โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“คมนาคม–อว.”อัดทุนวิจัยราง 300 ล้านบาท ตั้งเป้า 3 ปีใช้งานจริง ประเดิมพัฒนาแผ่นยางรองหมอนคอนกรีต -ยางปิดช่องว่างชานชลา

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

“คมนาคม–อว.” ผนึก”รฟท.–บพข.–สทร.” อัดทุนวิจัย 300 ล้านบาท ดันผลิตระบบราง ใช้ Local Content สู่ใช้งานจริง ปั้นผู้ประกอบการไทย สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ คาดลดนำเข้าได้ 2 แสนล้าน ตั้งธง 3 ปี เห็นผล นำร่องแผ่นยางรองหมอนคอนกรีต -ยางปิดช่องว่างชานชลา

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้แนวคิด “Tech to Track: เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง”ระหว่างนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รองศาสตราจารย์ ดร. กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และนางสาวเพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.)

เพื่อผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางฝีมือคนไทยจากงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง พร้อมยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการให้บริการระบบรางของประเทศ ตลอดจนเพิ่มการใช้ชิ้นส่วน วัสดุ และกระบวนการผลิตภายในประเทศ สร้างตลาดและโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบรางต้องมองไกลกว่าการก่อสร้างเส้นทางหรือการจัดหาขบวนรถ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เชื่อมโยงทั้งรถไฟระหว่างเมือง ระบบขนส่งมวลชนในเมือง การขนส่งสินค้า และการเดินทางรูปแบบอื่นอย่างไร้รอยต่อ เป้าหมายคือให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตรงเวลา และในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ต้องใช้ระบบรางขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของระบบรางไทย แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบรางไม่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางและขนส่งสินค้า แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและฝีมือคนไทย และลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟเป็นศูนย์ เปิดทางให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระบบราง และเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ซื้อไปสู่ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ส่งออก โดย บพข.สนับสนุนทุนวิจัยมากกว่า 300 ล้านบาทใน 5 ปี เพื่อยกระดับผู้ประกอบการศักยภาพสูงและกลุ่มระบบรางให้ได้มากกว่า 150 ราย พร้อมผลักดัน Local Content ให้ถึงร้อยละ 70 ในนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ ลดการนำเข้า และวางรากฐานให้ไทยเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีระบบรางสู่ตลาดโลก

@”สิริพงศ์”ตั้งเป้าต้องเห็นผลจริงในรัฐบาล”อนุทิน”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และขอตั้งเป้าสร้างผลงานด้านเทคโนโลยีระบบราง ที่เป็น คลื่นลูกใหม่ของระบบเศรษฐกิจ (New S-Curve) ที่เกิดขึ้นจริงแรก ในระยะ 3 ปีหรือภายในอายุรัฐบาลนายกฯอนุทิน และเพื่อทำให้อุตสาหกรรมระบบรางไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

การดำเนินงานทั้งหมด หากเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จะทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีความรู้ มีงบประมาณ มีบุคลากร จึงเกิดความร่วมมือกับ ทาง อว. ซึ่งมีองค์ความรู้และผู้ประกอบการ ที่สามารถดำเนินการพัฒนาชิ้นส่วน หรือวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้ และถ่ายทอดสู่สถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรด้านรางได้

“กรมราง สทร.ประกาศในการเริ่มการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณระบบราง เริ่มจากสัดส่วน 40% สำหรับการจัดหาแคร่สินค้าของรถไฟ และจะขยายไปไปถึง 60% จน100% ในอนาคต รวมไปตั้งเป้าไปถึงสามารถส่งออกต่อไป”

ปัจจุบัน ระบบรางของไทยมีการนำเข้าทั้งเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ มูลค่าเป็นแสนล้านบาท ดังนั้นหากผลิตเอง ใช้วัตถุดิบในประเทศด้วย เช่น ยางธรรมชาติ นอกจากลดการนำเข้าประเมินว่าหากพัฒนาสามารถผลิตในประเทศได้ทั้งระบบ จะช่วยลดการนำเข้าได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ในภาพรวม”

ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าฯรฟท.กล่าวว่า จุดสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการทำให้ ‘โจทย์จากหน้างาน’ ได้พบกับ ‘องค์ความรู้จากงานวิจัย’ และทำให้ทั้งสองส่วนเดินไปด้วยกัน รฟท. พร้อมนำโจทย์จากการปฏิบัติงานจริง ทั้งด้านการเดินรถ การซ่อมบำรุง ระบบอาณัติสัญญาณ รถจักรและล้อเลื่อน รวมถึงการให้บริการ มาร่วมพัฒนาเป็นโจทย์วิจัย พร้อมสนับสนุนการศึกษา ทดลอง และทดสอบเทคโนโลยีที่มีศักยภาพภายใต้หลักความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อแปลงความร่วมมือให้เป็นงานที่ใช้ได้จริง ระบบที่ดีขึ้น และผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ เป้าหมายสูงสุดคือระบบรางที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบขนส่งที่ประชาชนไว้วางใจ

@ เริ่มใช้จริง ยางรองใต้หมอนคอนกรีต -ยางปิดช่องว่างชานชลา-รถ”จากยางพารา

ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมรางและสทร.และนำไปทดสอบใช้แล้วเพื่อลดการนำเข้า เช่น อุปกรณ์ทางราง ในเส้นทางรถไฟทางคู่ แผ่นยางปิดช่องว่างระหว่างรถกับชานชลา ติดตั้งแล้วในโครงการแอรพอร์ต เรล ลิงก์ทั้ง 7 สถานี ช่วยป้องกันอุบัติเหตุและสิ่งของตกลงสู่ราง โดยใช้ยางธรรมชาติเป็นองค์ประกอบเกือบ 100% หรือยางรองใต้หมอนคอนกรีต สำหรับรางรถไฟที่ใช้หินโรยทาง มีการทดสอบใช้ที่สถานีรถไฟศาลาธรรมสพน์ เป็นต้น

อุตสาหกรรมระบบรางของไทย กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยรฟท. ประเมินความต้องการตู้โดยสารและรถบรรทุกประมาณ 2,500 คัน ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน การมีผลใช้บังคับของ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของระบบรางไทย และเปิดพื้นที่ให้งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้ประกอบการไทยเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระบบรางมากยิ่งขึ้น

ภายใต้บริบทดังกล่าว บพข. ร่วมกับ รฟท. และ สทร. จึงบูรณาการความร่วมมือและจุดแข็งของทั้ง 3 หน่วยงาน ตั้งแต่การนำโจทย์และความต้องการจากการใช้งานจริงมากำหนดทิศทางการวิจัย การสนับสนุนทุนวิจัยแบบมุ่งเป้า การพัฒนามาตรฐานและกระบวนการทดสอบ ตลอดจนการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถผลิต ใช้งาน และต่อยอดนำไปใช้ได้จริง

สำหรับแนวคิด “Tech to Track : เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง” สะท้อนเป้าหมายของความร่วมมืออย่างชัดเจน ได้แก่

- เทคลงราง – ผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่การใช้งานจริงในระบบราง

- ล็อกเป้า – เชื่อมโยงเป้าหมาย ความต้องการ และความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์การใช้งานจริงและเข้าสู่การใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

- เป๋าตุง – เพิ่มการผลิตและใช้ชิ้นส่วน และวัสดุภายในประเทศ เปิดตลาด สร้างโอกาสทางรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย

@โชว์ผลงานเทคโนโลยี”ชิ้นส่วน-อุปกรณ์”

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง Innovation Showcase เพื่อนำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางไทยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรฟท. นำผลงานสำคัญมาจัดแสดง ได้แก่

1. ระบบตั๋วทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-TOKEN)

อุปกรณ์สำหรับใช้ในการขอและให้ทางสะดวกระหว่างสถานี พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนระบบเครื่องตราทางสะดวก (Token Block Instrument) ที่การรถไฟฯ ใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความทันสมัยและการจัดหาอะไหล่

โดย E-TOKEN สามารถนำมาใช้รองรับการเดินรถในช่วงระหว่างการก่อสร้างและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบอาณัติสัญญาณรูปแบบใหม่ ช่วยให้การบริหารจัดการการเดินรถมีความต่อเนื่องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

2. ระบบบังคับสัมพันธ์อาณัติสัญญาณควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Based Interlocking: CBI)

ระบบสำหรับควบคุมและประมวลผลอุปกรณ์อาณัติสัญญาณภายในสถานี ทั้งการเตรียมทาง การควบคุมประแจกลไฟฟ้า และการตรวจสอบตำแหน่งของขบวนรถ โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลและสั่งการ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการควบคุมการเดินรถและยกระดับความปลอดภัย

3. ระบบเชื่อมต่อระหว่างระบบบังคับสัมพันธ์อาณัติสัญญาณ (Interlocking to Interlocking)

เทคโนโลยีสำหรับเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถานีข้างเคียง เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลการขอและให้ทางระหว่างสถานีได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ สนับสนุนการเดินรถที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

4. ระบบควบคุมการขับเคลื่อนรถดีเซลรางปรับอากาศ (Propulsion System) สำหรับ KIHA 40/48

ระบบควบคุมการขับเคลื่อนรถดีเซลรางที่สามารถบันทึกและตรวจจับข้อมูลความชำรุดของระบบผ่านกล่องควบคุม ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและช่างซ่อมบำรุงสามารถตรวจสอบ วิเคราะห์สาเหตุ และแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบำรุงรักษาและความพร้อมในการให้บริการ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...