การเกิดใหม่ของหมอหญิงเทวดา : ชายาท่านอ๋องปีศาจ
ข้อมูลเบื้องต้น
การเกิดใหม่ของหมอหญิงเทวดา : ชายาท่านอ๋องปีศาจ
“พวกเราจะอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิตงั้นหรือ เห็นทีครานี้วาจาท่านคงไร้สัจจะ”
.
‘เฉียวอวิ๋นซี’ คาดไม่ถึงเลยว่าตัวนางที่มีชีวิตมาถึงสองชาติภพจะถูกความรักบังตา
จนมองไม่เห็นการทรยศของสหายที่ไว้ใจที่สุด รวมถึงสามีของตนเอง
ความรักที่นางให้ ถูกพวกเขาตอบแทนด้วยยาพิษที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตนาง
.
แม้จะมีวิชาแพทย์ติดตัว แต่กลับไม่อาจรักษาให้ตัวเองได้
นี่คือความเศร้าสลดอย่างใหญ่หลวงของชีวิต!
.
นางขอสาบานในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่สองนี้
หากได้เกิดใหม่อีกครั้ง นางจะทำให้ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ ตายอย่างทรมานที่สุด
.
และสวรรค์ก็ได้มอบโอกาส ให้นางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง!
อวิ๋นซีกลับมาเพื่อแก้แค้น! นางยอมแต่งงานกับเขาเพื่อข้อตกลง เพื่อเป้าหมายในการแก้แค้นของนาง!
ข้อตกลงที่นางไม่รู้ว่านี่เป็นกับดักที่หมาป่าในร่างมนุษย์ได้วางเอาไว้…
เฉียวอวิ๋นซี : "ผู้ใดให้ท่านขึ้นเตียงของข้า? ผู้ใดให้ท่านนอนกับข้า? น่าตายยิ่งนัก!"
จวินเหยียน : “ไม่นะ เจ้าคงไม่ต้องการสละชีพเพื่อสามีของเจ้า สามีของเจ้าต้องการที่จะรักเจ้าไปชั่วชีวิต
รวมถึงต้องการให้เจ้าให้กำเนิดอวิ๋นซีน้อยหรือจวินเหยียนน้อยอีกสักสองสามคน”
เขาสวมกอดนางและพูดว่า
“ตราบเท่าที่เจ้าอยู่เคียงข้างข้า แม้ว่าสิ่งที่เจ้าจะต้องการคือทั้งอาณาจักรนี้ ข้าก็จะหามันมาให้เจ้าแน่นอน”
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘การเกิดใหม่ของหมอหญิงเทวดา : ชายาท่านอ๋องปีศาจ’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3NrJ42y
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
การทรยศอันโหดร้าย
แคว้นหนานเย่า เดือนสี่ ปีเสี้ยวเหวินที่ยี่สิบ
เดือนสี่ของเมืองหลวงกำลังอยู่ในฤดูกาลที่อากาศอบอุ่น เหล่าบุปผาพากันผลิบาน แต่ในตำนักเมฆาล่องแห่งจวนรัชทายาทกลับหนาวเหน็บข่มขวัญผู้คน ไม่อาจรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิแม้เพียงนิด
ห้องบรรทมภายในตำหนักเมฆาล่องมีหญิงสาวที่ดวงหน้าซีดเผือดและซูบผอมจนน่ากลัวกำลังนอนเอนกายอยู่ นางเหม่อมองไปยังม่านสีเรียบด้วยดวงตาล่องลอย มือที่ผอมเสียจนเห็นกระดูกค่อยๆ ลูบไปบนท้องนูนสูงอย่างแผ่วเบา ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตเยี่ยงนี้จะสิ้นสุดเมื่อไร ซ้ำร้ายนางที่เป็นวิชาแพทย์ แต่กลับไม่อาจรักษาให้ตัวเองได้ นี่คือความเศร้าสลดอย่างใหญ่หลวงของชีวิต
อีกทั้ง นางยังลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่ได้ส่องกระจกมานานเพียงไรแล้วด้วยเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวเองที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้…เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน นางได้ย้อนเวลามาเป็นบุตรสาวสายตรงของจวนเฉียวกั๋วกง [1] แห่งแคว้นหนานเย่าที่มีอายุเพียงสองขวบ เป็นคุณหนูมีตระกูลผู้เป็นศูนย์รวมของความรักนับพันนับหมื่น
ต่อมาเมื่อนางอายุสามขวบก็มีคารมคมคาย กิริยาท่วงท่างดงามอ่อนช้อย เป็นคุณหนูอวิ๋นซีแห่งตระกูลเฉียวที่หญิงสาวทั่วหล้าพากันอิจฉา ชายหนุ่มทั่วผืนพิภพพากันใฝ่ฝันหา ครั้นอายุสิบห้าถึงวัยปักปิ่น [2] นางก็ได้แต่งให้ชายผู้เป็นที่รักอย่างโอวหยางเทียนหัว และได้กลายเป็นหัวหวางเฟย [3] แห่งแคว้นหนานเย่า
ทันทีที่คิดถึงชายผู้นั้น หัวใจนางพลอยสั่นไหว มุมปากสวยค่อยๆ ยกขึ้น “ลูกเอ๋ย เจ้าต้องเข้มแข็ง แม่และเสด็จพ่อของเจ้าต่างรอคอยการมาถึงของเจ้า”
ในเวลาเดียวกันนั้นสาวน้อยวัยแรกแย้มสวมกงจวง [4] รัดเอวสีฟ้าอ่อน ในมือถือช่อดอกไม้งามสีสันสดใส นางแย้มยิ้มพลางเดินเข้ามาจนถึงข้างเตียงที่เฉียวอวิ๋นซีเอนกายอยู่แล้วจึงพูดว่า “พระชายาเพคะ ทอดพระเนตรดอกไม้เหล่านี้สิเพคะว่างดงามเพียงใด วันนี้หม่อมฉันเด็ดกลับมาหลายดอกเชียว ตั้งใจว่าจะนำไปวางไว้บนตู้เหนือพระแท่นบรรทม เช่นนี้พระองค์ก็จะสามารถทอดพระเนตรความงามของมันได้ตลอดเวลาอย่างไรเล่าเพคะ”
เฉียวอวิ๋นซีมองดูใบหน้างดงามน่ารักของอาเถาอย่างอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มบางๆ ออกมา เพียงแต่รอยยิ้มของนางในยามนี้ไม่อาจอ่อนหวานเสียจนผู้พบเห็นเป็นต้องอบอุ่นหัวใจเหมือนดั่งในยามเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเมื่อกาลก่อนอีกแล้ว รอยยิ้มของนางในตอนนี้ทำได้เพียงชวนให้คนข้างกายรู้สึกเวทนา ชวนให้คนนอกที่มาเยี่ยมเยือนเป็นต้องหวาดกลัว
“อาเถา ดอกไม้ที่เจ้านำมาช่างงดงามนัก ข้าชอบมาก” เสียงที่เอื้อนเอ่ยแหบแห้งเป็นอย่างมาก แค่ได้ยินก็ทำให้คนถึงกับขนลุกด้วยรู้สึกหวาดกลัว
“พระชายาเองก็งดงามเหมือนกับดอกไม้เหล่านี้เลยเพคะ” อาเถายิ้มพลางหยิบดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาออกจากแจกันกระเบื้องแล้วจึงเสียบดอกไม้สดใหม่ที่เพิ่งเก็บมาเข้าไปแทนที่
รอจนกระทั่งอาเถาเดินออกไป หญิงสาวที่สวมกงจวงรัดเอวสีฟ้าอ่อนเช่นเดียวกันจึงได้เดินเข้ามา นางใช้มือสองข้างช่วยประคองร่างเฉียวอวิ๋นซีขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วพูดด้วยเสียงอันเบา “พระชายาเพคะ สมุนไพรที่พระองค์ให้หม่อมฉันไปสืบหามีข่าวคราวมาแล้วเพคะ”
เมื่อเฉียวอวิ๋นซีได้ยินดังนั้นก็รีบคว้าจับมือของอีกฝ่ายไว้ด้วยความคาดหวังเต็มหัวใจ จากนั้นจึงพยายามกดเสียงของตนลงอย่างสุดความสามารถแล้วเอ่ยถาม “จริงหรือ? ตอนนี้อยู่ที่ใดกัน? ”
หลันจือมองเห็นความดีใจอันมากล้นของเฉียวอวิ๋นซีเมื่อได้ยินว่ามีข่าวคราวเรื่องสมุนไพรแล้ว นางกัดริมฝีปาก และใช้เวลาอีกเป็นนานกว่าจะเอ่ยตอบ “อยู่…อยู่ในมือของลู่หลิงฉิงเพคะ”
ไม่รู้ว่าข่าวคราวในตำหนักของเฉียวอวิ๋นซีหลุดลอดออกไปหรือไม่ แต่กว่าจะหาสมุนไพรหายากที่สามารถช่วยชีวิตพระชายามาได้ก็ช่างยากลำบากนัก ทว่าท้ายที่สุดสิ่งนั้นกลับไปตกอยู่ในมือของลู่หลิงฉิงเสียได้ ถึงกระนั้นหลังจากที่หลันจือรู้ นางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่งด้วยทราบดีว่าลู่หลิงฉิงผู้นั้นกับพระชายาของตนเป็นสหายผ้าเช็ดหน้ากัน [5] ไม่ว่าอย่างไรคนย่อมต้องยอมนำสมุนไพรออกมาช่วยเหลือพระชายาเป็นแน่
ทว่า ตอนที่รีบร้อนไปหาอีกฝ่ายด้วยตัวเอง คนผู้นั้นกลับตอบปฏิเสธ ทั้งยังบอกอีกด้วยว่าสมุนไพรหายากนี้ไม่ได้อยู่ในมือตนแล้ว ใน ณ เวลานั้นหัวใจของหลันจือเย็นเฉียบ พระชายาเห็นอีกฝ่ายเป็นดั่งกัลยาณมิตรที่ดีที่สุดมาตั้งแต่เล็ก ยิ่งกว่านั้น ครั้นลู่หลิงฉิงล้มป่วยก็เป็นคุณหนูของนางที่เชิญภิกษุอู๋เฉินผู้มีตบะสูงจากอารามฝอกวงมารักษาให้ คนถึงขนาดยอมร่วมเล่นวางหมากเป็นเพื่อนภิกษุเฒ่าที่อารามถึงสองวันสองคืนจนไม่ได้หลับพักผ่อนแม้แต่น้อย และในที่สุดก็สามารถเอาชนะภิกษุเฒ่ารูปนั้นจนได้ ทำให้เขายินดีลงจากเขามาเพื่อรักษาอาการป่วยให้ลู่หลิงฉิงเป็นการเฉพาะ แต่ในครานี้ลู่หลิงฉิงนั่นกลับทำกับพระชายาของนางเช่นนี้ได้ ทั้งยังแย่งชิงสามีสุดที่รักของพระชายาไปด้วย
หลันจือก้มหน้าลง ไม่รู้ว่าจะเปิดปากบอกเรื่องนี้กับเจ้านายของตนได้อย่างไร
“นางจะต้องรู้แน่ว่าข้ากำลังต้องการสมุนไพรชนิดนี้อยู่ นางจึงได้พยายามหามาให้” เฉียวอวิ๋นซียิ้มบางๆ พลางตบหลังมือของหลันจือเบาๆ หลันจือและอาเถาล้วนเป็นคนข้างกายที่นางใกล้ชิดสนิทสนมด้วยที่สุด และเชื่อใจมากที่สุด ดังนั้น เรื่องที่นางกับลู่หลิงฉิงเป็นสหายสนิทกัน หลันจือย่อมรู้ดี
“คุณหนู” หลันจือร้อนใจจนเผลอเรียกขานสรรพนามเก่าสมัยเฉียวอวิ๋นซียังไม่ออกเรือน ด้วยไม่คิดเลยว่า มาถึงบัดนี้แล้วคุณหนูของนางจะยังเชื่อใจสตรีจอมปลอมที่แสนชั่วร้ายเยี่ยงลู่หลิงฉิงอยู่อีก
เมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของหลันจือ เฉียวอวิ๋นซีจึงคิดอยากถามให้ชัดเจนว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้นกันแน่ แต่ด้านนอกกลับมีเสียงฝีเท้าและเสียงพูดของอาเถาดังลอดเข้ามา “ลู่หลิงฉิง ท่านมาทำอะไรที่นี่? ”
“พี่หญิง หลิงเอ๋อร์มาเยี่ยมท่านแล้ว” ลู่หลิงฉิงผู้เป็นเจ้าของเครื่องหน้างดงามสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงอ่อนเดินผ่านอาเถาเข้ามาด้านใน นางประดับยิ้มเต็มดวงหน้าตลอดทุกก้าวย่างกระทั่งเดินไปถึงข้างเตียงของเฉียวอวิ๋นซี แล้วจึงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่าวิธีการของฮองเฮา [6] จะได้ผลดีมากเลยนะเจ้าค่ะ วันนี้สีหน้าของพี่หญิงจึงได้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากเพียงนี้”
เฉียวอวิ๋นซีได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถึงองค์ฮองเฮาก็อดเลิกคิ้วถามไม่ได้ “นี่มันเรื่องอันใดกัน? วิธีการอะไรที่ว่าได้ผลดีมากหรือ? ”
“อ้าว พี่หญิงยังไม่ทราบหรอกหรือ? ข้านึกว่าพวกหลันจือจะแจ้งให้ท่านทราบแล้วเสียอีก” เมื่อพูดจบลู่หลิงฉิงก็ยิ้มแล้วนั่งลงที่ข้างเตียง นางกุมมือของเฉียวอวิ๋นซีไว้ ยิ้มหยดย้อยแล้วกล่าวต่อ “องค์ฮองเฮาตรัสว่าครึ่งปีมานี้พี่หญิงล้มป่วยมาโดยตลอด แม้แต่หมอหลวงจากสำนักหมอหลวงก็ยังไร้หนทางรักษา ส่วนภิกษุอู๋เฉินเองก็มีเหตุให้ต้องออกเดินทางไกล พระนางจึงมีดำริว่าควรจัดพิธีล้างความอัปมงคล [7] ให้พี่หญิงเสียสักหน่อย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลู่หลิงฉิงก็ยิ้มสดใสยิ่งกว่าเดิม ทันทีที่หลันจือเห็นท่าทางยโสนั้นก็รีบเข้ากุมมือพระชายาตน แล้วจึงเอ่ยเสียงเคร่ง “พอเถิด คุณหนูลู่ ข้าเกรงว่าพระชายาจะต้องการพักผ่อนแล้ว”
ลู่หลิงฉิงเมื่อได้ยินหลันจือใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดกับตน นางก็ไม่รอช้ารีบยื่นมือออกมาทันที “หลันจือ ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นสาวใช้ข้างกายของพี่หญิงที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด แต่เจ้าจะมาพูดจาเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะ เพราะเรื่องที่ข้าจะแต่งเข้าจวนรัชทายาทมาเป็นชายารองก็นับเป็นเรื่องดี อีกทั้งในใจข้าเองก็รู้สึกยินดียิ่งกับการได้ร่วมแบ่งปันนี้กับพี่หญิง”
“พี่หญิง ท่านดูหลันจือสิ นางพูดเช่นนี้กับน้องได้เยี่ยงไร ข้าเองก็ทำเพื่อพี่หญิง ถึงได้ตกลงตบแต่งเข้าจวนรัชทายาทมาเป็นชายารอง และข้าก็เชื่อมั่นว่าพี่หญิงจะต้องเข้าใจความทุ่มเทนี้ของข้าแน่” ลู่หลิงฉิงพูดจบก็มองดูเฉียวอวิ๋นซีที่ตะลึงค้างไปด้วยท่าทางน่าสงสาร
เฉียวอวิ๋นซีจ้องมองลู่หลิงฉิงอย่างไม่อยากเชื่อเล็กน้อย และเงียบเป็นนานกว่าจะสงบจิตสงบใจลงได้ จากนั้นจึงเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าบอกว่าเจ้าจะแต่งเข้าจวนรัชทายาท มาเป็นชายารองของเทียนหัว…”
น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความสั่นไหวและเศร้าใจอยู่หลายส่วน และท่าทางเช่นนี้ของนางก็ทำให้ใจของหลันจือและอาเถารู้สึกราวกับถูกบีบรัด
ภายนอกของลู่หลิงฉิงดูราวกับเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา นางแย้มยิ้มอย่างน่ารักแล้วพยักหน้า อีกทั้งดวงหน้านั้นยังปรากฏรอยเลือดฝาดจางๆ ในท่าทางคลับคล้ายคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งรักยามเฝ้าคะนึงหาคนรัก และแทบจะในทันทีที่เฉียวอวิ๋นซีเห็นท่าทางในยามนี้ของลู่หลิงฉิง นางก็สามารถทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ ด้วยเพราะสีหน้าท่าทางเช่นนี้ ตัวนางเองก็เคยมีเมื่อแรกรัก
“พี่หญิง พวกเราเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ทว่าวันหน้าไม่แคล้วให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีก ยิ่งกว่านั้นองค์รัชทายาทยังได้ตรัสแก่ข้าว่า เมื่อข้าเข้ามาอยู่ในจวนนี้แล้วจะต้องคอยแบ่งเบาภาระ ช่วยเหลือพี่หญิงดูแลจัดการจวนรัชทายาทให้ดี” ลู่หลิงฉิงพูดพลางก้มหน้างุดคล้ายหญิงสาวที่กำลังเขินอาย
“ข้ารู้แล้ว ยินดีกับเจ้าด้วย” เฉียวอวิ๋นซีกดข่มความเกรี้ยวกราดและไม่ยินยอมในใจลงไป นางทำให้ตนเองดูเป็นเมฆบางลมเบา [8] ให้ตนเองไม่ดูน่าอนาถถึงเพียงนั้น
ลู่หลิงฉิงยังคงพูดพล่ามถึงเรื่องความเป็นไปในตอนนี้ของจวนรัชทายาทอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด รวมถึงเรื่องที่ว่าองค์รัชทายาทละเอียดรอบคอบและเป็นห่วงเป็นใยในตนเองมากมายเพียงไร ทว่า ในทุก ๆ ถ้อยคำของนางก็ราวกับเป็นมีดแหลมคมที่ค่อยๆ กรีดลงไปบนหัวใจของเฉียวอวิ๋นซีอย่างรุนแรงทีละแผล ทีละแผล
“เอาล่ะ ยามนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยมากแล้ว เจ้ากลับไปก่อนเถิด” พูดจบเฉียวอวิ๋นซีก็ให้หลันจือประคองนางนอนลงบนเตียง แล้วจึงหลับตาลงราวกับว่านอนหลับไปแล้วก็ไม่ปาน
ลู่หลิงฉิงที่ถูกขัดเสียจนทำให้หมดสนุกเผยอปากเล็กๆ ขึ้น นิ่งเงียบไปชั่วครู่จึงได้เอ่ยปาก “เจ้าค่ะ เช่นนั้นพี่หญิงก็พักผ่อนให้สบาย น้องจะกลับไปเตรียมการเรื่องงานแต่งแล้ว”
เฉียวอวิ๋นซีเพียงส่งเสียง อืม เรียบๆ กลับไปเสียงหนึ่ง
รอกระทั่งลู่หลิงฉิงเดินจากไปแล้ว อาเถาที่อดรนทนไม่ไหวถึงกับสบถด่าอย่างไม่ยินดียินร้าย “สมควรตายยิ่งนัก ริอาจมาแย่งสามีของคุณหนูไป แล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาโอ้อวดถึงที่นี่อีก”
หลันจือเหลียวมองพระชายาองค์รัชทายาทเฉียวอวิ๋นซีที่ไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำ ก่อนจะกดเสียงต่ำพูดกับอาเถา “เงียบเสีย เจ้าออกไปดูหน่อยสิว่าโอสถของพระชายาเคี่ยวเสร็จแล้วหรือยัง”
หลังจากที่อาเถาออกไป หลันจือถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะจัดผ้าห่มให้เฉียวอวิ๋นซี “พระชายาเพคะ หากว่าทรงเสียพระทัยก็กรรแสงออกมาเถิด เมื่อก่อนท่านเคยบอกหม่อมฉันว่า เมื่อร้องไห้เสร็จแล้วก็ต้องเข้มแข็งขึ้นมาใหม่ให้ได้อีกครั้ง ยิ่งกว่านั้น ยามนี้ในพระครรภ์ของพระองค์มีพระราชนัดดาขององค์ฮ่องเต้อยู่นะเพคะ”
เฉียวอวิ๋นซีไม่ได้ตอบหลันจือ นางทำเพียงหลับตา วางมือลงเบาๆ บนหน้าท้องของตนเพื่อรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเด็กในครรภ์ จากนั้นจึงเผยยิ้มที่ไม่อาจคาดเดาได้ออกมา
คาดไม่ถึงเลยว่าตัวนาง หรือเฉียวอวิ๋นซีผู้นี้จะมีชีวิตมาได้ถึงสองชาติด้วยจิตใจที่ดีงามเพียงนี้ แต่แล้วสิ่งที่ได้รับกลับมา กลับกลายเป็นเพียงการทรยศสองต่อจากทั้งสหายที่ไว้ใจที่สุดและสามีของตนเอง
———————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] กั๋วกง(国公)ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ชั้นกง (公爵) สำหรับเชื้อพระวงศ์ชาย ขั้น 1 ชั้นรอง กั๋วกงเป็นตำแหน่งเริ่มต้นสำหรับพระโอรสในองค์ฮองเต้ทุกพระองค์ หากมีผลงานก็สามารถเลื่อนขึ้นเป็นจวิ้นอ๋องและเป็นอ๋องได้ตามลำดับ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้
[2] วัยปักปิ่น(及笄)พิธีปักปิ่น ในยุคสมัยจีนโบราณเมื่อเด็กสาวมีอายุได้ 15 ปีก็จะถือเป็นวัยที่สามารถออกเรือนได้แล้ว เรียกว่าวัยปักปิ่น(及笄) แต่จะต้องผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะที่เรียกว่าพิธีปักปิ่น (及笄礼) เสียก่อน ซึ่งในพิธีนี้เด็กสาวจะต้องรวบผมมัดเป็นมวยไว้กลางศีรษะ ส่วนเหล่าผู้อาวุโสก็จะเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อสตรีมาช่วยกันปักปิ่นให้เด็กสาวคนนั้น เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเด็กสาวคนนั้นเติบโตแล้ว
[3] หวางเฟย(王妃)ตำแหน่งพระชายาเอกในอ๋อง
[4] กงจวง(宫装)ชุดที่นางกำนัลในราชสำนักสวมใส่
[5] สหายผ้าเช็ดหน้า(手帕交)หมายถึง สหายหญิงที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอย่างสนิทชิดเชื้อ
[6] ฮองเฮา(皇后)ตำแหน่งพระมเหสีเอก หรือภรรยาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้
[7] พิธีล้างความอัปมงคล(冲冲喜)เป็นความเชื่อหนึ่งในสมัยจีนโบราณ เมื่อมีคนเจ็บป่วยเป็นเวลานาน ครอบครัวนั้นก็จะจัดงานมงคลครื้นเครงขึ้นมาในบ้านเพื่อเป็นการขจัดความชั่วร้าย
[8] เมฆบางลมเบา(云淡风轻)หมายถึง ปลอดโปร่งแจ่มใส
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
จากไปด้วยความเคียดแค้น
ท้ายที่สุดลู่หลิงฉิงก็ไม่ได้มอบสมุนไพรหายากนั้นให้พระชายา และนับแต่วันนั้นพระชายาก็ไม่ได้ปรากฏกายออกมาอีกเลย ส่วนสามีที่นางปฏิบัติด้วยความจริงใจเสมอมาอย่างโอวหยางเทียนหัวนั้นก็ยิ่งไม่ปรากฏตัวออกมาเช่นกัน แล้วนับประสาอะไรกับคำอธิบายสักคำ
วันที่เจ็ด เดือนห้า ลู่หลิงฉิงก็ได้แต่งเข้าจวนรัชทายาทสมใจปรารถนา และได้เป็นชายารองของโอวหยางเทียนหัวอย่างถูกต้อง ในตอนนั้นเองเฉียวอวิ๋นซีก็ให้สาวใช้ช่วยประคองร่างตนออกมาเอนกายรับแสงอรุณบนตั่งกุ้ยเฟย [1] ที่ตั้งอยู่ในสวนอย่างที่น้อยครั้งจะทำพลางสดับรับฟังเสียงอึกทึกครื้นเครงของงานมงคลที่เรือนด้านหน้า
“พระชายาเพคะ อย่าได้ทรงคิดมากไปเลยนะเพคะ ไม่ว่าจะมีคนเข้ามาในจวนรัชทายาทนี้อีกสักกี่คน แต่ท่านก็จะยังคงเป็นชายาเอกในองค์รัชทายาท นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีสตรีนางใดจะมาแทนที่ได้เพคะ” อาเถานวดขาให้เฉียวอวิ๋นซีเบาๆ ด้วยหวังจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เป็นนายได้รู้สึกถึงผิวสัมผัส และจะได้เป็นการช่วยฟื้นฟูร่างกายให้เร็วขึ้นอีกหน่อย
เฉียวอวิ๋นซีถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะลูบไล้หน้าท้องที่มีความรู้สึกของตนอย่างแผ่วเบา อันที่จริงตอนนางตั้งครรภ์ได้ไม่ถึงสองเดือน จู่ๆ ร่างกายก็เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นอย่างกะทันหัน เริ่มต้นด้วยฝ่าเท้าที่ค่อยๆ ชาจนไร้ความรู้สึกไป และไม่อาจเดินเหินได้อย่างปกติ จากนั้นอวัยวะช่วงล่างของนางก็ค่อยๆ สูญเสียความรู้สึกไปจนหมด แม้แต่กระเพาะก็ราวกับมีปัญหาเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะไม่ว่านางจะกินเข้าไปมากมายแค่ไหน ร่างกายก็ยิ่งผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นนางก็เปลี่ยนจากหญิงงามมากความสามารถอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงมาเป็นหญิงที่มีรูปลักษณ์ราวกับปีศาจ ทำให้ข้างกายนางเหลือสาวใช้เพียงสองคน คือหลันจือและอาเถาที่ยินดีรั้งอยู่ตำหนักชั้นในเพื่อดูแลรับใช้นาง ส่วนคนที่เหลือเกรงว่าคนคงไม่อยากพบเห็นแม้แต่ใบหน้าของนางอีกแล้ว เพราะกลัวว่าเมื่อตกกลางคืนจะเก็บไปฝันร้าย
เฉียวอวิ๋นซีครุ่นคิดถึงอดีตแล้วพาลให้อยากจะร่ำไห้ขึ้นมา ทั้งยังนึกอยากจะไปโวยวายใหญ่โตเสียสักรอบ ทว่าศักดิ์ศรีของนาง ความทระนงของนาง รวมถึงร่างกายที่สมควรตายเช่นนี้ไม่อนุญาตให้นางทำเช่นนั้น
เมื่อหลันจือเห็นว่า ไม่ว่าตนจะทำอย่างไร ผู้เป็นนายก็ไม่ยอมปริปากพูด ทำให้ในใจยิ่งวิตกกังวล “พระชายา ได้โปรดตรัสอะไรกับพวกหม่อมฉันบ้างเถิดเพคะ หรือต่อให้ท่านจะตบตีหม่อมฉัน จะกล่าวโทษที่หม่อมฉันทำงานไม่ได้เรื่อง ไม่อาจนำสมุนไพรชนิดสุดท้ายมามอบให้ท่านได้ก็ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันขอแค่เพียงพระชายาอย่าได้ทรงทรมานพระองค์เองเช่นนี้…หากท่านกั๋วกงและฮูหยินมาเห็นเข้าจะต้องปวดใจเป็นแน่”
เมื่อนึกถึงว่าคุณหนูของตนเป็นถึงบุตรีสายตรงแห่งจวนเฉียวกั๋วกงที่เดิมทีถูกประคบประหงมรักใคร่จากคนในตระกูลมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เล็กจนโต แต่วันนี้กลับต้องมาพบเจอกับความลำบากเช่นนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ยินยอม ทว่าคุณหนูกลับไม่อนุญาตให้นางนำเรื่องนี้ไปบอกแก่ท่านกั๋วกงและฮูหยิน และไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็จะขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว หลันจืออดคิดไม่ได้ว่าคุณหนูของตนต้องพบเจอกับความยากลำบากมากเกินไปแล้ว
เฉียวอวิ๋นซีมองไปยังเรือนด้านหน้า ทั้งยังได้ยินมาว่าชายผู้นั้นตั้งใจจะมอบเรือนเด็ดดาราให้เป็นที่พำนักในวันหน้าแก่ลู่หลิงฉิง นางจึงได้แต่หัวเราะขมขื่นกับตัวเอง แท้จริงแล้วเรือนเด็ดดารานั้นเป็นนางที่ออกแบบขึ้นด้วยตัวเอง เพื่อให้เป็นที่พำนักในวันหน้าแก่บุตรในครรภ์ตน ทว่ายามนี้กลับต้องกลายมาเป็นที่พำนักของหญิงชั้นต่ำเยี่ยงลู่หลิงฉิง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฉียวอวิ๋นซีก็อดหัวเราะเสียงดังออกมามิได้ “โอวหยางเทียนหัว ลู่หลิงฉิง พวกท่านช่างโหดร้ายเสียจริง”
เฉียวอวิ๋นซีที่ไม่ได้พูดมาหลายวัน จู่ๆ ก็ตะโกนออกมาเสียงดังเพียงประโยคหนึ่งพร้อมด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบไล้โหนกแก้มที่ซูบตอบของตนอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อใกล้ถึงยามจื่อ [2] จู่ๆ ก็มีทหารหลวงหลายนายมายังตำหนักเมฆาล่อง เพื่อพาเฉียวอวิ๋นซีไปยังเรือนเด็ดดารา ทันทีที่มาถึงนางได้แต่พิศดูเรือนงามที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราโออ่า ทั้งยังไม่สูญเสียความสง่าสูงส่ง ก่อนจะหันมองชายหญิงคู่หนึ่งในชุดแดงมงคลที่ยืนอยู่ตรงหน้า
สายตาของเฉียวอวิ๋นซีหยุดลงบนร่างของโอวหยางเทียนหัวผู้หล่อเหลา “เหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้กับข้า เหตุใดจึงต้องทรยศข้า ท่านเคยกล่าวแก่ข้าว่า พวกเราจะอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิต เห็นทีครานี้วาจาท่านคงไร้สัจจะ”
เสียงที่เปล่งออกมาไม่ได้ดังอย่างที่คิด และทันทีที่เสียงแหบแห้งแผ่วเบานั้นลอยเข้าหูของชายหนุ่ม หัวคิ้วของโอวหยางเทียนหัวก็ถึงกับขมวดเข้าหากัน “อวิ๋นซี ข้าผู้นี้เป็นถึงรัชทายาท แน่นอนว่าไม่อาจมีเพียงเจ้าอยู่ข้างกายได้ อีกประการหนึ่ง ในวันนี้เหตุที่ข้าแต่งหลิงเอ๋อร์เข้ามาก็เพื่อเป็นการล้างความอัปมงคลให้เจ้า หากให้พูดตามจริง เจ้าควรจะขอบคุณหลิงเอ๋อร์ให้มากถึงจะถูก”
เฉียวอวิ๋นซีรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องตลกร้ายที่ตลกที่สุดนับแต่ที่นางเคยได้ยินมา นางหัวเราะเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าต้องขอบคุณนางที่ช่วยทรยศความสัมพันธ์ฉันพี่น้องสิบกว่าปีระหว่างเรา ข้าต้องขอบคุณนางที่ช่วยแย่งชิงสามีของข้าไป ข้าต้องขอบคุณนางที่ช่วยทำลายครอบครัวของข้า เช่นนั้นหรือ? ”
เมื่อพูดจบ นางก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ “คงเป็นข้ากระมังที่ละโมบมาโดยตลอด ทั้งยังหลงเชื่อในคำสัญญาขององค์ชายเยี่ยงท่าน ฮ่าฮ่า ถ้อยคำที่เคยบอกว่านับแต่นี้ชั่วชีวิตจะมีเพียงข้าเป็นสตรีหนึ่งเดียว ถ้อยคำที่เคยบอกว่าวันหน้าต่อให้ต้องขึ้นครองราชย์ก็จะยังมีข้าเพียงคนเดียว…ข้า เฉียวอวิ๋นซีมีชีวิตอยู่มานานเพียงนี้ มิคาดจะตกหลุมพรางคำลวงที่น่าขำเยี่ยงนี้ได้”
โอวหยางเทียนหัวได้ยินถ้อยคำเหยียดหยันก็ส่งเสียงเฮอะอย่างเย็นชาแทบจะในทันที “หากว่าบิดาและพี่ชายเจ้ายอมช่วยเหลือข้าเป็นอย่างดี ซื่อสัตย์ต่อแคว้นหนานเย่า ไม่ว่าอย่างไรตัวเจ้าก็จะยังเป็นชายารัชทายาทอยู่วันยังค่ำ แต่น่าเสียดายนักที่บิดาและพี่ชายเจ้ามีใจทะเยอทะยานมากเกินไปถึงกับยอมร่วมมือกับศัตรูเพื่อขายชาติ ดังนั้น นับแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ใต้หล้านี้จะไม่มีจวนเฉียวกั๋วกง ไม่มีตระกูลเฉียวอีกต่อไป…แล้วเจ้าคิดว่าตำแหน่งชายารัชทายาทนี้ ข้าควรจะให้สตรีเช่นเจ้าได้ตำแหน่งนี้ไปหรือ น่าขำสิ้นดี”
เมื่อเฉียวอวิ๋นซีได้ยินว่าบิดามารดาและพี่ชายเกิดเรื่องขึ้นแล้ว นางก็เริ่มพูดเสียงเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็นมา “โอวหยางเทียนหัว บิดามารดาและพี่ชายข้าตอนนี้เป็นเช่นไร เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา บอกข้ามา ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด? ”
ไม่มีทางแน่ที่บิดาและพี่ชายของนางจะร่วมมือกับศัตรูขายชาติเช่นนั้น ด้วยเรื่องนี้จะต้องมีคนใส่ร้ายพวกเขาแน่
ลู่หลิงฉิงหัวเราะคิกคักก่อนจะกล่าว “พี่หญิง ตัวท่านเองก็ยังจะเอาตัวไม่รอดเลย แต่ยังมีใจไปคิดถึงบิดามารดาและพี่ชายของท่านอีก ช่างเป็นคนกตัญญูรู้คุณคนเสียจริงๆ ถ้าเช่นนั้น…ในฐานะที่เรารู้จักกันมาสิบกว่าปี น้องจะช่วยบอกพี่หญิงให้ก็แล้วกัน ยามนี้คนตระกูลเฉียวถูกจองจำทั้งหมดแล้ว พรุ่งนี้ยามอู่ [3] จะถูกตัดสินประหารชีวิต”
เฉียวอวิ๋นซีมองใบหน้าโอวหยางเทียนหัวผู้เป็นที่รัก ก่อนจะกู่ตะโกนเสียงดังราวกับหัวใจถูกฉีกกระชากออกจากกัน “โอวหยางเทียนหัว ท่านมันคนโหดเหี้ยม ข้า เฉียวอวิ๋นซีและคนตระกูลเฉียวไม่เคยทำผิดต่อท่านเลยสักครา แต่เหตุใดจึงต้องถึงขั้นไม่ไว้หน้า ไม่ไว้ชีวิตเช่นนี้? ”
“…หรือว่าท่านลืมไปแล้ว…ปีเสี้ยวเหวินที่สิบเจ็ดที่ท่านต้องพิษ ในตอนนั้นทุกคนล้วนบอกว่าท่านหมดหนทางช่วย ไร้ทางเยียวยาแล้ว และเป็นข้ามิใช่หรือที่ขึ้นเขาหม่างซานไปเพียงลำพัง ทั้งหมดนั่นก็เพื่อท่าน แต่สุดท้ายกลับเป็นข้าที่โดนพิษงูจนหายใจรวยริน…หรือว่าท่านลืมไปแล้ว เมื่อสองปีก่อนตอนที่ท่านนำทัพไปฝั่งตะวันตก และถูกพวกซีม่อจับตัวไป ก็เป็นพี่ชายข้าที่ไม่หวั่นกลัวความตาย ไปช่วยท่านออกมาได้สำเร็จ และเมื่อสองเดือนก่อนตอนที่ท่านถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาท ก็เป็นข้าที่ไม่ได้หลับได้นอนคอยอยู่ดูแลปรนิบัติเสด็จพ่อแทนท่าน กระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือนเต็มๆ ด้วยความเหนื่อยยากทนลำบากของข้าที่ท้ายที่สุดเสด็จพ่อจึงได้ตัดสินใจแต่งตั้งท่านเป็นรัชทายาท แต่ตอนนี้ท่านกลับตอบแทนบุญคุณข้าด้วยความแค้นเช่นนี้ คนเยี่ยงท่านจะต้องไม่ตายดีแน่”
ลู่หลิงฉิงมองดูเฉียวอวิ๋นซีที่ราวกับคนสิ้นสติ ก่อนจะเดินช้าๆ ไปข้างกายนางแล้วบีบปากนางให้เปิดออกอย่างรุนแรง จากนั้นจึงยัดโอสถเม็ดหนึ่งเข้าไปในปาก
เฉียวอวิ๋นซีถูกป้อนโอสถที่ทำให้เป็นใบ้อย่างฉับพลัน ทันทีที่นางกลืนลงคอไปก็ไม่อาจส่งเสียงใดๆ ได้อีก นางทำเพียงส่ายศีรษะไม่หยุด พยายามกรีดร้องอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนที่ร่างจะหล่นจากเก้าอี้กระทบลงพื้น
ลู่หลิงฉิงทำเพียงมองสตรีใบ้ด้วยสายตาเรียบเฉยปราดหนึ่ง โดยไม่มีแม้แต่จะคิดเข้าช่วยประคอง สำหรับนางแล้วจุดจบของเฉียวอวิ๋นซีในตอนนี้นับเป็นสิ่งหนึ่งที่แม้แต่ในฝันก็ยังอยากเห็น ความจริงแล้วนางกับเฉียวอวิ๋นซีเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ตัวนางเองก็ถือเป็นบุตรสาวสายตรงของจวนกั๋วกง สถานะทางสังคมหาได้ต่ำต้อย แต่เหตุใดนางถึงไม่โชคดีได้แต่งให้องค์รัชทายาทบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้นางอดริษยาอีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งยังคิดอยากแย่งชิงทุกสิ่งอย่างที่เป็นของเฉียวอวิ๋นซีมาเป็นของตน
ลู่หลิงฉิงยิ้มอย่างงดงามพร้อมปรายตามองโอวหยางเทียนหัวไปทีหนึ่ง จากนั้นจึงรุดไปด้านหน้าเพื่ออิงแอบข้างกายชายหนุ่มเบาๆ ร่างของคนทั้งสองแนบชิดสนิทกัน แต่นางยังมิวายยืนกระมิดกระเมี้ยนไปมา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “องค์รัชทายาทเพคะ คืนนี้เป็นคืนเข้าหอของเราสอง ท่านอยากให้พี่หญิงมาดูพวกเราเข้าหอหรือไร? ”
โอวหยางเทียนหัวหัวเราะร่วน “ความคิดนี้นับว่าไม่เลว ให้นางอยู่ที่นี่มองดูพวกเราร่วมหอกันเถอะ”
เฉียวอวิ๋นซีได้แต่ฟังเสียงที่ดังมาจากเตียงที่อยู่ไม่ไกลนัก นางกำหมัดทุบลงบนพื้นพลางกรีดร้องโดยไร้เสียงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ช่างน่าเสียดายที่ยามนี้ไม่มีใครสนใจนางเลยสักคน
ทว่า จู่ๆ นางก็รู้สึกเจ็บท้องอย่างรุนแรง ซึ่งนับเป็นความเจ็บปวดที่มากที่สุดเท่าที่เคยประสบ ทำให้นางนึกอยากเรียกคนมาพาตนกลับไปยังตำหนักเมฆาล่อง และในตอนนั้นเองที่น้ำคร่ำแตกเป็นสัญญาณที่บ่งชัดว่านางกำลังจะคลอดแล้ว ถึงกระนั้นไม่ว่านางจะพยายามออกแรงอย่างไร เสียงก็ไม่ออกมาแม้แต่น้อย
ชั่วขณะนั้นนางชี้ไปที่ตู้ด้านข้าง เพื่อให้หลันจือหยิบขวดยาบางอย่างจากในตู้ออกมาให้ และหลังจากที่ได้กินยาถอนพิษเข้าไปเม็ดหนึ่งแล้ว ในที่สุดนางก็สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
เฉียวอวิ๋นซีดึงมือหลันจือเข้ามาหาตนด้วยท่าทีร้อนรน ก่อนจะสั่งเสียงเบา “หลันจือ อย่าร้อง เจ้าฟังนะ หากว่าข้าตาย เจ้าจงหาวิธีให้คนนำโอสถขวดสีขาวลายดอกสีฟ้าที่อยู่ในตู้ของข้าใส่ลงไปในอาหารของรัชทายาท”
โอวหยางเทียนหัวเจ้าคนไร้คุณธรรม ข้าเองก็จะทำเฉกเช่นที่เจ้าทำ แม้ตัวข้าจะต้องตายจาก แต่ข้าก็จะไม่ให้เจ้าได้อยู่ดี
เมื่อพูดจบแล้ว ไม่นานหมอตำแยก็เข้ามา ในตอนนั้นนางอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วหันมองไปทางหลันจือทีหนึ่ง ในสายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเว้าวอน ในอีกทางหนึ่งนางก็ให้ความร่วมมือกับหมอตำแยเป็นอย่างดีเพื่อพยายามคลอดลูกออกมาให้จงได้ ไม่ว่าอย่างไรเด็กคนนี้ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง นางเพียงอยากให้ลูกได้ออกมาดูโลกนี้อย่างปลอดภัย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดหมอตำแยก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “คลอดแล้ว คลอดแล้ว เป็นจวิ้นจู่ [4] น้อยเพคะ”
หลันจือมองเฉียวอวิ๋นซีที่เหนื่อยล้า ก่อนจะหันมาพยักหน้ารับคำ จากนั้นจึงอุ้มเด็กน้อยไปเช็ดเนื้อตัวให้สะอาดสะอ้าน ทว่าในตอนที่หมอตำแยกำลังจัดการขั้นสุดท้าย ในห้วงแห่งความงุนงง ภาพเบื้องหน้าที่พร่าเลือน เสียงของลู่หลิงฉิงกลับดังขึ้นขัด “พี่หญิง ข้ามีข่าวจะมาบอกท่าน ตอนนี้เลยยามอู่ไปแล้ว คนตระกูลเฉียวร้อยกว่าชีวิตศีรษะตกถึงพื้นกันหมดแล้ว”
ตระกูลเฉียวนับเป็นจุดอ่อนของเฉียวอวิ๋นซี ไม่ว่าจะบิดามารดาและเหล่าพี่น้องชายหญิงในตระกูลล้วนเป็นบุคคลที่นางใส่ใจมากที่สุด ทันทีที่ได้ยินถ้อยคำของลู่หลิงฉิง นางก็ถึงกับลืมตาโพลงเพื่อมองดูสตรีตรงหน้าที่กำลังแย้มยิ้มอย่างงดงาม หากว่าในตอนนี้นางยังพอมีเรี่ยวแรง นางก็คงเข้าสังหารคนผู้นี้เสียให้สิ้นตรงนี้ แต่จู่ๆ เพียงชั่วลัดนิ้วนางก็รู้สึกได้ถึงโลหิตอุ่นที่ล้นทะลักออกจากร่างกายเบื้องล่าง ภายในห้องคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
“พระชายาตกเลือดแล้ว พระชายาตกเลือดแล้ว”
เฉียวอวิ๋นซีจ้องมองลู่หลิงฉิงด้วยความเจ็บปวดเคียดแค้น ก่อนจะตะโกนเสียงดังด้วยความเกรี้ยวกราด “โอวหยางเทียนหัว ตระกูลลู่ พวกเจ้าใส่ร้ายคนในจวนเฉียวกั๋วกง ทำให้ตระกูลเฉียวของข้าทั้งหนึ่งร้อยแปดสิบชีวิตต้องสิ้นใจ ข้าขอสาบาน หากได้เกิดใหม่อีกครั้ง ข้าจะทำให้พวกเจ้า ชายโฉดหญิงชั่วเป็นต้องโดนห้าม้าแยกร่าง [5] ให้จงได้”
———————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] ตั่งกุ้ยเฟย(贵妃榻)เก้าอี้ยาวมีที่เท้าแขนข้างหนึ่งให้เอนนอนได้ ถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง โดยสตรีสูงศักดิ์ในวัง เช่น อัครชายา (กุ้ยเฟย) และราชชายา (เซียงเฟย) นิยมใช้เอนกายพักผ่อนอิริยาบถ
[2] ยามจื่อ (子时) ช่วงเวลาระหว่าง 23:00 น. - 01:00 น.
[3] ยามอู่ (午时)ช่วงเวลาระหว่าง 11:00 น. - 13:00 น.
[4] จวิ้นจู่ (郡主)ตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิง เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่ 3 ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะต้องเป็นพระธิดาของชินอ๋องและชายาเอก
[5] ห้าม้าแยกร่าง (五马分尸) เป็นวิธีการประหารชีวิตอย่างหนึ่งของจีนโบราณ โดยใช้เชือกมัดแขนขาและศีรษะไว้กับม้าหรือรถม้าทั้ง 5 ทิศ ก่อนจะให้ม้าทั้งห้าควบออกไปเพื่อฉีกร่างมนุษย์ออกจากกัน
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
เกิดใหม่ด้วยความระคนแค้น
เฉียวอวิ๋นซีรู้สึกปวดหัวมากเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้ว่าหมดสติไปเมื่อใด นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ก่อนจะมองเห็นเพียงหน้าผาสูงชันเบื้องหน้า โดยที่ตนเองนั้นกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหญ้าใต้หน้าผานั้น
นางนอนอยู่เช่นนั้นพลางมองไปรอบๆ ทั้งสี่ด้าน ดูไปแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าที่นี่จะต้องเป็นภูเขารกร้างอย่างแน่นอน แต่ว่าเหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้นางจำได้เพียงว่าตนเองเพิ่งให้กำเนิดบุตรสาว หลังจากนั้นก็ตกเลือด และในตอนที่สติของตนกำลังจะล่องลอยไป จู่ๆ ความเจ็บปวดที่มาจากขาก็ทำให้นางอดขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ได้
นี่ขานางมีความรู้สึกแล้ว?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็กัดฟัน ลองลุกขึ้นนั่ง สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ นางสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกับแค่การลุกขึ้นนั่ง
“นี่มันเรื่องอะไรกัน? ” นางรู้สึกปวดหัวอีกครั้งพร้อมๆ กับมีภาพมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาในสมอง
“นี่ ข้ามาเกิดใหม่แล้วหรือ” นางมองไปรอบๆ สีหน้าสับสนงุนงง
หากพิจารณาจากข้อมูลที่ตนได้รับมา ตอนนี้นางกำลังอยู่บนเขาลูกใหญ่นอกนครหานโจวแห่งแคว้นหนานเย่า ในชาตินี้นางเป็นบุตรสาวของเถ้าแก่โรงหมอยาในนครหานโจว แซ่อวิ๋น มีนามว่าซี [1] ปีนี้อายุสิบห้า นางอาศัยอยู่กับบิดาชราผู้หนึ่ง ซึ่งวันนี้นางได้ติดตามบิดาขึ้นเขามาเพื่อเก็บสมุนไพร ทว่า เพราะสมุนไพรหายากกอหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าผาสูงชันดึงดูดใจนางเสียจนอดไม่ได้ให้ต้องแอบบิดามาเด็ด สุดท้ายจึงพลัดตกลงมาจากด้านบน
ทว่า เมื่อหวนนึกถึงเรื่องราวที่ตนประสบมาในชาติก่อนอีกครั้ง ริมฝีปากของนางก็ค่อยๆ โค้งขึ้นน้อยๆ “โอวหยางเทียนหัว ลู่หลิงฉิง สวรรค์ไม่ทอดทิ้งข้า ข้า เฉียวอวิ๋นซีจะให้พวกเจ้าได้ชดใช้เลือดด้วยเลือด”
ถึงแม้สถานะของร่างนี้จะต่ำต้อย และการแก้แค้นถือเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่สำหรับนางแล้ว ขอแค่ได้มีชีวิตอยู่ ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องแก้แค้นให้บิดาพี่ชายและคนในตระกูลเฉียวให้ได้อย่างแน่นอน ขอแค่มีชีวิตอยู่ก็นับว่ามีหวังแล้ว
ในตอนนี้ขานางที่บาดเจ็บตั้งแต่ตอนพลัดตกลงมาจากหน้าผาสูง ทำให้นางได้แต่ต้องค่อยๆ เดินไปเก็บตะกร้าสะพายหลังของตนที่ตกลงมาพร้อมกันจนยับเยินไปหมด นางหยิบสมุนไพรกอนั้นที่อยู่ด้านในออกมา จากนั้นก็เริ่มเดินไปตามเส้นทางในความทรงจำเพื่อตามหา ‘บิดา’ ของตนเอง
เดินไปอีกไม่ไกลนัก เสียงตะโกนของอวิ๋นซานผู้เป็น ‘บิดา’ ก็ดังลอยมา “อาซี เจ้าอยู่ที่ใด? ”
เมื่อเฉียวอวิ๋นซีได้ยินน้ำเสียงร้อนรนนั้น จมูกนางก็แดงขึ้นน้อยๆ คนผู้นั้นคือบิดาของอวิ๋นซี หาใช่บิดาของนาง เฉียวอวิ๋นซี ไม่ เพราะบิดาของนางถูกคนชั่วใส่ร้ายจนตอนนี้ศีรษะหล่นลงพื้นไปเสียแล้ว
หญิงสาวกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นสั่งสม จากนั้นจึงแหงนมองท้องนภาสีฟ้าสดใส แล้วพึมพำกับตัวเอง “ท่านพ่อท่านแม่ ท่านพี่ ท่านลุงท่านอา พวกท่านทุกคน อวิ๋นซีจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี และจะต้องแก้แค้นให้พวกท่านให้ได้”
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงตะโกนที่ยิ่งร้อนรนขึ้นทุกขณะของอวิ๋นซาน นางก็รีบขานรับ “ท่านพ่อ ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ”
นับตั้งแต่นี้ นางคืออวิ๋นซี ก่อนที่การแก้แค้นจะสำเร็จ นางจะไม่พูดถึงชื่อเฉียวอวิ๋นซีนี้โดยเด็ดขาด เพราะสิ่งที่ประสบพบเจอมาในอดีตชาตินั้นเปรียบเสมือนเป็นใบมีดแหลมคมที่สลักคำว่าตระกูลเฉียวและชื่อเฉียวอวิ๋นซีนี้ไว้ในใจของนางครั้งแล้วครั้งเล่า
ทางด้านบิดาในชาตินี้ อวิ๋นซานเป็นชายวัยกลางคนมีอายุราว ๆ สี่สิบกว่าปี เขาสวมชุดปักลายเลื่อมตัวงามสีเขียวอ่อน ท่าทางอ่อนโยน ทั้งยังดูสง่างามคลับคล้ายเป็นบัณฑิตในสำนักศึกษา
“อาซี พ่อบอกไม่ให้เจ้าวิ่งวุ่นไปทั่วมิใช่หรือ เหตุใดจึงพูดไม่รู้ฟัง? ” อวิ๋นซานปรี่เข้ามาตรวจดูบุตรสาวตน ก่อนจะพบว่าที่มือนางมีบาดแผล ชายชราขมวดคิ้วแล้วจึงเอ่ยถามอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ “มือเจ้าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ”
เมื่อเห็นท่าทางเป็นห่วงร้อนใจของอวิ๋นซาน อวิ๋นซีก็ได้ตอบเสียงเรียบกลับไป “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่ตอนที่เด็ดสมุนไพรไม่ทันได้ระวังก็เท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ว่า ตะกร้าสะพายหลังนั่นถูกข้าทับเสียจนพังไปหมดแล้ว”
“ขอแค่ตัวเจ้าไม่เป็นอะไรก็เพียงพอแล้ว ส่วนตะกร้าสะพายหลังที่พังไปก็ให้มันพังไปเถิด มาเถอะ ข้าจะใส่ยาให้เจ้าก่อน แล้วพวกเราค่อยกลับกัน” ทันทีที่พูดจบอวิ๋นซานก็จูงบุตรสาวตนไปนั่งลงบนหินก้อนใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงช่วยทำแผลที่อยู่บนมือคู่นั้นอย่างระมัดระวัง และพยายามควบคุมแรงตนเป็นอย่างยิ่งด้วยเกรงว่าจะทำให้ลูกสาวยิ่งเจ็บ
อวิ๋นซีอดทนต่อความเจ็บแสบ ทั้งยังไม่กล้าบอกอีกฝ่ายว่าที่ขาตนก็ยังมีบาดแผลอยู่เช่นกัน เมื่อผู้เป็นบิดาจัดแจงทำแผลเสร็จ พวกเขาก็พากันลงเขาไป แต่กลับเจอเข้ากับฝนห่าใหญ่ จึงได้แต่ต้องหลบเข้าไปในวัดร้างเก่าๆ ที่ตั้งอยู่ตรงตีนเขาอย่างช่วยอะไรไม่ได้
"อาซี เจ้าเปียกฝนหรือไม่? ” อวิ๋นซานวางตะกร้าสะพายหลังลงทางหนึ่ง ก่อนจะเสมองไปทางบุตรสาว และเอ่ยถามด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“ข้าไม่เป็นไร” อวิ๋นซีตอบกลับไปเรียบๆ ประโยคหนึ่ง โดยไม่คิดพูดอะไรอีก เนื่องจากความคิดทั้งหมดของนางในตอนนี้ได้หวนกลับไปยังวันที่ตนเสียชีวิตแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกสาวของนางจะเป็นอย่างไรบ้าง ถึงกระนั้นในตอนที่กำลังคลอด ตัวนางเองก็เป็นกังวลอยู่ว่าตนอาจจะไม่มีชีวิตรอด จึงได้สั่งเสียให้หลันจือช่วยพาลูกหนีไป ทว่าป่านนี้แล้วไม่รู้ว่าหลันจือจะสามารถหลบเลี่ยงผู้คุ้มกันของจวนรัชทายาทที่ตรวจตราอย่างแน่นหนาไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่
“เด็กคนนี้วันนี้เป็นอะไรไป? ปกติช่างพูดช่างจาเสียเหลือเกิน หรือว่าเจ้ายังมีบาดแผลตรงอื่นอีก” อวิ๋นซานเห็นท่าทีของบุตรสาวที่เงียบขรึม ในใจชายชราจึงเป็นกังวลยิ่ง เพราะปกติแล้วลูกสาวตนเป็นคนร่าเริงมาก พูดจาเจื้อยแจ้วได้ทั้งวี่ทั้งวัน ทว่าตอนนี้กลับทำเพียงถามคำตอบคำ
อวิ๋นซีได้ยินดังนั้นก็เริ่มกังวลว่าอวิ๋นซานจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้ นางเงยศีรษะขึ้น ยิ้มบางๆ “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เห็นทีนางควรต้องระวังให้มากกว่านี้สักหน่อยแล้ว หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องพยายามเป็นคนร่าเริงแจ่มใสให้เหมือนอวิ๋นซีในยามปกติ มิเช่นนั้นก็อาจทำให้อวิ๋นซานเคลือบแคลงใจ
นางเพิ่งพูดจบไปได้ไม่ถึงจิบชา ในตอนนั้นเองจู่ๆ ชายชุดดำคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามาด้านใน มือของชายผู้นั้นข้างที่กำลังยกมือกุมหน้าอกเต็มไปด้วยเลือด อีกทั้งสิ่งที่หยดย้อยลงมาจากร่างก็คือเลือดทั้งสิ้น
ขณะนั้นอวิ๋นซานเพิ่งจะจุดไฟติด แต่เมื่อเห็นชายที่พุ่งเข้ามา เขาก็ชะงักค้างไป ก่อนจะเรียกฟื้นคืนสติ และรีบรุดเข้าหาอีกฝ่ายด้วยตั้งใจจะตรวจจับชีพจรเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปใกล้ ร่างของชายชราก็ถูกชายผู้มาใหม่เตะกระเด็นออกไปแล้ว
อวิ๋นซีเห็นเช่นนี้ ในใจก็เกรี้ยวกราด นางรีบเข้าไปประคองร่างของอวิ๋นซานผู้เป็นบิดา จากนั้นจึงหันมองไปยังชายผู้นั้นพร้อมพูดด้วยเสียงอันดัง “นี่มันอะไรกัน? บิดาข้าเห็นเจ้าได้รับบาดเจ็บจึงคิดเข้าไปช่วยเหลือ ตรวจดูบาดแผล หากเจ้าไม่คิดรับน้ำใจนี้ก็ช่างเถอะ แต่เหตุใดจึงต้องทำร้ายบิดาข้าด้วย”
ชายผู้นี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว
“ท่านพ่อ พวกเราไม่ต้องไปสนใจคนเช่นนี้หรอก ปล่อยให้เขาเสียเลือดจนตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเถอะ”
อวิ๋นซีพูดจบก็ประคองอวิ๋นซานเดินไปทางกองไฟที่อยู่ไม่ไกล ขณะที่ชายชุดดำได้แต่สาดสายตาเย็นชามองสองพ่อลูกคู่นี้เพียงปราดหนึ่ง จากนั้นจึงเดินไปนั่งอีกด้านหนึ่งแล้วตรวจดูบาดแผลตน บาดแผลบนไหล่เขาถูกกระบี่ยาวแทงทะลุ ทำให้มีเลือดไหลซึมออกมาไม่น้อย
เขาหันกายไปคิดจะจัดการทำแผลด้วยตัวเอง ทว่าปากแผลนั้นก็ใหญ่เกินไป ส่วนผงยาที่พกติดกายไว้ตลอดก็ได้หล่นหายไปแล้ว ชายหนุ่มกัดฟัน ฉีกชุดของตนออกมาส่วนหนึ่งแล้วพันแผลอย่างลวกๆ
อวิ๋นซีและอวิ๋นซานทำเพียงมองดูเงาหลังของชายแปลกหน้า ทว่าเดิมทีอวิ๋นซานเป็นหมอ ทั้งยังเป็นคนดีมีจิตใจเมตตา จึงไม่อาจทนเห็นเรื่องเช่นนี้ได้ เขาค่อยๆ เหยียดกายลุกขึ้นยืนด้วยคิดจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่สุดท้ายกลับเป็นอวิ๋นซีที่รั้งไว้ “ท่านพ่อ ให้ข้าไปแทนเถอะ”
อวิ๋นซานเป็นคนซื่อ และไม่ว่าอย่างไรในชาตินี้เขาก็นับเป็นบิดาของนางแล้ว นางย่อมไม่อาจทนเห็นเขาถูกคนรังแกได้ จึงตัดสินใจเดินไปข้างกายชายผู้นั้นแทน เมื่อพิศดูปากแผลของอีกฝ่ายที่ยังคงมีเลือดไหลอยู่ นางก็กล่าวเสียงขรึม “ไม่ต้องถลึงตามองข้าเช่นนี้หรอก ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะมาช่วยเจ้า แต่เพราะบิดาข้าเป็นคนซื่อเกินไปย่อมไม่อาจทนเห็นเจ้าตายอยู่ที่นี่ได้”
จวินเหยียนมองดูสาวน้อยตรงหน้าที่มีอายุราวๆ สิบสี่สิบห้าปี ทว่ายังไม่ทันได้บอกปฏิเสธไปก็เห็นนางนั่งยองๆ แล้วแกะผ้าพันแผลที่ตนพันไว้อย่างลวกๆ ออก
“แบบนี้ก็เรียกว่าพันแผลหรือ ข้าว่าตัวเจ้าคงรังเกียจที่ชีวิตตนยืนยาวเกินไปแล้วกระมัง” เมื่อได้เห็นบาดแผลชัดๆ อวิ๋นซีก็ได้แต่ถอนหายใจ “คนที่ทำร้ายเจ้าช่างโหดเหี้ยมจริงๆ กระบี่นี่ หากแทงลึกเข้าไปอีกเพียงนิด ไหล่เจ้าคงใช้การไม่ได้อีกเป็นแน่”
แทงทะลุไหล่ในกระบี่เดียว บาดแผลเช่นนี้เรียกได้ว่าจัดการลำบาก แต่เคราะห์ดีที่เจ้าของร่างเดิมเป็นคนรู้วิชาแพทย์ จึงได้พกยารักษาบาดแผลและห่อเข็มกับด้ายติดตัวอยู่เสมอ
จวินเหยียนมองดูสาวน้อยที่ตั้งอกตั้งใจพันแผลให้ตน อีกฝ่ายดูเชี่ยวชาญในการแพทย์ แค่มองเพียงปราดเดียวก็เดาได้แล้วว่าต้องเป็นคนที่ทำหน้าที่ดูแลบาดแผลเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ทว่า นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขาได้มีโอกาสใกล้ชิดสตรีเช่นนี้ อีกทั้งทันทีที่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของยาสมุนไพรที่กำจายออกมาจากร่างนาง บาดแผลของเขาก็ราวกับไม่เจ็บปวดถึงเพียงนั้นแล้ว
“มองอะไรของเจ้า หากยังมองอีก ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา” แม้ว่านางจะจดจ่ออยู่กับการทำแผล แต่ว่าสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองมาก็แน่วแน่จนเกินไป ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ
———————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] ซี(曦)เดิมนางเอกแซ่เฉียว(乔) ชื่ออวิ๋นซี(云溪)แต่ชาติใหม่นี้นางเอกแซ่อวิ๋น(云)ชื่อซี(曦)แม้การออกเสียงจะเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วตัวอักษรจีนถูกเขียนไว้เป็นคนละตัวกัน
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <