สืบประวัติกีฬา “ตะกร้อ” มาจากไหน เป็นของใคร หรือไทยแท้?
สงสัยกันไหม กีฬาพื้นเมืองอย่าง “ตะกร้อ” มาจากไหน ของไทยแท้หรือไม่ และหลักฐานการเล่นตะกร้อของคนไทยมีเมื่อใด
ส.พลายน้อยเล่าไว้ในหนังสือ “เกร็ดโบราณคดี ประเพณีไทย”อย่างน่าสนใจว่า “ไม่รู้ใครเริ่ม แต่หลายคนเชื่อว่าไทยเอาอย่างมาจากพม่าเมื่อครั้งเสียกรุงฯ พ.ศ. 2310”
ส.พลายน้อยให้ทัศนะไว้ด้วยว่า เอาเข้าจริงตะกร้อตำรับค่ายโพธิ์สามต้นที่เชื่อว่าไทยรับจากพม่านั้น เป็น “ตะกร้อวง” ไม่ใช่ “เซปักตะกร้อ” แบบที่แข่งในสนามและแพร่หลายอย่างทุกวันนี้
ที่สำคัญคือ สมมติฐานข้างต้นถูกข้อเท็จจริงใหม่แย้งไปนานแล้ว และแย้งอย่างน่าเชื่อถือด้วย เพราะมีกฎหมายโบราณของไทยที่เล่าถึงการลงโทษคนผิดโดยจับใส่ตะกร้อหวายแล้วให้ “ช้าง” เตะ
แล้วทำไมคนไทยจะสานตะกร้อเป็นลูกเล็ก ๆ ให้ “คน” เตะไม่ได้?
อีกหลักฐานอยู่ในวรรณคดีเรื่อง อิเหนาพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ได้กล่าวถึงเหล่าเสนาอำมาตย์ที่ตามเสด็จว่า หากว่างก็จะพากันตั้งวงเตะตะกร้อในลานวัด ดังว่า
“บ้างตั้งวงลงเตะตะกร้อเล่น เพลาเย็นแดดร่มลมสงัด
ปะเตะโต้คู่กันสันทัด บ้างถนัดเข่าเดาะเป็นน่าดู”
ถัดมาเป็นหลักฐานใน จดหมายเหตุโหร ปีระกา จ.ศ. 1151 (พ.ศ. 2332) สมัยรัชกาลที่ 1 กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ ไม้หึ่ง ไม้จ่า กันเอิกเกริก
หรือถ้าจะครหาว่า ที่ว่ามาก็ยังไม่เก่าไปกว่าเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310) อยู่ดี ต้องบอกว่า ที่เก่ากว่าก็มี คือย้อนไปไกลถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามที่ บาทหลวง เดอ แบสได้เขียนบันทึกจดหมายเหตุบอกเล่าสภาพสังคมในอยุธยา มีตอนหนึ่งระบุว่า “พวกมลายูหมู่หนึ่งเล่นตะกร้อ”
โดยทั่วไปแล้วลูกตะกร้อมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือสานด้วยหวาย ส่วนอีกแบบทำจากหนัง ปักด้วยพู่ขนไก่ ซึ่งทางมลายูและภาคใต้ของไทยแถว ๆ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี ก็นิยมทำลูกตะกร้อจากหนังวัวหนังควายแล้วผูกขนไก่ตัวผู้ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหวายตะคร้า ซึ่งเบากว่าหวายของคนไทยภาคกลาง
แม้เราจะไม่รู้ว่าลูกตะกร้อที่แขกมลายูในบันทึกของเดอ แบส ทำจากหนังหรือหวาย อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ใช่คนสยาม แต่นั่นก็เป็นหลักฐานว่า ในกรุงเก่ามีการละเล่นตะกร้อกันแล้ว (โว้ย)
แต่สิ่งนี้เพียงพอหรือยังที่จะบอกว่า “ตะกร้อนั้นไซร้คือไทยแท้”คำตอบคือ “ไม่”
อย่างที่ ส.พลายน้อย ว่าไว้นั่นแหละ “…ไม่รู้ใครริเริ่ม…”
ทีนี้ลองมาดูชื่อเรียกของตะกร้อในท้องถิ่นหรือแต่ละชาติกันบ้าง ในภาษาไทยแถบพายัพ เรียกตะกร้อว่า มะต้อตา ภาษาปักษ์ใต้เรียก ร่อภาษาพม่าเรียกว่า ชินลองหรือชินลง และฟิลิปปินส์เรียกว่า ซีปัก(Sipak)
ด้านพงศาวดารจีนเรื่องซุยถัง เรียกว่า ทาก้อหรือเตกโก(T’ek K’au) และเกาหลีซึ่งทำลูกตะกร้อด้วยขี้เถ้าห่อผ้าสำลีแล้วปักหางไก่ฟ้าก็ดูเหมือนจะใช้ชื่อนี้ แต่ปัจจุบันแทบไม่เล่นกันแล้ว
ส่วนมาเลเซียซึ่งภูมิใจว่าตะกร้อเป็นกีฬาประจำชาติของตน เรียกกีฬานี้ว่า เซปัก รากา (Sepak Raga)
ถึงตรงนี้คงพอจะเห็นเค้าเงื่อนบางอย่าง นั่นคือที่มาของชื่อ “เซปักตะกร้อ” โดยเฉพาะคำว่า Sepakในภาษามลายูแปลว่า “เตะ”กับ ทาก้อ ในเอกสารจีน นี่อาจเป็นที่มาของชื่อกีฬานี้ที่เราเรียกกันคุ้นหู
ปัจจุบันตะกร้อหวายมีเล่นแพร่หลายในไทย พม่า กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงชาวไดยักบนเกาะบอร์เนียว
ดังนั้น ต่อให้มองด้วยความชาตินิยม แต่คงต้องทำใจยอมรับว่า “ตะกร้อ” หรือเซปักตะกร้อ ไม่ใช่ไทยแท้ และไม่ใช่กีฬาของชาติใดชาติหนึ่งด้วย แต่เป็นนวัตกรรมร่วมกันของชาวอุษาคเนย์
แค่เอาวัสดุในท้องถิ่นมาทำเป็นลูกกลม ๆ แล้วผลัดกันเตะ-เดาะไปมา นานวันเข้าบัญญัติกติกาการเล่นร่วมกัน ที่ไหนก็คิดได้ ไม่เห็นต้องแย่งกัน “เคลม” ให้วุ่นวาย
อ่านเพิ่มเติม :
- “Slap Kabaddi” กีฬาพื้นบ้านปากีสถาน ตบกันไม่ยั้งแค่ไหนก็ได้ แต่ห้ามต่อย!
- เกม “ลูกบอล” ยุคโบราณคือเกมกีฬาแห่งความรุนแรง ที่ (บางครั้ง) ผู้แพ้ “ต้องตาย”
- การเมืองเรื่องชักว่าว ดูว่าวพนันสมัยร.5 ทำไมชนชั้นนำเล่นพนันขณะที่ทั่วเมืองโดนกวาดล้าง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กองบรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ‘ตะกร้อใคร หรือไทยแท้’. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2541.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 ตุลาคม 2567
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สืบประวัติกีฬา “ตะกร้อ” มาจากไหน เป็นของใคร หรือไทยแท้?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com