โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รพ.อ่างทองแจงปมดราม่า "จัดเลี้ยงในห้อง NICU" ยันทารกเสียชีวิตจากภาวะป่วยวิกฤติตั้งแต่แรกเกิด

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รพ.อ่างทองแจงปมดราม่า "จัดเลี้ยงในห้อง NICU" ยันทารกเสียชีวิตจากภาวะป่วยวิกฤติตั้งแต่แรกเกิด ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุรับประทานอาหารในพื้นที่รักษา

จากกรณีพ่อแม่ของทารกเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ โดยอ้างว่าโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง จัดเลี้ยงโต๊ะจีนภายในห้องผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU) ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ และภายหลังลูกน้อยที่เข้ารับการรักษาเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวติดใจว่าสาเหตุการเสียชีวิตอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง พญ.ปาริชาติ ติระวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง พร้อมด้วย นพ.ทวีโชค โรจนอารัมภ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง พญ.ศิริสุดา อัญญะโพธิ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง และ พญ.เยาวเรศ กิตติธเนศวร ร่วมกันแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

พญ.ปาริชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์พบว่า มารดาของทารกป่วยเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยข้อมูลการฝากครรภ์พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์

ทารกคลอดเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 ขณะอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม เข้าข่ายภาวะทารกตัวโตตามอายุครรภ์ (Large for Gestational Age: LGA) ประกอบกับมารดามีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมทั้งมีภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด ทำให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง

หลังคลอดได้ประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงถูกส่งเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU) พร้อมได้รับยา เครื่องช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดตามมาตรฐานวิชาชีพ

โรงพยาบาลระบุว่า ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวทางการรักษาและความเหมาะสมในการส่งต่อผู้ป่วย แต่เห็นว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย จึงให้การรักษาต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมแจ้งอาการและพยากรณ์โรคให้บิดามารดาทราบอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงวันที่ 18-19 ก.ค. แม้อาการจะทรงตัว แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูงและยากระตุ้นความดันโลหิตหลายชนิด โดยทีมแพทย์ได้ปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับอาการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับวันที่ 20 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด (NICU) โรงพยาบาลระบุว่า ในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย ปัสสาวะลดลงจากภาวะวิกฤติของโรค แม้ระดับความดันโลหิตจะดีขึ้นจนสามารถลดขนาดยาบางส่วนได้ แต่ยังต้องใช้ยากระตุ้นความดันโลหิตถึง 4 ชนิด และยังคงได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลแม่ข่ายมีความเห็นให้รักษาตามแนวทางเดิม

ต่อมาในวันที่ 21 ก.ค. ผู้ป่วยมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างต่อเนื่อง ทีมแพทย์ได้ปรับเครื่องช่วยหายใจและให้ยาเพิ่มเติม ก่อนโทรแจ้งผู้ปกครองให้เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบอาการและร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา

เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพทันทีเป็นเวลานาน 35 นาที แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.

พญ.ปาริชาติ ยืนยันว่า จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด พบว่าการเสียชีวิตของทารกเกิดจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) และภาวะแทรกซ้อนอื่นที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง แม้ว่าทีมแพทย์จะให้การรักษาอย่างเต็มศักยภาพและเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...