ซื้อเครื่องซักผ้าต้องรู้! กิโลกรัมที่ระบุ วัดจากตอนผ้าแห้งหรือเปียก?
ขนาดกิโลกรัมบนเครื่องซักผ้า คือน้ำหนักของผ้าแห้ง หรือผ้าเปียก? มาไขข้อสงสัยพร้อมวิธีเลือกขนาดที่ใช่!
เครื่องซักผ้าในปัจจุบันมีหลากหลายดีไซน์และขนาดความจุ ซึ่งมักจะระบุเป็นหน่วยกิโลกรัม (kg) แต่เชื่อว่าหลายคนยังคงสับสนและคาใจว่า ตัวเลขน้ำหนักกิโลกรัมที่ระบุไว้นั้น คือน้ำหนักของ "ผ้าแห้ง" ก่อนซัก หรือน้ำหนักของ "ผ้าเปียก" ตอนที่กำลังซักอยู่กันแน่? วันนี้เรามีคำตอบพร้อมเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันครับ
กิโลกรัมบนเครื่องซักผ้า หมายถึงน้ำหนัก "ผ้าแห้ง" หรือ "ผ้าเปียก"?
คำตอบคือ: กิโลกรัมบนเครื่องซักผ้า หมายถึง "น้ำหนักของผ้าแห้ง" ก่อนนำเข้าเครื่องครับ! เมื่อผู้ผลิตระบุว่าเครื่องซักผ้ารุ่นนี้มีความจุ "7 กิโลกรัม" นั่นหมายความว่าเครื่องสามารถรองรับ ผ้าแห้งน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม ต่อการซักหนึ่งครั้ง เพื่อให้มอเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถังซักหมุนได้อย่างอิสระ และผ้าสะอาดทั่วถึง
เกร็ดความรู้: หากเรานำผ้าแห้ง 7 กิโลกรัมไปซัก เมื่อผ้าอมน้ำจนเปียก น้ำหนักรวมของผ้าเปียกจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งเครื่องซักผ้าถูกออกแบบและคำนวณโครงสร้างมารองรับน้ำหนักในส่วนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ให้ยึดน้ำหนักตอนผ้าแห้งเป็นหลัก ในการกะปริมาณผ้าในแต่ละครั้ง
เทียบให้เห็นภาพ: ซักผ้าแค่ไหนถึงเรียกว่า 1 กิโลกรัม?
เพื่อให้เลือกขนาดเครื่องซักผ้าได้ตอบโจทย์การใช้งานจริงและไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป มาดูสูตรการกะปริมาณผ้าแห้งคร่าวๆ กันครับ:
1 กิโลกรัม ประมาณเท่ากับ:
เสื้อเชิ้ต 1 ตัว + กางเกงยีนส์ 1 ตัว
เสื้อยืด ประมาณ 5 ตัว
ผ้าขนหนูขนาดกลาง 2 ผืน
ตัวอย่างปริมาณผ้าตามขนาดความจุของเครื่อง:
ความจุ 5 กิโลกรัม (เหมาะกับอยู่คนเดียว): ซักเสื้อเชิ้ต 5 ตัว + กางเกงยีนส์ 5 ตัว หรือ เสื้อยืด 25 ตัว หรือ ผ้าขนหนู 10 ผืน
ความจุ 7 - 8 กิโลกรัม (เหมาะกับ 1-2 คน): ซักเสื้อเชิ้ต 7-8 ตัว + กางเกงยีนส์ 7-8 ตัว หรือ เสื้อยืด 35-40 ตัว หรือ ผ้าขนหนู 14-16 ผืน
ความจุ 10 กิโลกรัมขึ้นไป (เหมาะกับครอบครัวขนาดกลาง): รองรับการซักผ้ากองใหญ่หรือเสื้อผ้าหลายวันได้อย่างสบายๆ
ข้อควรจำเพิ่มเติมในการเลือกและใช้งานเครื่องซักผ้า
เผื่อพื้นที่สำหรับผ้าชิ้นใหญ่: หากบ้านใครมีผ้าห่มนวม ผ้าม่าน หรือผ้าปูที่นอนขนาดใหญ่ ควรเลือกเครื่องซักผ้าที่มีขนาดใหญ่เผื่อไว้ เนื่องจากผ้าเหล่านี้อุ้มน้ำมากและต้องการพื้นที่ในการตีน้ำ หากเครื่องเล็กเกินไปจะซักไม่สะอาดและมอเตอร์ทำงานหนักเกินไป
อย่าอัดผ้าแน่นจนเกินไป: แม้จะยังไม่เกินพิกัดกิโลกรัม แต่หากยัดผ้าจนล้นถัง น้ำและผงซักฟอกจะกระจายตัวได้ไม่ทั่วถึง แนะนำให้เหลือพื้นที่ว่างในถังประมาณ 1 ใน 3 ส่วนเพื่อให้ผ้าพลิกตัวได้ดีที่สุด
แนะนำเพิ่มเติม: ช่องในลิ้นชักใส่ผลิตภัณฑ์ซักผ้า คืออะไร และใช้อย่างไร?
สำหรับใครที่สงสัยว่าช่องใส่ผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มบนเครื่องซักผ้าที่มีแบ่งออกเป็น 3 ช่อง (มักจะมีสัญลักษณ์ I, II และรูปดอกไม้) ทำไมต้องแยกช่อง และแต่ละช่องใช้งานอย่างไร สรุปสั้นๆ ดังนี้ครับ:
ช่องที่มีสัญลักษณ์ I (หรือ A): เป็นช่องสำหรับใส่ ผงซักฟอกสูตร Pre-wash (ซักล่วงหน้า) สำหรับผ้าที่สกปรกมากเป็นพิเศษ (เครื่องจะดึงน้ำและผงซักฟอกช่องนี้ไปใช้ก่อนรอบซักจริง) ถ้าซักปกติทั่วไป ไม่ต้องใส่ช่องนี้ครับ
ช่องที่มีสัญลักษณ์ II (หรือ B): เป็นช่องหลักสำหรับใส่ ผงซักฟอก หรือ น้ำยาซักผ้าหลัก ที่ใช้ในการซักรอบปกติทั่วไป
ช่องที่มีสัญลักษณ์รูปดอกไม้ หรือ Softener: เป็นช่องสำหรับใส่ น้ำยาปรับผ้านุ่ม โดยเฉพาะ ระบบจะปล่อยน้ำยาลงมาในช่วงล้างน้ำรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ ห้ามเทน้ำยาปรับผ้านุ่มลงไปปนกับผงซักฟอกเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณสมบัติของน้ำยาลดลงครับ