะลวงได้แล้ว? เขามีตาทิพย์? หรือนี่เป็นสิ่งที่เค้าเรียกกันว่าพลังพิเศษ?

ช่างเป็นโชคสองชั้นจริงๆ!

หลินเยว่ยิ้มออกมาทันที ถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังพิเศษ แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าพลังพิเศษแบบนี้จะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง เขาจะคิดเสียว่านี่เป็นผลพลอยได้จากการที่เขาสามารถฟื้นฟูดวงตาให้กลับมาเป็นปกติก็แล้วกัน

หลินเยว่มองการไหลเวียนของเลือดตรงเส้นเลือดบริเวณนิ้วมือของตัวเองอย่างสนใจ เขารู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก

แต่แล้วเขาพลันรู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งรู้สึกเจ็บแสบบริเวณดวงตา ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดภาพดำมืดอยู่บริเวณเบื้องหน้า หลินเยว่ตกใจจนต้องรีบหลับตาลง ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เพียงเท่านี้มันก็สามารถทำให้หลินเยว่เหงื่อกาฬซึมตรงบริเวณหน้าผาก

ผ่านไปนานพอสมควร หลินเยว่จึงฟื้นกลับมาเป็นปกติ ในใจของเขาเกิดความหวาดกลัว เขาคงไม่สามารถใช้พลังพิเศษนี้ได้ตลอดเวลา เพราะเขาคงทนความเจ็บปวดนี้ไม่ไหว หากดวงตาของเขากลับเป็นเหมือนสภาพเดิมที่มองไม่ชัดเจนอีกครั้งมันคงไม่คุ้มกัน

ครั้งหน้าที่เขากลับบ้านเกิด เขาต้องไปสอบถามท่านนักพรตเต๋าที่อยู่ในวัดลัทธิเต๋าแห่งนั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ หากเขารู้ความจริงก็คงจะทำให้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้น

หลังจากส่งข้อความเสร็จ หลินเยว่ก็หลับใหลอยู่ในความฝันด้วยความพอใจ

วันถัดมา หลินเยว่ตื่นขึ้นมาแต่เช้า วันนี้เขาเป็นคนทำอาหารเช้า หลังจากเขาทานอาหารเช้ากับฉินเหยาเหยาแล้วเขาจึงออกไปหางานทำ แต่ก่อนเขามีปัญหาเรื่องสายตา ทำให้เขารู้สึกกลัวการหางานทำ เพราะเขาไม่มีความมั่นใจ

แต่ทว่าตอนนี้เขามีความรู้สึกราวกับเกิดใหม่ ในใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สำหรับชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันอย่างเขาแล้ว แค่การหางานมันจะยากสักแค่ไหนเชียว ตลกไปละ!

หลินเยว่เดินมายังสถานที่ที่เขามักจะมาอยู่เสมอตลอดสองปีมานี้โดยอัตโนมัติ มันเป็นถนนหินหยกวัตถุโบราณในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อเห็นถนนหินหยกวัตถุโบราณอยู่เบื้องหน้า หลินเยว่จึงนิ่งงันไปชั่วขณะ หลังจากนั้นจึงได้แต่ยิ้มอย่างฝืนๆ

เขาอยู่ที่นี่มาสองปี เขาจึงรู้สึกผูกพันกับที่นี่พอสมควร หากเขาสามารถหางานใหม่จากที่นี่ได้ก็คงจะดี แต่หากไม่ได้เขาก็คงต้องไปหางานจากบริษัทจัดหางานแล้วล่ะ

หลินเยว่คิดอยากจะหางานเกี่ยวกับร้านหยกหรือหินหยก แต่ทว่าตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้ามาก ร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เปิดทำการ เขาจึงได้แต่เดินเล่นมองตามแผงเล็กๆ บนถนนหินหยกวัตถุโบราณเส้นนี้กลับไปกลับมาเท่านั้นเอง ในใจของเขาคิดว่าไม่แน่หรอกนะเขาอาจจะโชคดีเก็บตกซื้อของแท้ได้ในราคาถูกก็เป็นได้

เขาจะใช้เงินติดตัวจำนวน 600 หยวนรวมกับเงินที่เหลือจากสามเดือนก่อนอีก 100 หยวนมาเก็บตกซื้อของถูกอย่างงั้นหรือ?

หลินเยว่ฝืนยิ้มพร้อมส่ายศีรษะ

“สหายหนุ่ม มาดูของเก่าพวกนี้สิ เพิ่งเก็บมาจากบ้านนอกเลยนะ” ชายฉกรรจ์รูปร่างล่ำสันอายุประมาณสี่สิบกว่าปีพูดเชิญชวนหลินเยว่เสียงดัง

เมื่อหลินเยว่ได้ยินประโยคนี้ เขาจึงเบะปากอย่างแรง สมัยนี้ คนขายของโบราณจำนวน 10 คนจะมีอยู่ 9 คนบอกว่าเป็นของโบราณจากบ้านนอก ส่วนอีก 1 คนที่เหลือจะบอกว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ วงการวัตถุโบราณพวกนี้ห้ามฟังลมปากของคนขายของอย่างเด็ดขาด หลินเยว่อยู่บนถนนหินหยกวัตถุโบราณแห่งนี้มานาน 2 ปี ถึงแม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ของเขาจะขลุกอยู่กับพวกหินหยก แต่ทว่าเขาก็พอรู้เกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังรวมทั้งเล่ห์กลของคนในวงการวัตถุโบราณอยู่บ้าง

เห็นว่าตนเองอยู่ว่างๆ หลินเยว่จึงเดินเข้าไปหาชายฉกรรจ์วัยกลางคนคนนั้น ความรู้สึกในการเฟ้นหาของถูกก็เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

หลินเยว่เดินมายืนตรงหน้าแผงของร้านนั้น เขาหยิบชามใบเล็กสีน้ำเงินขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจมากนัก ถึงเขาจะไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับวัตถุโบราณ แต่เป็นเพราะเขาได้ยินอยู่บ่อยๆ จึงพอมีความรู้อยู่บ้าง

“สหายหนุ่ม ตาดีไม่เลวเลยนะ นี่เป็นชามลายครามเขียนลวดลายดอกปทุมก้านเกลียวในสมัยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากมากเลยนะ” ชายฉกรรจ์พูดด้วยน้ำเสียงที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เขาพยายามพูดจุดเด่นของชามใบนี้

แต่หลินเยว่ก็ไม่ได้เป็นคนที่ถูกหลอกได้ง่ายขนาดนั้น ขณะที่เขาจับชามไว้ในมือ เขาก็รู้สึกว่าชามใบนี้ไม่ค่อยปกติสักเท่าไร สารที่เคลือบอยู่ด้านบนขรุขระ ไม่เรียบเลยสักนิด เพียงแค่จับดูก็รู้ว่าเป็นของปลอม ถึงแม้ว่าตรงก้นชามจะเขียนไว้ว่า “ทำขึ้นในสมัยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง” ก็ตาม แต่ชามใบนี้อย่างมากก็ทำขึ้นในสมัยสาธารณรัฐจีนเท่านั้น อีกทั้งฝีมือก็ไม่ค่อยดีเสียด้วย

หลินเยว่ส่ายศีรษะพร้อมกับวางชามในมือลง หลังจากนั้นเขาจึงสังเกตของชิ้นอื่นๆ ต่อ

ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ยิ้มอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก คนที่อยู่ในวงการวัตถุโบราณต้องเป็นคนหน้าหนา ของปลอมต้องพูดให้เหมือนของแท้ ของแท้ต้องพูดให้เป็นของชั้นเลิศ ถึงแม้จะถูกคนอื่นแฉความจริงก็ต้องไม่สนใจ เพราะว่าในวงการวัตถุโบราณสิ่งที่สำคัญก็คือสายตาในการมองสิ่งของ หาคุณมีสายตาเฉียบคม ทุกๆ คนต่างชื่นชมคุณ สิ่งที่คุณพูดออกมาก็ถือว่าเป็นการชี้แนะผู้อื่น ดีไม่ดีพวกเขาเหล่านั้นอาจจะรู้สึกขอบคุณคุณด้วยซ้ำ

หลินเยว่มองของโบราณในร้านนี้จนครบทุกชิ้น สุดท้ายเขาก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจำใจ ถึงแม้ว่าจะมีของหลายชิ้นที่ดูเหมือนของแท้ แต่ทว่าราคาของมันคงไม่ถูกอย่างแน่นอน จึงไม่เหมาะสำหรับเขา อีกทั้งเขามีเงินติดตัวทั้งหมดเพียงเล็กน้อย หากของที่เขาซื้อเป็นของปลอม ก็เหมือนเป็นการอยากได้ของถูกแต่สุดท้ายต้องเสียเงินซ้ำซากราวกับสูญเสียฮูหยินไม่พอเเล้วยังสูญเสียทหารไพร่พลเข้าไปด้วยนั่นเอง

เมื่อเห็นว่าหลินเยว่จะเดินจากไป ชายวัยกลางคนผู้นี้จึงรีบพูดขึ้น “สหายหนุ่ม รสนิยมสูงจริงๆ ของดีๆ ในร้านของฉันทั้งหมดกลับไม่ถูกใจสักชิ้น งั้นก็คงไม่ต้องไปดูร้านอื่นๆ แล้วล่ะ เอาอย่างนี้ไหมล่ะ วันนี้ได้เจอคนรู้จริงฉันก็จะไม่เก็บของชิ้นนี้ไว้เองแล้วล่ะ เมื่อวานนี้ฉันเพิ่งรับชามใบหนึ่งมาจากบ้านนอก ตอนแรกท่านผู้เฒ่าผู้นั้นบอกว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ยังไงๆ ก็ไม่ยอมขาย แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าหลานชายของเขาต้องการเร่งแต่งงาน ต้องใช้เงินด่วน จึงต้องนำชามใบนี้ออกมาขาย ฉันรอชามใบนี้มานานถึงสองปีถึงจะตกมาถึงมือของฉัน จะลองดูไหมล่ะ”

ก็เป็นนิทานเก่าๆ เรื่องเดิมๆ อีกเรื่องเท่านั้นเอง

ถึงแม้ว่าหลินเยว่จะไม่ได้สนใจกับเรื่องเล่าของชายวัยกลางคนผู้นี้สักเท่าไร แต่ว่าเขารู้สึกสนใจชามใบนั้นอยู่เหมือนกัน

“ในเมื่อเป็นของดี ก็หยิบออกมาให้ฉันดูเป็นบุญตาหน่อยสิ”

ชายวัยกลางคนหยิบถุงพลาสติกออกมาจากทางด้านหลัง ภายในนั้นมีชามอยู่ใบหนึ่ง ตอนแรกหลินเยว่เห็นว่าเขาหยิบชามออกมาจากถุงพลาสติก ความสนใจต่อชามใบนี้ของหลินเยว่จึงลดระดับลงอย่างรวดเร็ว แต่ขณะที่เขาเห็นชามใบนี้ขึ้นมาจริงๆ หลินเยว่ก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที

ชามเบื้องหน้าของเขาเป็นชามสีขาว ด้านบนเขียนลวดลายดอกท้อก้านหนึ่ง ก้านของดอกท้อดูเรียวบางอย่างชัดเจนแต่กลับดูมีพลังแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ดอกท้อดอกเล็กๆ เป็นสีแดง แต่เมื่อแต่งแต้มอยู่บนพื้นสีขาวจึงดูโดดเด่นมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

เนื่องจากเป็นภาพดอกท้อกำลังบานสะพรั่งท่ามกลางหิมะโปรยปราย จึงดูขาวบริสุทธิ์มีชีวิตชีวา สร้างความน่าสนใจได้มากยิ่งนัก ที่สำคัญที่สุดก็คือตรงด้านข้างมีภาพนกสาลิกาปากดำตัวหนึ่ง โดยภาพนี้ใช้ปลายพู่กันตวัดเพียงไม่กี่เส้นแต่กลับสามารถสะท้อนถึงตัวนกสาลิกาปากดำได้เป็นอย่างดี ต้องเป็นผลงานจากช่างยอดฝีมืออย่างแน่นอน

ตัวชามทั้งหมดเป็นสีขาวกับสีน้ำเงิน และมีแต้มเล็กๆ เป็นดอกท้อสีแดง ทำให้ผู้ที่มองภาพๆ นี้เกิดความรู้สึกเบิกบานสบายใจ

ถึงแม้ว่าในใจของหลินเยว่จะรู้สึกประหลาดใจ แต่เขาไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าแต่อย่างใด เขารับชามใบนี้มาและเริ่มสังเกตชามใบนี้ขึ้นทันที

* ชามลายครามเขียนลวดลายดอกปทุมก้านเกลียว 缠枝莲纹碗

------------------------

อ่านเร็วก่อนใคร ไม่พลาดทุกการอัปเดตนิยายได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ^^

https://www.kawebook.com/story/3540

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...