เกิดใหม่ไปเป็นฮูหยินแพทย์ ของท่านขุนนางทรยศ
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยโดย : Glory Forever
ประพันธ์โดย : 安年 แปลภาษาไทยโดย : Ramie W
สวรรค์บัดซบเล่นตลกกับนางแล้ว!
เมื่อวิญญาณของแพทย์หญิง ‘เมิ่งอวี๋เจียว’
ได้หวนกลับมาเกิดใหม่ ในร่างของหญิงที่มีชื่อเดียวกับนาง
ที่มีวีรกรรม ยากเกินกว่าที่จะรับไหว
ทั้งปีนขึ้นเตียง เปลือยกายให้กับชายที่ไม่ใช่ว่าที่สามี
มิหนำซ้ำยังถูกจับได้ จนโดนทรมานตายไปในที่สุด
อีกทั้งพอรักษาตัวเองจนหายก็มาโดนตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์หลอกสูบวิชาแพทย์ที่มีเพื่อหาเงินให้ตัวเองอีก!
การมาเกิดใหม่ในร่างแม่นางผู้นี้ เหมือนนางได้เกิดมาเพื่อตายอีกครั้งเป็นแน่แท้!
จวนบ้าอะไรนี่ ข้าไม่ขออยู่ด้วยแล้ว!
ตาเฒ่าหรูไห่: ข้าจะใช้วิชาแพทย์ของเจ้าเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนสกุลอวี๋ของข้า!
เมิ่งอวี๋เจียว: เช่นนั้นข้าขอค่ารักษาครึ่งหนึ่ง
ตาเฒ่าหรูไห่: ฝันไปเถิด!
-----------------
แนะนำช่องทางการอ่านนิยายแปลจีนสุดคุ้มกับระบบ subscribe จาก Jinovel
https://www.youtube.com/watch?v=1Z70wf-9P8A
----------------------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘เกิดใหม่ไปเป็นฮูหยินแพทย์ ของท่านขุนนางทรยศ’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3iCYm6f
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
ตำรับสมุนไพร
ตำรับสมุนไพร
ฮั่นเหลียนเฉ่า 旱莲草 หรือ กะเม็ง ชื่อสามัญ False daisy, White head, Yerbadetajo herb
ต้นจ้าว 皂树หรือ Gleditsia sinensis หรือตั๊กแตนน้ำผึ้งจีนเป็นสายพันธุ์ของพืชดอกพื้นเมืองเอเชีย
ชงไป๋ 葱白หัวของต้นหอมจีน หอมรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณปอด ม้าม มีสรรพคุณขับเหงื่อ และลมเย็น ป้องกันหวัด
ต้นซานชี三七คือสมุนไพรจีน คัมภีร์ “เปิ่นเฉ่ากังมู่” (本草纲目) ได้ยกย่องยาสมุนไพร ซานชี เป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าถึงขั้น “เอาทองคำมาแลกยังไม่ให้” (金不换) ทั้งยังกล่าวถึงสรรพคุณของยาว่า “สามารถบำรุงเมื่อถูกทุบตีมาใหม่ๆ (生打熟补) ถ้าใช้สด สามารถกระตุ้นการไหลเวียนสลายการคั่งค้างของเลือด ลดบวมแก้ปวด รักษาบาดเจ็บจากการกระทบกระแทก ถูกทุบตีจากภายนอก ถ้าใช้แบบสุก สามารถเสริมบำรุงเลือดพลัง ทำให้ร่างกายแข็งแรง
โกวเถิง 钩藤 สรรพคุณ ลดหยางตับ ดับร้อนในตับ รสชาติและคุณสมบัติ รสหวาน เย็นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณตับ ถุงหุ้มหัวใจ ปริมาณที่ใช้ 3 – 15 กรัม
สือเจวี๋ยหมิง 石决明 สรรพคุณ ลดหยางตับ ดับร้อนในตับ รักษาตา รสชาติและคุณสมบัติ รสเค็ม เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณตับ ปริมาณที่ใช้ 3 – 15 กรัม
หลงต๋านเฉ่า 龙胆草 Lónɡ Dǎn Cǎo มีรสขม ฤทธิ์เย็น เข้าเส้นลมปราณตับ ถุงน้ำดี ส่วนที่ใช้ส่วนมากจะใช้รากในการปรุงยา
ตันผี丹皮 จีนกลาง ตันผี แต้จิ๋ว ตังพ้วย (ไทย เปลือกรากโบตั๋น) รสขมอมเผ็ด เย็น เล็กน้อย ระบายความร้อน ทําให้เลือดเย็น กระจายเลือดเสีย ทําให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ส่วนมากแล้วตันผีมักจะใช้เป็นยาช่วยและเสริมการรักษาในตำรับยา มีสรรพคุณสองทางคือเดินเลือดก็ได้ ห้ามเลือด(เนื่องจากกำเดากระทำ)ก็ได้
ชางผู (菖蒲) เป็นพืชในสกุล Acorus calamus มีหลากหลายสายพันธุ์ตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงเล็กมาก ๆ มีสรรพคุณทางยาที่เด่นชัด ในตำราเปิ่นเฉ่ากังมู่ (本草纲目) ของท่านหลี่สือเจินในสมัยหมิงที่รวบรวมสรรพคุณทางยาสมุนไพรเอาไว้ก็มีบันทึกว่าชางผู่นั้นเหง้ามีรสขม สรรพคุณขับลม ทำให้เลือดไหลเวียน แก้อาการลำไส้อักเสบ ในประเทศไทยเป็นกลุ่มเดียวกับพวกว่านน้ำ, ว่านน้ำเล็ก ซึ่งอยู่ในสกุล Acorus เหมือนกัน ในจีนนอกจากจะใช้เหง้าของชางผู่มาทำยายังนำใบของพืชชนิดนี้มาเป็นส่วนประกอบของเครื่องหอมกำยานเพื่อไล่แมลง กำจัดกลิ่นอับ
ต่านซิง胆星 คือตัวยาที่เตรียมจากเทียนหนานซิง 天南星ซึ่งเป็นเหง้าที่ผ่านการฆ่าฤทธิ์ (เผ้าจื้อ) และทำให้แห้งของพืชที่มีชื่อโหราน้ำเต้า ช่วยระบายความร้อน ขับและละลายเสมหะที่ร้อนจัด ลดอาการสะดุ้ง ผวาและดับลม
หวงฉิน 黄芩 รากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scutellaria baicalensis Georgi วงศ์ Labiatae ระบายความร้อนในระบบชี่และเลือด ขับพิษร้อน
ฮั่วเซียง 藿香 ส่วนเหนือดินที่แห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pogostemon cablin (Blanco) Benth.วงศ์ Lamiaceae (Labiatae)
ต้าฟู่ผี 大腹皮 เปลือกผลแห้งที่ยังไม่สุกของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Areca catechu L. วงศ์ Arecaceae (Palmae) ช่วยให้ชี่ของกระเพาะอาหารและลำไส้หมุนเวียน ระบายของเสียตกค้าง ขับนํ้า
เฉินผี (陈皮) คือ เปลือกผลสุกแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus reticulata Blanco วงศ์ Rutaceae ชื่ออื่นคือ ผิวส้มจีน (ไทย) เฉินผี (จีนกลาง) ถิ่งพ้วย (จีนแต้จิ๋ว)
โฮ่วผู่ (厚朴) คือเปลือกต้น หรือเปลือกราก หรือเปลือกกิ่งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Magnolia officinalis Rehd. et Wils. หรือ M. officinalis Rehd. et Wils. var. biloba Rehd. et Wils. วงศ์ Magnoliaceae มีรสขม เผ็ด อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณม้าม กระเพาะอาหาร ปอด ลำไส้ใหญ่
ไป๋จื่อ 白芷 ชื่อวิทยาศาสตร์: Angelica dahurica อยู่ในวงศ์ Apiaceae เป็นพืชท้องถิ่นใน ไซบีเรีย ตะวันออกไกลของรัสเซีย มองโกเลีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และ ไต้หวัน รากภายนอกเป็นสีเทาขาวหรือสีเหลืองขาว ด้านในสีขาวรากใช้เป็นยาแก้ปวดบวม ไข้หวัด
เซินชวี 神曲ยาเตรียมที่ได้จากสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่ ล่าเหลียวเฉ่า Herba Polygoni Salicifoli ชิงเฮา โกฐจุฬาลำพา Herba Artemisiae annuae ซิ่งเหริน Semen Armeniacae Amarum และสมุนไพรอื่นๆ มาผสมกับแป้งหมี่หรือเปลือกข้าวสาลี หมักไว้จนกระทั่งเกิดฟองฟูขึ้นแล้วนำมาเตรียมเป็นเสินชวี สรรพคุณช่วยย่อยอาหาร
จื่อซู 紫苏 สรรพคุณ ขับไล่ความเย็นระดับเปี่ยว ขับเคลื่อนลมปราณปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ทำให้ครรภ์สงบ
โป่งรากสนหรือฝูหลิง 茯苓 คือเห็ดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poria cocos (Schw.) Wolf วงศ์ Polyporaceae คือเห็ดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poria cocos (Schw.) Wolf วงศ์ Polyporaceae รสจืดอมหวาน สุขุม มีฤทธิ์ระบายน้ำ สลายความชื้น สรรพคุณแก้อาการบวมน้ำ ปัสสาวะขัด และมีฤทธิ์บำรุงม้าม กล่อมประสาท แก้อาการม้ามพร่อง ระบบการย่อยอาหารอ่อนแอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ใจสั่น นอนไม่หลับ
ต้าจ่าว 大枣 da zao หงจ่าว hong zao 紅枣 หรือพุทราจีน ผลบำรุงม้าม ตับ สมอง ช่วยขับปัสสาวะ เพิ่มเลือด บรรเทาอาการโลหิตจาง รักษาเบาหวาน แก้นอนไม่หลับ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดไขมันในเลือด ผลแห้งยังใช้แก้อาการท้องเสียเนื่องมาจากม้ามพร่อง
เซิงเจียง生姜หรือขิงสด มีสรรพคุณกระจายลมหนาว อุ่นกระเพาะอาหาร แก้อาเจียน อุ่นปอดสลายเสมหะ และแก้พิษจากอาหารทะเล มีสรรพคุณกระจายลมหนาว อุ่นกระเพาะอาหาร แก้อาเจียน อุ่นปอดสลายเสมหะ และแก้พิษจากอาหารทะเล
เก่อเกิน葛根 รสชาติหวาน เผ็ด เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณ ม้าม กระเพาะอาหาร สรรพคุณลดอาการปวดต้นคอ ลดความดัน ช่วยขยายหลอดเลือด ดับกระหาย แก้ท้องเสีย ลดไขมัน ลดเบาหวาน แก้ไข้ตัวร้อน ช่วยให้ความจำดีเป็นต้น
หวงเหลียน 黄连 สรรพคุณ ขับร้อน ชื้น ดับไฟ ขับพิษ รสชาติและคุณสมบัติ รสขม เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณหัวใจ กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ลำไส้ใหญ่
ไป๋เสาเย่า 白芍药 สรรพคุณ บำรุงเลือด ปรับประจำเดือน แก้ปวด หยุดเหงื่อ รสชาติและคุณสมบัติ รสขม เปรี้ยว หวาน เย็นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณ ตับ ม้าม
ชางจู๋ 苍术 cāng zhú ชื่อวิทยาศาสตร์ : Atractylodis Lanceae Rhizoma ชื่อไทย : โกษฐ์เขมา เป็นเหง้าแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atractylodes lancea (Thunb.) DC. วงศ์ Compositae สรรพคุณ : ชับความชื้น ไล่ความเย็นออก บำรุงม้าม
หวาสือ 滑石 คือแร่ซิลิเคตจำพวกแป้งซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ Hydrated manesium silicate Mg3 (Si4 O10) (OH) 2 สรรพคุณขับปัสสาวะ ขับความร้อน ขับความชื้น
เฉ่าไป๋เปี่ยนโต้ว หรือ ถั่วแปบคั่ว (炒白扁豆) รสหวาน ฤทธิ์อุ่นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณม้ามและกระเพาะอาหาร มีสรรพคุณเสริมม้าม แก้ท้องเสีย
เชอเฉียนจื่อ Cheqianzi 车前子สรรพคุณ:ขับปัสสาวะ ดับร้อนในตับ ช่วยให้ตาสว่าง ดับร้อนในปอด แก้ท้องเสีย รสชาติและคุณสมบัติ:รสหวาน เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณ:ตับ ไต ปอด ลำไส้เล็กปริมาณที่ใช้ 10 – 15 กรัม
อูเหมยทั่น 乌梅炭 หรือบ๊วยดำเผา ผลที่นำมาเผาของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Prunus mume (Sieb.) Sieb. et Zucc. วงศ์ Rosaceae ช่วยกักเก็บอินชี่ของปอด บรรเทาไอ บรรเทาท้องเสีย สร้างสารนํ้า แก้กระหายนํ้า
ซันจาทั่น 山楂炭 หรือผลซันจาเผา ซันจาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ใช้เป็นยาหรือใช้ทำขนม มีรสเปรี้ยว หวาน อุ่นเล็กน้อย เข้าเส้นลมปราณ ตับ ม้าม กระเพาะอาหาร
กันเฉ่า (甘草) คือ รากและลำต้นใต้ดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Glycyrrhiza uralensis Fischer หรือ G. inflata Bat. หรือ G. glabra L. วงศ์ Fabaceae
เจ๋อซี(泽漆)มีสรรพคณุ ในการรักษาผิวหนังร้อน ท้องมานมีน้ำอยู่ภายใน มือเท้าหน้าตาบวม
ปั้นเซี่ย 半夏 รสเผ็ด มีฤทธิ์อุ่นและมีพิษ สรรพคุณ ละลายและขับเสมหะ สลายของเหลว แก้อาเจียน กดชี่ไม่ให้ตีขึ้น แก้สะอึก ยุบและสลายก้อนเสมหะในท้อง
จื่อชาน紫参 หรือสือเจียนชวน 石见穿 มีรสขมและเผ็ดร้อน สรรพคุณ คลายร้อนและล้างพิษ ช่วยในการไหลเวียนโลหิต ควบคุมพลังชี่
ป๋ายเฉียน 白前ช่วยขจัดเสมหะและลดอาการไอ ใช้เมื่ออาการในปอดอัดแน่น ไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอกและหายใจไม่สะดวก
ชานซวี参须 สรรพคุณ ใช้รักษาอาการไอจนกระอักเลือด กระหาย
กุ้ยซิน 桂心 คืออบเชยชนิดหนึ่ง สรรพคุณหลักช่วยเสริมพลังไฟชีวิต อาการแขนขาเย็นชีพจรอ่อน แก้อาการไอเนื่องจากพลังชี่ย้อนสวน
อ้ายจิ่ว 艾灸 คือการรักษาโดยการรมควันด้วยสมุนไพรจีนที่รู้จักกันในนามโกศจุฬาลัมพา
กานซุ่ย 甘遂 มีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้รักษาอาการบวมน้ำ โรคท้องมาน หอบหืด โรคลมชัก อุจจาระและปัสสาวะไม่สะดวก
เฉินซา 辰砂 คือเกล็ดหินแดง
ตังกุย (当归) คือ รากแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels วงศ์ Apiaceae (Umbelliferae) สรรพคุณ กำจัดสิ่งแปลกปลอม ล้างน้ำให้สะอาด ทิ้งไว้จนน้ำซึมเข้าสู่เนื้อตัวยา หั่นเป็นแผ่นบาง นำไปตากแดดให้แห้งหรือทำให้แห้งที่อุณหภูมิต่ำ
ชื่อเย่า 赤药 คือก้านแห้งของดอกเส่าเย่า สรรพคุณ ช่วยขจัดความร้อนทำให้เลือดเย็นลง ขจัดเลือดคั่ง
ตันเซิน 丹参 ชื่อวิทยาศาสตร์: Salvia miltiorrhiza [4] เป็นพืชอายุหลายปีในสกุล Salvia และเป็นพืชที่ใช้รากเป็นยาในตำรายาจีน เป็นพืชท้องถิ่นในจีนและญี่ปุ่น รากเปลือกนอกสีน้ำตาล หยาบเป็นรอยย่น ใช้เป็นยากระตุ้นการไหลเวียนเลือด ใช้รักษาฝี
จินอิ๋นฮวา 金银花 มีรสหวาน เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณปอด หัวใจ และกระเพาะอาหาร ขจัดความร้อนและขับพิษ กระจายลมร้อน
เหลียนเฉียว 连翘 ผลแก่สีเหลืองอมน้ำตาล แก่แล้วแตก ผิวของผลไม่เรียบมีปุ่มเล็ก ๆ จำนวนมาก ผลใช้เป็นยาขับร้อน แก้บวม ขับปัสสาวะ ผลสดสีเขียวอมน้ำตาล
ดอกจื่อฮวาตี้ติง 紫花地丁 ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Viola philippica
เซี่ยงเป้ยหมู่ 象贝母 สรรพคุณช่วยคลายความร้อน ลดอาการบวมของแผลเน่าเปื่อย
ชวนซานเจี่ย 穿山甲 หรือเกล็ดตัวนิ่ม
สุ่ยหนิวเจี่ยว 水牛角 สรรพคุณ: ช่วยให้เลือดเย็น ล้างพิษ รสชาติและคุณสมบัติ: รสเค็ม เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณ: หัวใจ ตับ กระเพาะอาหาร ปริมาณที่ใช้ 30 – 60 กรัม
จ้างเซี่ยง 脏象 คือการทำความเข้าใจต่อร่างกายปราชญ์ทางแพทย์แผนจีนในสมัยก่อนได้ใช้วิธี “สังเกตสิ่งที่ปรากฏออกมาที่ภายนอกไปทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายใน” ในความหมายนี้ “จ้าง” จึงหมายถึงระบบการทำงานที่อยู่ภายในร่างกายและ “เซี่ยง” คือการแสดงออกต่างๆ ที่ปรากฏออกมาภายนอก บทเรียนที่บรรยายถึงการทำงานของระบบทั้งห้านี้จึงใช้ชื่อบทว่า “จ้างเซี่ยง” ได้แก่ระบบปอด หัวใจ ม้าม ตับและไต
ฉินเจียว Qinjiao 秦艽 สรรพคุณ: ขับลมชื้น แก้ปวด คลายส้นเอ็น รสชาติและคุณสมบัติ: รสขม เผ็ด เย็นเล็กน้อย
ปู่กู่จื่อ Buguzhi 补骨脂 คือสมุนไพรเสริมหยาง สรรพคุณ: บำรุงหยางไต ควบคุมปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แก้หอบหืด รสชาติและคุณสมบัติ: รสเผ็ด ขม อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณ: ไต ม้าม
เหยาเฉ่า 瑶草 คือสมุนไพรเซียนในตำนาน เช่นเดียวกับเห็ดหลินจือ เป็นยาอายุวัฒนะ สามารถรักษาโรคภัยนับร้อย
เซี่ยกูเฉ่า Xiakucao 夏枯草 สรรพคุณ: ขับร้อนออกจากตับ แก้เสมหะติดขัด ลดความดันเลือด รสชาติและคุณสมบัติ: รสขม เผ็ด เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณ: ตับ ถุงน้ำดี
เสอฉวงจื่อ 蛇床子 สรรพคุณ บำรุงหยางไต ฆ่าเชื้อ แก้คัน รสชาติและคุณสมบัติ รสเผ็ด ขม อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณ ไต
เปลือกมู่จิ่น 木槿皮 คือเปลือกต้นชบา
ขู่เซิน 苦参 คือโสมรสขม
โก่วฉีจื่อ 枸杞子หรือเก๋ากี้ การแพทย์แผนจีนจัดให้เก๋ากี้เป็นยารสหวาน มีฤทธิ์เป็นกลาง แก้ไอ เสมหะน้อย เจ็บร้อนผ่าวในลำคอ จมูกและปากแห้ง วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย บำบัดโรคตาบอดกลางคืน หูอื้อ บำรุงไต เลือด ตับ และ แก้กลุ่มอาการร่างกายอ่อนแอ สายตามืดมัว ซูบผอม ปวดเอว กระตุ้นการทำงานของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ กล่อมประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดีและยังสามารถลดน้ำตาลในเลือด บำบัดอาการน้ำกามหลั่งเอง
ฟู่เผินจื่อ 覆盆子สรรพคุณ:บำรุงไต รักษาตา รสชาติและคุณสมบัติ: รสหวานเปรี้ยว อุ่นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณ: กระเพาะปัสสาวะ ไต
ชงเว่ยจื่อ 茺蔚子 มีสรรพคุณทำให้เลือดไหลเวียนดี สลายเลือดคั่ง ลดความอ้วน ลดไขมัน
โท่วซือจื่อ 菟丝子สรรพคุณ: บำรุงไต,ตับ รักษาตา แก้ท้องเสีย บำรุงครรภ์ รสชาติและคุณสมบัติ: รสหวาน อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณ: ตับ ม้าม ไต
เจ๋อหลาน 泽兰ช่วยให้เลือดและลมปราณไหลเวียนดี ปรับประจำเดือน ขับปัสสาวะ ลดบวม
เซียงฟู่ 香附 หรือหญ้าแห้วหมู มีกลิ่นหอม รสเผ็ดปร่า ขมเล็กน้อย สรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ขับระดู ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง ท้องอืด เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงทารกในครรภ์ เป็นยาฝาดสมาน สงบประสาท เป็นยาอายุวัฒนะ
เซียนเหมา 仙茅 หรือว่านพร้าว มีสรรพคุณเป็นยาชักมดลูก มีฤทธิ์ให้ความอบอุ่น เสริมหยางให้ไต แก้หยางไม่พอ ธาตุไฟน้อย
มั่นจิงจื่อ 蔓荆子สรรพคุณ: ขับลมร้อน ดับร้อนที่ศีรษะและตา แก้ปวด รสชาติและคุณสมบัติ: รสเผ็ด ขม เย็นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณ: ตับ กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ปริมาณที่ใช้ 6 – 12 กรัม
กุยหลิงเกา 龟苓膏 Guīlínggāo หรือที่เรียกว่าวุ้นเต่า (แม้ว่าจะไม่ถูกต้องในทางเทคนิค) หรือผงเต่าเป็นยาจีนที่มีลักษณะคล้ายวุ้นขายเป็นของหวาน แบบดั้งเดิมทำจากgaoหรือวางพลาสตรอน (เปลือกด้านล่าง) จากเต่าCuora trifasciata รู้จักกันทั่วไปในชื่อ "เต่ากล่องสามเส้น" หรือ "เต่าเหรียญทอง"และอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยเฉพาะจีนราก Smilax glabra 土伏苓ถู่ฟูหลิง แม้ว่าเต่าเหรียญทอง ( Cuora trifasciata ) จะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ในประเทศจีนสมัยใหม่ แต่ก็มีราคาแพงมาก ดังนั้นแม้ว่าส่วนผสมที่ได้จากเต่าจะถูกนำมาใช้ใน guilinggao ที่มีขายตามท้องตลาด แต่ก็มาจากเต่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่หาได้ทั่วไป
หงฮวา 红花 คือดอกคำฝอย มีรสเผ็ด อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณหัวใจและตับ มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทะลวงเส้นลมปราณ ขจัดเลือดคั่ง และระงับปวด
ซินอี๋ 辛夷 สรรพคุณ: ขับลมเย็น ทำให้จมูกโล่ง รสชาติและคุณสมบัติ: รสเผ็ด อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณ: ปอด กระเพาะอาหาร ปริมาณที่ใช้ 3 – 10 กรัม
เหมาเซียง 茅香 สวรรพคุณ หยุดเลือด ขับร้อน ขับปัสสะวะ อาการปัสสะวะปนเลือด อาการบวมน้ำเพราะไตอักเสบ
เพ่ยหลัน 佩兰 สันพร้าหอม (ชื่อไทย) เพ่ยหลัน (จีนกลาง) ป๋วยลั้ง (จีนแต้จิ๋ว) Eupatorii Herba มีกลิ่นหอม เป็นยาสุขุม บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง ทำให้เลือดไหลเวียนดี แก้พิษเบื่ออาหาร ต้มรับประทาน 5-10 กรัม
สือชิง 石青 คือ อาซูไรต์ (Azurite) เป็นแร่ทองแดงที่มีสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเกิดจากการผุพังของแร่ทองแดงซัลไฟต์ ดีต่อระบบหมุนเวียนเลือด ไขข้อ และกระดูก
สือหนิ่ว石纽 คือเมืองเวิ่นโจวในมณฑลเสฉวนปัจจุบันของจีน
ดอกมั่นถัวหลัวหรือดอกลำโพง 曼陀罗花 เป็นพืชในวงศ์มะเขือ
ฮวาเจียว 花椒 ลักษณะคล้ายพริกไทยดำ
หม่าเฉียนจื่อ 马钱子 มีรสขม ฤทธิ์เย็น มีพิษรุนแรง สามารถทะลุทะลวงเส้นลมปราณ
ฟู่จื่อ 附子 คือรากแขนงแห้งที่ผ่านการฆ่าฤทธิ์ของโหราเดือยไก่
เซิงอูเฉ่า 生乌草 มีฤทธิ์ช่วยระงับความเจ็บปวด อบอุ่นเส้นลมปราณ ขับความหนาวเย็น
ชวนซยง 川芎 มีรสเผ็ด อุ่น เข้าสู่เส้นลมปราณหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ และตับ กลิ่นหอม รสมัน มีสรรพคุณแก้ลมในกองริดสีดวง และกระจายลมทั้งปวง
ชังเอ่อจื่อ 苍耳子มีรสเผ็ด ขม อุ่น มีพิษ เข้าสู่เส้นลมปราณปอด แก้ไข้ทรพิษ บำรุงกำลัง แก้ปวดข้อ แก้อัมพาต แก้ลมพิษ แก้โรคท้องมาน ขับเหงื่อ แก้ร้อนใน
เหอเถา核桃 ลูกวอลนัท
หมาฝู่ซั่น(麻沸散) (Ma Fu San) กล่าวกันว่าเป็นยาชาที่ฮว่าถัวให้ผู้ป่วยกินก่อนทำการผ่าตัด คือยาชาชนิดรับประทาน
เจวี๋ยหมิงจื่อ決明子 เมล็ดชุมเห็ดเทศ ฤทธิ์เย็นเล็กน้อย รสหวานขมเค็ม เข้าเส้นลมปราณตับและลำไส้ใหญ่ สรรพคุณ: ขับความร้อนของตับทำให้ตาสว่าง ช่วยระบายอุจจาระ ลดความดันเลือด ลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด ลดการเกาะตัวของไขมันในผนังหลอดเลือด
จวี๋ฮวา 菊花มีรสหวาน ขม เย็นเล็กน้อย เข้าสู่เส้นลมปราณปอดและตับ กระจายลมและลดความร้อน ลดความฉุนเฉียว ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น และขับพิษ
ตันจือ 丹栀 ช่วยลดความร้อนในตับ ประจำเดือนไม่ปกติ และอาการตกขาว
ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
ไร้ยางอายนัก
รัชศกไท่เยี่ยนรัชกาลหมิงเจิ้งปีที่สิบ กลางเดือนห้า
ในหมู่บ้านชิงอวี่ค่อนไปทางตอนเหนือของอำเภอฉางขุย อากาศร้อนอบอ้าว ทุ่งนาเขียวขจี เมล็ดรวงข้าวสาลีอวบอิ่ม ขณะก้มหน้าก้มตา รอเพียงถึงเดือนหก ฤดูร้อนนำพาผลผลิตอุดมสมบูรณ์สีทองอร่ามมาเยือน
บุรุษในหมู่บ้านล้วนเตรียมตัวเพื่อฤดูกาลเกษตรในเดือนหน้า คนในตระกูลอวี๋ก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมกระบุงทำจากหวายเพื่อบรรจุธัญญาหารเช่นกัน หลังจากฮูหยินเฒ่าอวี๋จัดแจงกระบุงสานจากหวายในมือเสร็จเรียบร้อยจึงเหลือบมองไปทางเรือนฝั่งตะวันออก เอ่ยถามสะใภ้สามแซ่จ้าวว่า “คนผู้นั้นที่อยู่ในเรือนฝั่งตะวันออกหมดลมแล้วหรือยัง? หากหมดลมแล้ว บอกให้สะใภ้รองรีบเอาเสื่อชำรุดม้วนร่างแล้วไปโยนไว้บนเขา จะได้ไม่ส่งกลิ่นอายอัปมงคลอยู่ในเรือน!”
ครั้นแซ่จ้าวได้ยินแล้ว สีหน้านางไม่ค่อยน่ามองนัก แค่นเสียงเย็นหนึ่งเสียง “นางช่างดวงแข็งเสียจริง เมื่อเช้าข้าแอบเข้าไปมองดูอยู่ครู่หนึ่ง นางยังหายใจอยู่เสียด้วยซ้ำ ยังไม่ตาย!”
กล่าวจบ นางใช้มือสานหวายเส้นหนึ่งอย่างแรง เอ่ยพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “โชคดีที่เจ้าสี่ในเรือนของพวกเราเป็นคนประพฤติตัวตามทำนองคลองธรรม ไม่เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมา ไม่เช่นนั้น…”
ทันใดนั้นกดเสียงต่ำ ยังคงเผยสีหน้าขุ่นเคืองดังเดิม “ต่อให้สะใภ้รองอยากเสริมเรื่องมงคลเพื่อขจัดเสนียดจัญไร แต่ก็ไม่ควรเอาผู้ที่มีมลทินเข้ามาในเรือน เกือบจะทำร้ายเจ้าสี่ของสกุลเราเสียแล้ว”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของฮูหยินเฒ่าอวี๋ฉายแววดุดัน “ไม่ต้องไปสนใจว่ายังจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ คนผู้นี้ สะใภ้รองจงเลิกคิดจะเก็บเอาไว้อีกต่อไปเถิด!”
สองสามีภรรยาคนโตที่อยู่ด้านข้างต่างก้มหน้าก้มตาทำงานในมือของตน ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดมากความ
ภายในเรือนฝั่งตะวันออก หลัสะใภ้รองแซ่ซ่งป้อนยาอวี๋เมิ่งซานเสร็จเรียบร้อย นางมองสำรวจบาดแผลบนขาซ้ายของสามีตนอย่างระแวดระวัง ครั้นพบว่าปากแผลไม่มีเลือดไหลซึมออกมาหรือเน่าเปื่อยถึงวางใจ เพียงแต่ใบหน้ายังคงฉายแววเป็นกังวล
อวี๋เมิ่งซานซับยาตรงมุมปากแล้วส่งผ้าเช็ดหน้าให้สะใภ้แซ่ซ่ง เอ่ยถามออกเสียงว่า “แม่หนูตระกูลเมิ่งผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
สะใภ้แซ่ซ่งถอนหายใจ เอ่ยเสียงเบาเพราะเกรงว่าบุตรชายที่กำลังอ่านตำราอยู่ในห้องจะได้ยินเข้า “บ้านสามลงมือโหดเหี้ยมเพื่อจิ่นเหยียน ขาทั้งสองข้างของแม่นางผู้นั้นถูกตีจนเลือดไหลออกมาเป็นสาย ท่านพ่อสั่งให้ส่งไปไว้ในห้องเล็กแล้วเจ้าค่ะ ไม่ให้ผู้ใดไปเยี่ยม อีกทั้งยังไม่ยอมให้รักษานาง ความหมายของฮูหยินเฒ่าคือรอให้นางสิ้นลมแล้วใช้เสื่อชำรุดม้วนร่างไปโยนไว้บนเขาเจ้าค่ะ!”
อวี๋เมิ่งซานเอ่ยอย่างค่อนข้างร้อนใจหลังได้ฟัง “เช่นนั้นจะ…” กล่าวยังไม่ทันจบ เพราะลมปราณแปรปรวน ทันใดนั้นก็ไอโครกออกมาอย่างรุนแรง สะใภ้แซ่ซ่งรีบเข้าไปช่วยลูบหลังให้เขาผ่อนคลายลง
อวี๋เมิ่งซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างแหบพร่า “เช่นนั้นจะไปรอดได้อย่างไร? ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นชีวิตคนผู้หนึ่ง ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะต้องเสริมเรื่องมงคลให้ครอบครัวรองถึงได้ทำร้ายแม่นางของตระกูลอื่น…”
เขาถอนหายใจ เอ่ยต่อไปว่า “เจ้าไปเถิด ไปดูแม่นางเมิ่งผู้นั้นสักหน่อย หากฟื้นแล้วก็เอาอาหารไปส่ง อย่าได้ทำร้ายหนึ่งชีวิตเข้าจริงๆ ”
ใบหน้าของสตรีแซ่ซ่งเผยความลำบากใจ หากนางไปเยี่ยม เมื่อฮูหยินเฒ่าอวี๋รู้เข้า เกรงว่าคงบันดาลโทสะใส่นางอีกยกหนึ่ง
ทว่านางยังคงขานรับ “ได้ ข้าจะไปดูสักหน่อย”
ขณะสะใภ้แซ่ซ่งกำลังจะเดินออกไป ร่างแลดูอ่อนแอและซูบผอมของคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากข้างใน แสงภายในห้องไม่สว่างมากนัก ทว่าใบหน้าสะอาดสง่างามของชายหนุ่มยังคงขาวบริสุทธิ์ แต่ว่านั่นเป็นสีหน้าขาวซีดที่เกิดจากการล้มป่วยมานานปี
“ข้าจะไปเอง” น้ำเสียงของชายหนุ่มเย็นชา ไม่ช้าไม่เร็ว ให้ความรู้สึกเย็นชืดเช่นม้วนตำราโบราณ
สตรีแซ่ซ่งและอวี๋เมิ่งซานต่างพากันตะลึงเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าบุตรชายเอ่ยผู้วาจาน้อยนิดต่อแม่นางเมิ่งมาโดยตลอดจะเป็นฝ่ายต้องการไปเยี่ยมนางเช่นนี้
อวี๋เมิ่งซานได้สติกลับมาก่อน มองบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอของตนแล้วเอ่ยว่า “ฉี่เจ๋อไปก็ดีเช่นกัน เจ้าก็เอาของกินพวกนี้ไปให้แม่นางเมิ่งด้วย”
เขาชี้ไปยังขนมรังนกในชามตรงหัวเตียง นี่คือของกินที่อวี๋เมิ่งซานตั้งใจเหลือเอาไว้หลังจากทานอาหารเช้า
อวี๋ฉี่เจ๋อเดินไปข้างเตียงอย่างเชื่องช้า คว้าเอาขนมรังนกในชามมาซ่อนไว้ในชายแขนเสื้อแล้วเดินออกไปข้างนอก ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนแอเพราะอาการป่วย แต่ยามเขาย่างก้าว แผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจต้นไผ่หยก เหยียดตรงเป็นพิเศษ
สะใภ้แซ่ซ่งมองแผ่นหลังบุตรชายของตน เอ่ยเสียงเบาว่า “ภายในใจฉี่เจ๋อคงไม่ได้ถือโทษแม่นางเมิ่งแล้วกระมัง?”
อวี๋เมิ่งซานส่ายหน้า “ข้าดูแล้วไม่ใช่ นิสัยของเขาเย็นชาเกินไป ไม่มีความรู้สึกอะไรต่อแม่นางเมิ่งเลยแม้แต่นิด ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย ความคิดถือโทษโกรธเคืองจะมาจากที่ใดกัน?”
อวี๋ฉี่เจ๋อถือขนมรังนกมาถึงห้องเล็กตรงมุมเรือนตะวันออก เดิมทีห้องเล็กนี้เป็นห้องหุงต้ม แต่เพราะภายหลังสร้างห้องหุงต้มใหม่ ห้องหุงต้มเล็กนี้จึงถูกปล่อยว่าง หลังจากขุดเอาเตาออกไป จึงใช้เก็บข้าวของเบ็ดเตล็ด ถือเสียว่าเป็นห้องเก็บฟืน
อวี๋ฉี่เจ๋อผลักประตูไม้ของห้องเก็บฟืนเล็ก ฝุ่นผงลอยฟุ้ง เขาใช้ชายแขนเสื้อพัดไล่พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ปรายตามองหยากไย่ตรงมุมประตูแล้วค้อมกายเข้าไปในห้องเล็ก
อวี๋เจียวที่นอนอยู่ภายในห้องเล็กเพิ่งจะรู้สึกตัว ทว่าดวงตาไม่ต่างอะไรกับถูกทากาว ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้ ขณะสะลึมสะลือนางรับรู้เพียงทั้งร่างเจ็บปวดไปหมด โดยเฉพาะหน้าอกและขาทั้งสองข้าง ราวกับเพิ่งผ่านอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งใหญ่มา นอกจากนั้นเบื้องล่างของร่างกายยังทั้งแข็งทั้งเย็น จมูกได้กลิ่นเชื้อราตลบอบอวลไปทุกแห่ง
แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาอย่างฉับพลันทำให้อวี๋เจียวลืมตาขึ้น ภายในสายตาของอวี๋เจียวปรากฏแผ่นหลังทอแสงเป็นประกายและใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกเจือกลิ่นอายบัณฑิตหลายส่วน นางพบว่าชายคนนี้สวมชุดสีเขียวแขนยาว ชายแขนกว้าง คอเสื้อทาบไปทางด้านขวา ภายในดวงตากระจ่างแจ้งของนางฉายแววสงสัย นี่มันอะไรกัน? หรือว่าอยู่ในความฝัน?
อวี๋ฉี่เจ๋อเห็นอวี่เจียวฟื้นแล้ว เขาไม่ได้ส่งเสียง หยิบขนมรังนกออกมาจากชายแขนเสื้อแล้วส่งให้อวี๋เจียว
อวี๋เจียวมอง 'เจ้าก้อน’ ดำๆ บนมือของเขา พยายามฝืนใจให้เชื่อว่าคือขนมรังนก คิดอยากจะเอื้อมมือออกไปรับ แต่การกระทำนี้กลับกระทบไปถึงซี่โครงบริเวณหน้าอก นางเจ็บจนใบหน้าเหยเกทันที จำต้องสูดอากาศเย็นเข้าไปหลายครั้ง ทันใดนั้นใบหน้าเรียวเล็กซีดเผือดลงหลายส่วน
อวี๋ฉี่เจ๋อเห็นเช่นนี้ค่อยๆ ค้อมเอวลง นำขนมรังนกยัดใส่มือของอวี๋เจียว ก่อนจะหันหลังมุ่งหน้าเดินไปทางด้านนอกห้องเล็ก
ถึงแม้อวี๋เจียวจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ทว่าริมฝีปากแห้งผากทำให้นางเอ่ยกับบุรุษหนุ่มรูปงามที่กำลังมุ่งไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณว่า “พ่อรูปหล่อ ขอน้ำให้ฉันสักแก้วได้ไหม?”
การกระทำของอวี๋ฉี่เจ๋อชะงักค้าง บนใบหน้าของผู้ที่หันหลังให้อวี๋เจียวฉายแววขุ่นเคือง สตรีนางนี้ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!
เขาสะบัดชายอาภรณ์เดินออกไปจากห้องเล็กทันใด
อวี๋เจียวเผยสีหน้าประหลาดใจ ถึงแม้สายตาจะมองเห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่ม แต่กลับรู้สึกเหมือนเขาโมโหเสียแล้ว
เธอก็แค่ขอน้ำแก้วเดียว เขาโมโหอะไร?
อวี๋เจียวอยากจะพลิกกาย ครั้นเพิ่งขยับตัวกลับเจ็บจนส่งเสียง ‘ซี๊ด’ ออกมา นางใช้มือลูบหน้าอก ผลคือไม่ต่างจากที่คิดเอาไว้ ซี่โครงหักไปหนึ่งซี่ โชคดีที่ไม่ได้เป็นตำแหน่งร้ายแรง พักรักษาอีกไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้ว
แต่ขาทั้งสองข้างที่เจ็บจนเหมือนกับหักไปแล้วนี่หมายความว่าอะไร? อวี๋เจียวค่อยๆ เงยหน้ามองไปยังขาทั้งสองข้าง พบเพียงบนกระโปรงเต็มไปด้วยเลือด เมื่อใช้มือลูบดูพบว่าคือรอยแผลจำนวนมาก เป็นสภาพหลังถูกทรมานอย่างสาหัส
อวี๋เจียวเจ็บจนบนหน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดออกมา นางมองสำรวจสภาพโดยรอบ ที่ๆ นางอยู่คือห้องเล็กโกโรโกโส ด้านข้างกองสุมไว้ด้วยอุปกรณ์ทำนาจำนวนหนึ่ง มีหน้าต่างบนหลังคาหนึ่งบาน ด้านบนหลังคามีรอยรั่วไม่น้อยแห่ง และนางนอนอยู่บนกองฟางหนึ่งกอง มิหนำซ้ำบนตัวยังสวมชุดโบราณ นางพลันก้มหน้าลง เมื่อใดความฝันที่ไร้สาระนี้จะจบสิ้นลงสักที?
นางปิดเปลือกตาลง คิดว่าหลังนอนหลับแล้วลืมตาตื่นอีกครั้งคงจะกลับไปยังเตียงใหญ่นุ่มสบายของตัวเอง ความเจ็บปวดทั่วกายจะไม่มีอีกต่อไป
ภายในลานเรือน หลังอวี๋ฉี่เจ๋อออกมาจากห้องเล็กได้ถูกสะใภ้สามแซ่จ้าวกับฮูหยินเฒ่าอวี๋เห็นเข้าเสียแล้ว ฮูหยินเฒ่าอวี๋เรียกเขาเอาไว้ “ตายแล้วใช่หรือไม่?”
อวี๋ฉี่เจ๋อเอ่ยอย่างราบเรียบ “ยัง”
กล่าวจบก็มุ่งหน้าไปทางเรือนหุงต้ม ตักน้ำสะอาดขึ้นมาจากถังใหญ่หนึ่งถ้วย จากนั้นเดินออกมาแล้วมุ่งหน้าไปทางห้องเล็กอีกครั้ง
ฮูหยินเฒ่าอวี๋เอ่ยพลางขมวดคิ้วเมื่อเห็นเช่นนั้น “เจ้าห้า สาดน้ำทิ้งไปเสีย!”
ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
จอหงวนสามสนาม
อวี๋ฉี่เจ๋ออยู่ลำดับที่ห้าจากบรรดาพี่น้องตระกูลอวี๋ คนในครอบครัวจึงมักใช้ลำดับเรียกเด็กไม่กี่คนนี้
อวี๋ฉี่เจ๋อไม่ส่งเสียงใด อีกทั้งยังไม่ชะงักฝีเท้า เขาถือถ้วยใส่น้ำอย่างมั่นคง มุ่งหน้าตรงไปยังห้องเล็กมุมลานเรือน
ฮูหยินเฒ่าอวี๋โยนหวายในมือด้วยความโมโห “ลูกชายตัวดีที่สะใภ้รองเลี้ยงดู วันทั้งวันโรคภัยรุมเร้า รู้จักแต่ทำตัวต่อต้านข้า!”
สะใภ้สามแซ่จ้าวเอ่ยพลางกัดฟันเช่นกัน “ก็แค่ได้อันดับหนึ่งจากการสอบสามสนามตั้งแต่ยังเยาว์ ตลอดหลายปีมานี้ไม่มีอะไรดีสักอย่าง เอาแต่กินยาทั้งวัน สะใภ้รองยังตามใจจนเเทบลอยขึ้นฟ้าเสียแล้ว!”
พี่ใหญ่นามอวี๋เฉียวซานที่อยู่ด้านข้างทนฟังไม่ได้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอัดอั้นว่า “เจ้าห้ามีร่างกายเป็นตัวถ่วง มิเช่นนั้นคงมีรายชื่อติดประกาศได้เป็นขุนนางมียศ”
ฮูหยินเฒ่าอวี๋ได้ฟังก็ไม่ส่งเสียงใด เพราะนายท่านยังหวังว่าสักวันหนึ่งร่างกายของอวี๋ฉี่เจ๋อจะหายดีจนสามารถลงสนามสอบอีกครั้ง จากนั้นกลับมาพร้อมตำแหน่งจวี่เหรินผู้เป็นขุนนางระดับท้องถิ่น
อวี๋เจียวได้ยินเสียงสนทนาภายนอก เพียงแต่ไม่ชัดเจนนัก นางปิดเปลือกตาลง พยายามบังคับให้ตนนอนหลับ แต่กลับไร้ซึ่งความง่วงงุนแม้แต่น้อย
ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ภายในห้องเล็กพลันพบกับแสงสว่างอีกครั้ง อวี๋เจียวเปิดเปลือกตา พบเพียงถ้วยดินเผาถูกส่งมาตรงหน้าของเธอ มือที่ถือถ้วยเอาไว้มีนิ้วมือเรียวยาวขาวสะอาด เล็บถูกตัดให้เข้ารูปเป็นระเบียบ ปลายนิ้วประดุจหยก ข้อมือขาวผ่องอยู่ภายใต้อาภรณ์แขนกว้างสีเขียว
อวี๋เจียวปรายตามองใบหน้าขาวกระจ่างของชายหนุ่ม กระตุกมุมปากหยักยิ้มตามฉบับที่ตัวเองคิดว่าดูดีและมีรสนิยมมากที่สุด นึกถึงคำพูดในบทละครโทรทัศน์ จากนั้นพูดจาหยอกล้อออกไปอย่างใจกล้าว่า “พี่ชายตัวน้อย ข้าเจ็บหน้าอกยิ่งนัก เจ้าป้อนข้าได้หรือไม่?”
อวี๋ฉี่เจ๋อได้ฟังพลันขมวดคิ้ว มุมปากบึ้งตึง เอ่ยเสียงต่ำว่า “ไร้ยางอาย!”
สิ้นคำกล่าวถือถ้วยน้ำหันหลังเดินจากไป
อวี๋เจียวร้อง ‘เฮ้’ อยู่ภายในใจ ทำไมถึงได้แตกต่างจากความฝันอันสวยงามที่นางคิดไว้ลิบลับ ทำไมหนุ่มน้อยรูปงามถึงเย็นชากับนางขนาดนี้?
แต่นางกระหายน้ำมาก เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรูปงามกำลังจะเดินออกไปจากห้องเล็ก นางจึงพูดเสียงอ่อนว่า “พี่ชายตัวน้อย กระดูกซี่โครงของข้าหักแล้ว เจ็บหน้าอกเหลือเกิน ขยับไม่ไหวแล้ว เจ้าจะทนเห็นข้ากระหายจนตายหรือ?”
ร่างผอมสง่าของชายหนุ่มหันกลับมา ใบหน้าดุจหยกเย็นชา ช่างราวกับบนใบหน้าปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ภายใต้ดวงตางดงามดังดอกท้อฉายแววรังเกียจ เขาย่อกายวางถ้วยดินเผาลงบนพื้นตรงข้างกายของนางด้วยความรุนแรง
“ตายเสียได้ยิ่งดี” อวี๋ฉี่เจ๋อพ่นวาจาเย็นชาออกมาไม่กี่คำด้วยเสียงแผ่วเบา
ความเย็นชาและน้ำเสียงหมางเมินของชายหนุ่ม แม้จะเป็นวันท้องฟ้าปลอดโปร่งในเดือนห้า พระอาทิตย์ทอแสงอบอุ่น แต่กลับไม่อาจกลบความเย็นชาดุจดังน้ำแข็งในยามเช้าตรู่ของฤดูหนาวที่เผยจากดวงตาของเขาได้
หลังสิ้นเสียงเขาพลันลุกขึ้น ชายแขนเสื้อสีเขียวม้วนสะบัดแสดงให้เห็นถึงการขับไล่ ครั้นหันหลังมุ่งหน้าเดินไปข้างนอก แผ่นหลังผู้สวมอาภรณ์สีเขียวไม่ต่างจากสายหมอกมรกตประปรายริมแม่น้ำหมื่นสีสัน ถึงแม้จะร่างกายอ่อนแอ ทว่าแผ่นหลังราวกับต้นไผ่มรกต เงาของเขาเลือนหายไปพร้อมกับพาแสงสว่างภายในห้องเล็กและหน้าประตูจากไปพร้อมกัน กลับกลายเป็นความมืดสลัวอยู่หลายส่วน
อวี๋เจียวหัวเราะขมขื่น พยายามออกแรงยกถ้วยดินเผาบนพื้นขึ้นมาจรดริมฝีปากแล้วดื่มเข้าไปหลายอึกใหญ่ กระทั่งหยดสุดท้าย ริมฝีปากแห้งผากถึงชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง
หลังจากคลายความกระหาย ภายในท้องยังคงว่างเปล่า อวี๋เจียวคว้าขนมรังนกสีดำในถ้วยดินเผาขึ้นมาส่งเข้าปาก สงสัยเหลือเกินว่าหลังจากกินเจ้าของสิ่งนี้เข้าไปแล้วจะติดพิษหรือไม่ หลังจากลองกัดหนึ่งคำด้วยความสงสัย เมื่อพบว่ารสชาติเหมือนหมั่นโถวไส้ถั่วจึงกัดกินต่อทีละคำอย่างละเมียดละไม
หลังจากคลายความหิวในท้อง อวี๋เจียวปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง เฝ้าหวังว่าหลังจากหลับฝันแล้วตื่นขึ้นมาจะได้กลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริง
แต่ความเจ็บปวดบริเวณหน้าอกและรอยแผลบนขาทั้งสองข้างกลับเตือนสตินางว่า นี่ก็คือโลกแห่งความเป็นจริง
จริงหรือเท็จล้วนไม่ต่างกัน ราวกับชมจันทรากลางสายชล ยลบุปผากลางสายหมอก
อวี๋เจียวสะลึมสะลือก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นอวี๋ฉี่เจ๋อกลับเข้ามาในห้อง สะใภ้รองแซ่ซ่งจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า “แม่นางเมิ่งเป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อครู่ถูกท่านย่าของเจ้าเห็นเข้าหรือไม่?”
“ฟื้นแล้วขอรับ” หลังจากเอ่ยอย่างเรียบง่าย อวี๋ฉี่เจ๋อจึงเข้าไปในห้องเพื่ออ่านตำราต่อ
อวี๋เมิ่งซานผู้นอนอยู่บนเตียงวางใจไม่น้อยหลังได้ฟังเช่นนี้ เอ่ยกับสตรีแซ่ซ่งว่า “เจ้าแอบเก็บอาหารกลางวันไว้ให้แม่นางเมิ่งสักหน่อยเถิด”
สะใภ้แซ่ซ่งพยักหน้า “ข้าจะไปทำกับข้าว หากท่านอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ร้องเรียกฉี่เจ๋อนะเจ้าคะ”
อวี๋เมิ่งซานมองภรรยาครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววอบอุ่นพลางส่งยิ้มให้
นางแซ่ซ่งแย้มยิ้มเช่นกัน จากนั้นเดินออกไปข้างนอก
อวี๋ฉี่เจ๋อผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของครอบครัวรอง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยรุมเร้าตั้งแต่ยังเล็ก แต่กลับเปี่ยมความสามารถ ฉลาดหลักแหลมเหนือผู้คน ตอนอายุสิบสองเข้าร่วมการสอบขุนนางระดับต้น ล้วนได้รับอันดับหนึ่งจากการสอบ[1]เซี่ยนซื่อ ฝู่ซื่อและย่วนซื่อ คว้าตำแหน่งสามจอหงวนมาครองและสอบติดขุนนางระดับซิ่วไฉ ทว่าร่างกายกลับขาดคุณสมบัติ นับแต่นั้นเป็นต้นมาร่างกายอ่อนแอ โรคภัยไข้เจ็บน้อยใหญ่รุมเร้า ดื่มยาไปไม่รู้ตั้งเท่าใดล้วนไม่เห็นผล
บรรพบุรุษตระกูลอวี๋เคยมีหมอหลวงหนึ่งท่าน ทว่าภายหลังถูกลงโทษจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ชนรุ่นหลังของตระกูลอวี๋ตกต่ำลงเรื่อยๆ ราวกับลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพียงแต่วิชาที่สืบทอดมาจนทุกวันนี้ มีคนในตระกูลอวี๋รู้อยู่แค่ไม่กี่คน นายท่านอวี๋ยังพอรู้วิชาการแพทย์อยู่บ้าง เป็นท่านหมอในหมู่บ้าน แต่กลับไม่อาจรักษาร่างกายของอวี๋ฉี่เจ๋อได้
แม้เชิญท่านหมอจากโรงหมอที่ดีที่สุดในอำเภอมาตรวจอาการ กลับถูกตัดสินชี้ขาดว่าอวี๋ฉี่เจ๋อจะมีอายุไม่เกินยี่สิบปี ภายในร่างกายคนทั่วไปมีพลังชีวิตและสารจำเป็นต่อชีวิตไหลเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายไม่ขาดสาย ทว่าพลังชีวิตของอวี๋ฉี่เจ๋อถูกใช้ไปเพียงน้อยนิดก็สลายไป ไร้ยาใดรักษา เว้นเสียแต่เทพเซียนต้าหลัวจะลงมาเยือนโลกมนุษย์
แต่อวี๋ฉี่เจ๋อกลับเป็นผู้มากพรสวรรค์ยากพบเจอ ในปีนั้นพึ่งอายุสิบสองก็คว้าตำแหน่งสามจอหงวนในการสอบขุนนางระดับต้น นายท่านอวี๋อยากจะเทิดเกียรติให้บรรพบุรุษ เฝ้าฝันว่าวันหนึ่งในภายหน้า ร่างกายของอวี๋ฉี่เจ๋อจะกลับมาเป็นปกติ สามารถลงสอบขุนนางอีกครั้งเพื่อนำชื่อเสียงเกียรติยศของตระกูลอวี๋กลับมา ด้วยเหตุนี้จึงยอมกลั้นใจนำเงินให้สะใภ้รองซื้อยารักษามาโดยตลอด
สตรีแซ่ซ่งไปห้องหุงต้ม ซาวข้าวและก่อไฟเพื่อทำอาหาร แต่กลับไม่อาจกลั้นหยาดน้ำตา ภายในใจระทมขมขื่นยิ่งนัก
เดิมทีเป็นครอบครัวยากจน ฉี่เจ๋อร่างกายอ่อนแอมีโรคภัยสารพัดมาโดยตลอด กินยาเข้าไปกลับไม่เป็นผล ทำให้ท่านแม่ไม่พอใจมานานแล้ว แต่โชคชะตายังคงซ้ำเติมผู้คน เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อหลายวันก่อนอวี๋เมิ่งซานผู้เป็นสามีขึ้นเขาไปเก็บยา บังเอิญพบสัตว์ร้ายจนถูกกัดขาขาด ภายหน้าครอบครัวรองของพวกนางจะใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างไร
“น้องสะใภ้รอง เจ้าจะทำกับข้าวหรือ? ข้าจะเป็นลูกมือให้เจ้าเอง” เมื่อครู่พี่สะใภ้ใหญ่แซ่จางเห็นสะใภ้แซ่ซ่งมุ่งหน้ามายังห้องหุงต้ม พลันรู้ว่านางจะมาก่อไฟทำอาหารถึงได้ตามมาเพราะอยากช่วยเหลือ
นางแซ่ซ่งรีบปาดน้ำตาบนใบหน้า “ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ข้าทำคนเดียวได้ ท่านควรจะไปช่วยท่านแม่สานกระบุง”
สะใภ้แซ่จางเดินมาอยู่ตรงเตาเพื่อช่วยก่อไฟเสียแล้ว นางใส่ฟืนเข้าไปในเตา พบว่าหางตาของสตรีแซ่ซ่งแดงเล็กน้อยจึงเอ่ยพลางหัวเราะออกเสียง “เฉียวซานกับครอบครัวสามยังอยู่ด้วย ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว เดือนหน้าถึงจะเก็บเกี่ยว ย่อมต้องสานเสร็จทันแน่นอน”
สะใภ้แซ่ซ่งไม่เอ่ยสิ่งใดต่อไป ขัดหม้อจนสะอาดอย่างชำนาญ เทน้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย ใส่มะเขือม่วงที่แช่เอาไว้เรียบร้อย ตามด้วยเห็ดจำนวนหนึ่งแล้วผัดให้เข้ากัน
ท่ามกลางเสียงทำอาหาร สตรีแซ่จางเอ่ยปลอบเสียงเบาว่า “น้องสะใภ้รอง คนเราต้องมองไปข้างหน้า ชีวิตความเป็นอยู่ย่อมต้องดีขึ้น อย่าได้เสียใจเกินไป ยามนี้ครอบครัวรองยังต้องพึ่งแรงสนับสนุนของเจ้านะ!”
ซ่งชุนน้ำตารื้นหลังได้ฟัง พยายามกลั้นน้ำตาแล้วเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ข้ารู้ ทว่าเหตุใดชีวิตความเป็นอยู่ถึงลำเค็ญเช่นนี้ ทำให้ยิ่งรู้สึกไม่มีความหวังเสียแล้ว”
สตรีแซ่จางรู้สถานการณ์ของครอบครัวรองในยามนี้ เมื่อเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับสตรีนางหนึ่งล้วนต้องรู้สึกเป็นทุกข์ ภายในใจรู้สึกสงสารชีวิตขมขื่นของสตรีแซ่ซ่ง เอ่ยปลอบโยนว่า “เหตุใดถึงจะไม่มีความหวัง? ไม่แน่วันหนึ่งวันใดร่างกายของเจ้าห้าอาจหายดี เจ้าต้องคิดในแง่ดีสักหน่อย”
“หากเป็นเช่นนั้นคงดีจริงๆ …จะให้ข้าสละอายุขัยสิบปีหรือยี่สิบปีล้วนแต่ยินดี” สะใภ้แซ่ซ่งเต็มใจจะใช้ชีวิตของตนเพื่อแลกกับหนึ่งชีวิตของบุตรชาย
------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] คือการสอบทั้งสามระดับของการสอบขุนนางขั้นต้นที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ระดับเสี้ยนซื่อจะมีนายอำเภอเป็นผู้จัดสอบ ระดับฝู่ซื่อจะมีข้าหลวงระดับเมืองเป็นผู้จัดสอบ ระดับย่วนซื่อถือเป็นการสอบคัดเลือกเพื่อคัดสรรข้าราชการเข้าปกครองในระดับอำเภอ หากผ่านการสอบระดับย่วนซิืื่อจะถูกเรียกขานว่า ซิ่วไฉ
ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <