‘จดหมายรักถึงอาม่า’ เรื่องราวประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเล ที่ซ่อน ‘ความคิดถึง’ ผ่านจดหมาย ‘โพยก๊วน’
คนไทยเชื้อสายจีนคงคุ้นเคยกับคำเรียก ‘อากง’ และ ‘อาม่า’ เป็นอย่างดี แต่ก่อนที่พวกเขาจะกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เราคุ้นเคยในครอบครัว พวกเขาเองก็เคยเป็นคนหนุ่มสาวที่ต้องจากบ้านเกิดและเฝ้ารอใครบางคนด้วยความคิดถึง
ผู้เขียนเองก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่เติบโตมากับเรื่องราวความยากลำบากของบรรพบุรุษชาวจีนแต้จิ๋วจากคำบอกเล่าของอากงอยู่บ่อยๆ จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า กว่าบรรพบุรุษของเราจะสร้างชีวิตและครอบครัวขึ้นมาให้ลูกหลานได้จนถึงทุกวันนี้ พวกเขาต้องละทิ้งและสูญเสียอะไรไประหว่างทางบ้าง
‘จดหมายรักถึงอาม่า’ (Dear You) หรือชื่อภาษาจีนว่า《给阿嬷的情书》 ภาพยนตร์จีนที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเล ผู้จากบ้านเกิดมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหาเลี้ยงชีพ และครอบครัวที่รออยู่อีกฝั่ง แม้จะต้องอยู่ห่างไกลกัน แต่ยังคงส่ง ‘ความรัก ความห่วงใย และความคิดถึง’ ผ่านจดหมาย ‘โพยก๊วน’ จนทำให้ใครหลายคนออกมาจากโรงภาพยนตร์พร้อมน้ำตา
ภาพยนตร์ดราม่านอกกระแส จากผลงานของผู้กำกับ หลาน หงชุน (Lan Hongchun) ที่มีทุนสร้างเพียง 14 ล้านหยวน (ประมาณ 66 ล้านบาท) แต่กระแสตอบรับกลับดีเกินคาด จนได้รับความนิยมไปทั่วทั้งแผ่นดินจีนและในหมู่ผู้ชมจากหลากหลายประเทศ แม้ผู้ชมเหล่านั้นจะไม่มีสายเลือดจีนสักหยดเลยก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีฉากที่ถ่ายทำในประเทศไทย พร้อมการปรากฏตัวของ คุณยายแต๋ว-อุษา เสมคำ จากเรื่อง หลานม่าที่มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยให้กับผู้ชมชาวไทยได้เป็นอย่างดี
เรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะ ‘ชาวจีนแต้จิ๋ว’ ถูกถ่ายทอดผ่านวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องเผชิญความยากลำบากอยู่คนละฟากฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือผู้ชายที่ต้องจากบ้านเกิด นั่งเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมายังดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เพื่อทำงานและอดทนสร้างฐานะ ในขณะที่บนฝั่งแผ่นดินจีน ผู้หญิงต้องคอยดูแลสมาชิกในครอบครัว พร้อมเฝ้ารอข่าวสารจากคนรัก โดยไม่อาจรู้ได้ว่า จะมีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อไร
ความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การเล่าเรื่องราวผ่าน ‘ภาษาแต้จิ๋ว’ ตลอดทั้งเรื่อง ภาษาถิ่นจึงทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวแทนของรากเหง้า ความทรงจำ และอัตลักษณ์ของชาวจีนแต้จิ๋ว ราวกับว่าได้กลับไปฟังเสียงพูดคุยที่คุ้นเคยของอากงและอาม่า แม้จะฟังภาษาเหล่านั้นไม่เข้าใจก็ตาม
เรื่องราวเริ่มต้นด้วย หลานชาย‘เหี่ยวอุ่ย’ เดินทางกลับบ้านไปยังดินแดนชนบทในเตี่ยซัว เพื่อร่วมงานฉลองวันเกิดของอาม่า ‘ซกยิ้ว’ จนกระทั่งได้รู้ความลับว่า อากงของหลานเคยย้ายไปทำมาหากินที่ประเทศไทยจนร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐี อีกทั้งยังส่งเงินกลับมาให้ผ่าน ‘โพยก๊วน’ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เหี่ยวอุ่ยจึงตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาอากงที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน ทว่าเมื่อมาถึง เขากลับได้รู้ความจริงบางอย่าง และเรื่องราวความทรงจำที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรเหล่านี้
จากเตี่ยซัวถึงหน่ำเอี๊ยง
ถิ่นแต้จิ๋ว หรือที่เรียกกันว่า ‘เตี่ยซัว’ (潮汕) เป็นดินแดนเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกสุดขอบของมณฑลกวางตุ้ง โดยครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างแต้จิ๋ว (เฉาโจว) ซัวเถา (ซานโถว) และกิ๊กเอี้ย (เจียหยาง)
คำว่า ‘แต้จิ๋ว’ เป็นคำเรียกกลุ่มชาติพันธุ์จีนที่ใหญ่ที่สุดซึ่งอพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทย โดยมีที่มาจากชื่อเมือง เตี่ยจิว (潮州) ก่อนที่จะเพี้ยนมาเป็นแต้จิ๋ว และกลายเป็นชื่อเรียกที่คนไทยเชื้อสายจีนรู้จักกันเป็นอย่างดี
ในช่วงทศวรรษ 1940 ประเทศจีนต้องเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 2 และความไม่มั่นคงทางการเมืองภายใน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง คนจีนแต้จิ๋วจำนวนมากจึงตัดสินใจอพยพมายัง ‘หน่ำเอี๊ยง’ (南洋) หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไทย มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ที่กำลังขยายตัวเป็นเมืองท่า และต้องการแรงงานจากจีนตอนใต้จำนวนมากเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
‘หน่ำเอี๊ยง’ ดินแดนแห่งโอกาสและการพลัดพราก
สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลแล้ว หน่ำเอี๊ยงถูกนำเสนอว่าเป็นทั้งดินแดนแห่งโอกาสและการพลัดพราก หลังจากต้องลงเรือเสี่ยงตาย หลีกหนีจากความอดอยากบนแผ่นดินเกิด ผู้คนที่อพยพมาล้วนเริ่มต้นจากความยากลำบาก ต้องต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย เพื่อตั้งรกรากในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยและใช้ชีวิตห่างไกลครอบครัว
ภาพยนตร์ย้อนกลับไปเล่าชีวิตในประเทศไทยช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้บรรยากาศของสงครามเย็นและความหวาดระแวงต่อการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ ชีวิตที่แท้จริงของ ‘แต้ บักเซ็ง’ กลับแตกต่างจากเรื่องเล่าที่เหี่ยวอุ่ยเคยได้ยิน บักเซ็งต้องทำงานเป็นกุลีถีบสามล้อรับส่งผู้โดยสาร พร้อมกับเก็บหอมรอมริบ เพื่อส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่รออยู่อีกฝั่ง และอาศัยอยู่ในห้องเช่าขนาดเล็กร่วมกับชาวจีนโพ้นทะเลคนอื่นๆ โดยมี ‘เจี่ย หน่ำกี’ หญิงสาวเชื้อสายจีน คอยช่วยดูแลกิจการโรงเตี๊ยมของพ่อ
การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนของชาวจีนแต้จิ๋วสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม ‘กากี่นั้ง’ หรือความรู้สึกถึงคนบ้านเดียวกัน ผู้ที่มีภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตร่วมกัน จึงมักจะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลและไม่ทอดทิ้งกัน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างบักเซ็งกับหน่ำกี มิตรภาพของทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวังดีและการตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองและนโยบายชาตินิยมที่ทำให้ชาวจีนถูกมองว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง โรงเรียนสอนภาษาจีนหลายแห่งจึงต้องถูกควบคุมหรือสั่งปิด แต่ชาวจีนโพ้นทะเลยังคงพยายามถ่ายทอดภาษาจีนให้แก่ลูกหลาน เพื่อรักษารากเหง้า ภาษา และอัตลักษณ์ของชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หลายครั้ง ภาพยนตร์นำเสนอประเทศไทยในช่วงทศวรรษ 1940 ผ่านการแต่งภาพและเสียงที่ดูเหมือนสร้างด้วย AI ขณะเดียวกันตัวละครชาวไทยยังถูกลดทอนบทบาทให้เป็นเหมือนฝ่ายคุกคามชุมชนชาวจีนมากกว่าจะนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติในกรุงเทพฯ
‘โพยก๊วน’ จดหมายแทนใจที่ส่งไปมากกว่าเงิน
ผู้อพยพชาวจีนโพ้นทะเลส่วนใหญ่มักจะมีครอบครัวที่ต้องดูแลอยู่ข้างหลัง พวกเขาจึงยังมีความผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอนของตน และมีภาระที่ต้องหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวที่อยู่ในประเทศจีน พร้อมทั้งส่งข่าวคราวเพื่อถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน
‘โพยก๊วน’ (批館) เป็นคำเรียกตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว หมายถึงสถานที่รับส่งจดหมายจากชาวจีนโพ้นทะเลกลับไปยังบ้านเกิด จดหมายโพยก๊วนมักจะใช้กระดาษที่มีเส้นบรรทัดเขียนอักษรจีนในแนวดิ่ง บอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่และความในใจที่แนบไปกับเงินที่เก็บหอมรอมริบมาได้จากการทำงานไว้ในฉบับเดียวกัน
ในภาพยนตร์ โพยก๊วนถูกถ่ายทอดในฐานะจดหมายแห่งความคิดถึง โดยมีไปรษณีย์ยูเฟงคอยให้บริการรับส่งเงินและช่วยเขียนจดหมายแก่ผู้ที่อ่านเขียนไม่ได้ เช่นเดียวกับบักเซ็งที่นำเงินเก็บของตนเองจากการทำงานส่งให้ครอบครัวทุกเดือน และขอให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ช่วยถ่ายทอดความรักและความคิดถึงลงในจดหมาย พร้อมบอกว่าตนเอง ‘สบายดี’ เพื่อไม่ให้ครอบครัวที่อยู่ไกลต้องเป็นห่วง
จดหมายโพยก๊วนจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการส่งเงินหรือข่าวสาร แต่กลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมคนทั้ง 2 ฝั่งและย่นระยะทางให้ใกล้ชิดกัน แม้จะไม่ได้พบหน้ากันเป็นเวลาหลายปีก็ตาม
จนในปี 2013 ยูเนสโก (UNESCO) ประกาศให้ ‘โพยก๊วน’ ขึ้นทะเบียนเป็น ‘มรดกความทรงจำแห่งโลก’ ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม และความรู้สึกผูกพันของผู้คนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขทุกจำนวน
บทบาทของชายและหญิงภายใต้วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่
ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องบทบาททางเพศภายในครอบครัวของชาวจีนแต้จิ๋ว ผ่านวิถีชีวิตของผู้คนคนละฟากฝั่ง บักเซ็งถูกวางให้เป็นตัวแทนของชายชาวจีนโพ้นทะเลที่ต้องออกจากบ้านเกิด เดินทางไปทำงานในต่างแดน และรับผิดชอบการหาเลี้ยงลูกและภรรยา สอดคล้องกับอุดมคติของผู้ชายในฐานะเสาหลักทางเศรษฐกิจที่อดทนเสียสละเพื่อสร้างอนาคตให้ครอบครัว
อีกฟากหนึ่ง ‘เอี๊ยบ ซกยิ้ว’ ถูกกำหนดให้รับบทช้างเท้าหลังที่ต้องทำงานบ้านและดูแลสมาชิกในครอบครัว พร้อมทั้งแบกรับความคิดถึงและความหวังเอาไว้
ในขณะที่หน่ำกีซึ่งเป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้หญิงที่แตกต่างออกไป เธอมีส่วนช่วยดูแลกิจการโรงเตี๊ยมของพ่อ รวมถึงมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง
เรื่องราวของผู้หญิงทั้ง 2 ฝั่งจึงทำให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์การอพยพมักจะจดจำผู้ชายในฐานะผู้นำครอบครัว และจดจำผู้หญิงในฐานะผู้อยู่เบื้องหลัง คุณค่าของผู้หญิงในสังคมยังถูกผูกไว้กับความอดทนและการเสียสละ พวกเธอไม่ได้รับการยอมรับในฐานะเสาหลักอย่างเท่าเทียม ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ความรู้สึกของผู้หญิงถูกมองเห็นมากขึ้น และสะท้อนถึงภาระที่พวกเธอต้องแบกรับภายใต้โครงสร้างครอบครัวชายเป็นใหญ่ในเวลาเดียวกัน
‘情义’ บุญคุณ ความผูกพัน และการไม่ทอดทิ้งกัน
“阿嬷说,做人得有情义,无情无义的人不能交往”
“อาม่าบอกว่า เกิดเป็นคน ต้องมีเมตตาและรู้จักบุญคุณ ผู้ใดไร้สองสิ่งนี้ ผู้นั้นไม่ควรคบหา”
เมื่อภาพยนตร์ดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายของเรื่อง คำสอนของอาม่าที่มอบให้แก่หลานตอนต้นเรื่อง กลายเป็นคำสอนที่สรุปหัวใจสำคัญของภาพยนตร์ สะท้อนให้เห็นค่านิยมการไม่ลืมบุญคุณ และการไม่ทอดทิ้งกันของชาวจีนโพ้นทะเลตลอดทั้งเรื่อง
โดยมีคำว่า ‘情义’ หรือ ‘ฉิงอี้’ ซึ่งหมายถึงความรัก ความผูกพัน การรู้คุณ และการไม่ทอดทิ้งผู้ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ความหมายดังกล่าวสะท้อนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างบักเซ็งกับหน่ำกี หลังจากบักเซ็งเสียชีวิต หน่ำกียังคงเขียนจดหมายและส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัวของบักเซ็งเป็นเวลาหลายสิบปี เพื่อตอบแทนน้ำใจและบุญคุณที่เคยได้รับจากเขา เมื่อเวลาผ่านไป ความรับผิดชอบดังกล่าวกลับกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงคน 2 ครอบครัวเข้าด้วยกัน แม้พวกเขาจะไม่เคยพบหน้าหรือมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลยก็ตาม
เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง ผู้เขียนก็อดหวนคิดถึงอากงและอาม่าของตัวเองไม่แพ้กัน แต่ด้วยภาพและเสียงที่ดูเหมือนเป็นผลงานการสร้างจาก AI ในบางช่วง จึงอาจลดทอนความรู้สึกผูกพันที่มีต่อเรื่องราวเหล่านี้ลงไปบ้าง
สำหรับผู้เขียนแล้ว จดหมายรักถึงอาม่าไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ที่เล่าประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเล แต่เป็นการเล่าเรื่องราวของการพลัดพรากและความคิดถึงที่ชวนให้คนทุกเชื้อชาติหันกลับไปมองวิถีชีวิตของคนรุ่นก่อน เสมือนเป็นจดหมายจากบรรพบุรุษที่ส่งกลับมาหาลูกหลานในปัจจุบัน
ใครที่อยากสัมผัสเรื่องราวของความรักและความผูกพัน อย่าลืมเตรียมทิชชูไว้ให้พร้อมก่อนไปรับชม จดหมายรักถึงอาม่าในโรงภาพยนตร์ วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป