โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จุกอก! พี่ชาย "ฮลุน โซโล่" เปิดใจยื่นลาออก หลังเจอหัวหน้าไร้หัวใจ

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จุกอก! พี่ชาย

จุกอก! พี่ชาย "ฮลุน โซโล่" เปิดใจยื่นลาออก หลังเจอหัวหน้าไร้หัวใจ พูดซ้ำเติมยามสูญเสีย ยื่นคำขาดเลือกครอบครัว ขอกลับมาอยู่บ้าน เริ่มต้นชีวิตใหม่

วันที่ 1 ก.ย. 69 นาย สมศักดิ์ บุตรศรี พี่ชายของ "ฮลุน โซโล่" หรือ นายบวรทัต เป็งสุข ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดัง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก “Klose Mos” ระบุว่าเรื่องของน้องยังไม่มีอะไรอัพเดทเพิ่มเติมนะครับ และผมอยากจะขอนอกเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวของผมสักนิดครับ

วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่สุดท้ายผมอยากเขียนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง และอยากให้คนที่ได้อ่านเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน

เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่น้องของผมเสียชีวิตในต่างประเทศ จากชีวิตประจำวันที่เคยทำงานตามปกติ วันหนึ่งผมต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อเดินทางไปจัดการเรื่องของน้อง ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน จัดการเอกสาร ติดต่อสถานทูต ประสานเรื่องการเดินทาง และพยายามทำทุกทางเพื่อให้น้องได้กลับบ้าน

ช่วงเวลานั้นผมแทบไม่ได้นอน เพราะต้องคุยและประสานงานต่อเนื่องทั้งคืน ทั้งเรื่องของน้อง และการหาความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ในขณะเดียวกัน ผมก็ต้องจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อย ผมแจ้งการลาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาเป็นการส่วนตัวตามขั้นตอนของบริษัท การลาของผมไม่ได้เป็นการขาดงานหรือลาเกินระเบียบแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทำให้ผมได้เห็น ทัศนคติ และวิธีคิดของคนคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการอย่างชัดเจน

มีคำพูดหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น มึงเป็น ตม. เหรอ คุณไปแล้วจะทำอะไรได้ เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ รวมถึงการพยายามถามว่า เรื่องมันเร่งด่วนขนาดนั้นหรือไม่ กลับมาทำงานก่อนได้ไหม ทั้งที่ผมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจัดการเรื่องการสูญเสียของครอบครัว

และสิ่งที่ทำให้ผมคิดมากขึ้นไปอีก คือในวันที่ร่างน้องเดินทางกลับมาถึงบ้าน ครอบครัวเพิ่งได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลให้น้องที่บ้านเพียง 2 วัน ผมยังอยู่ในช่วงจัดการความสูญเสียและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้อง

แต่ในช่วงเวลานั้น ผมได้รับโทรศัพท์ให้ติดตามเรื่องการกลับไปทำงาน “รู้ว่ายุ่งแล้วงานคุณล่ะ” ซึ่งกรณีนี้ผมต้องแจ้งว่าผมไม่ได้มีงานค้างหรือมีอะไรต้องเร่งรีบทำขนาดนั้นนะครับ

สำหรับผม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “พูดอะไร” แต่คือ คิดอย่างไร จึงสามารถพูดและแสดงออกกับคนที่กำลังสูญเสียคนในครอบครัวแบบนั้นได้ เพราะคำพูดเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนความคิดและทัศนคติของคนคนหนึ่งออกมา

ผมไม่ได้คาดหวังว่าผู้จัดการจะต้องมาช่วยจัดการเรื่องของครอบครัวผม และไม่ได้คาดหวังสิทธิพิเศษอะไรจากองค์กร

ผมเข้าใจเรื่องงาน และเข้าใจว่าผู้จัดการมีหน้าที่ต้องดูแลงานขององค์กร แต่ผมเชื่อว่าการเป็นผู้จัดการหรือการเป็นผู้นำของคนในองค์กร ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถในการบริหารงาน หรือการทำให้คนทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่มันควรสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด การรู้จักแยกแยะสถานการณ์ และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้า

โดยเฉพาะในวันที่คนคนหนึ่งกำลังเจอกับเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเริ่มถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งผมต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ต่อไป ผมจะสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่ และคำตอบของผมคือ ผมอยู่ไม่ได้

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลของน้อง ผมจึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน วันที่ 18 สิงหาคม ผมกลับมาทำงานตามปกติ และตั้งใจทำงานให้ครบถ้วนจนถึงสิ้นเดือน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยที่สุด วันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของผม ผมได้เปิดใจกับแม่และยายว่า ผมไม่ไหวกับบุคคลประเภทนี้ และผมไม่สามารถทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ได้

สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ กลัวแม่กับยายจะเครียด เพราะผมเองก็ยังมีหน้าที่ต้องหารายได้เข้าครอบครัว

แต่คำตอบของแม่กับยายกลับทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก ไม่เป็นไรลูก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด กลับมาอยู่บ้านเราก็ได้ บ้านเราก็มีไม่ได้เช่า ข้าวเราก็มีกิน ปลาร้าก็มีอยู่ในไห ไม่ต้องคิดมาก ออกมาพักก่อน

ผมยอมรับว่าลึกๆ ผมก็ยังเครียดเรื่องอนาคต เพราะผมก็ต้องหาเงินและดูแลครอบครัวเหมือนกัน

แต่ระหว่างที่ทำงานอยู่ ผมก็พยายามวางแผนชีวิตและการเงินของตัวเองมาตลอด ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับช่วงที่อาจต้องว่างงานประมาณ 1–2 ปี หรืออาจนำไปเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ สักอย่าง

อย่างน้อยผมยังมีทางเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยาย และค่อยๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน เพราะเรื่องของน้องยังมีอีกมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องคดี เอกสาร การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และเรื่องอีกหลายอย่างที่ยังไม่จบ หลังจากนี้ผมคงต้องทุ่มเวลา และกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อเร่งประสานและจัดการเรื่องของน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

ส่วนอนาคตของตัวเอง ค่อยคิดกันอีกที วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อน และผมอยากบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า ผมไม่ได้มองว่าทุกคนในองค์กรเป็นแบบเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมเสียใจที่สุดจากการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ผมต้องจากเพื่อนร่วมงานดีๆ หลายคน ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีคนที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนจริงๆและการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคนเหล่านั้นเลย ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผมยังเคารพและรู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงานที่ดีทุกคนเหมือนเดิมสุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้สำหรับคนที่มีลูก มีพ่อแม่ หรือมีคนในครอบครัวที่ทำงานอยู่กับองค์กรต่างๆ

วันหนึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า คนในครอบครัวของเราจะต้องเจอกับอะไร เขาอาจต้องสูญเสียใครบางคนโดยไม่ทันตั้งตัว อาจต้องเดินทางไปจัดการเรื่องสำคัญ หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวในวันที่ชีวิตกำลังพังลงมา

ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นกับลูกของคุณ หรือคนในครอบครัวของคุณ ผมอยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าเขากลับมาเล่าให้เราฟังว่า เขาได้รับการปฏิบัติแบบไหนในวันที่กำลังสูญเสีย เราในฐานะพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร

ผมไม่ได้เขียนเพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครไปโจมตีใคร ผมเพียงอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และอยากให้เรื่องนี้เป็นข้อคิดว่า ตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำ

การเป็นผู้นำไม่ได้มีแค่การบริหารงาน แต่ต้องมีวุฒิภาวะ มีทัศนคติที่ดี รู้จักแยกแยะสถานการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ลืมว่า คนที่เรากำลังบริหารอยู่ก็เป็น มนุษย์ เหมือนกับเรา

เพราะในวันที่ครอบครัวของใครสักคนกำลังสูญเสีย เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรจากองค์กรเลย เขาอาจต้องการเพียงพื้นที่เล็กๆ ให้เขาได้กลับไปจัดการชีวิตและครอบครัวของเขาก่อน

สำหรับผม นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงานและผมเลือกที่จะเดินออกมา โดยไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และไม่ได้เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานที่นี่ผมเพียงเลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวของผมต้องการผมมากที่สุดครับ

ยาวหน่อยนะครับแต่ขอบคุณที่อ่านจนจบแล้วบางคนอาจได้ข้อคิดจากเหตุการณ์ที่ผมพบเจอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...