"ทนายธรรมราช" ลั่น กองปราบฯ ควรตระหนัก หลังโดนตบคาวงสัมภาษณ์
"ทนายธรรมราช" ลั่น กองปราบฯ ควรตระหนัก หลังโดนตบคาวงสัมภาษณ์ ยัน เอาเรื่องถึงที่สุด ไม่มีการขอโทษภายหลัง ชี้ ยังไม่ปักใจว่าฝ่ายไหน
วันที่ 1 พ.ย. 2567 ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายธรรมราช สาระปัญญา หรือ ทนายธรรมราช เปิดเผยถึงกรณีที่คนตื่นธรรมที่ได้ไปออกรายการโหนกระแสที่ผ่านมา ทำนองว่า พระได้เงินได้ปัจจัยจากคนที่ทำบุญ นำไปสร้างวัดใหญ่โต เพื่อให้หมาเดิน และสร้างเพื่อให้นกขี้ใส่ ตนมองว่า การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายมาตรา 206 ที่ผู้ใดก็ตามแต่ ไปกระทำการใดกับวัตถุหรือสถานที่ที่ประชาชนเคารพนับถือ เข้าข่ายความผิดนี้ ซึ่งพระมหาท่านหนึ่งมองว่าการสอนธรรมะของพระอาจารย์เบียร์ เป็นในลักษณะที่อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธา เมื่อเทียบกับกรณีที่ตนถูกแจ้งข้อกล่าวหาในการโพสต์ข้อความว่า “เชื่อมจิตเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า” เท่านั้น แต่กลับถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่านำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตนจึงรวบรวมพยานหลักฐานมามอบให้กับกองปราบฯ เพื่อดำเนินคดีกับอาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ในข้อหาเหยียดหยามศาสนาตามมาตรา 206
ซึ่งในระหว่างการสัมภาษณ์ได้มีบุคคลนิรามบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายของทนายธรรมราช ได้เข้ามาตบที่หน้าทนายธรรมราช ขณะที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ โดยระหว่างที่ระงับเหตุ ก็มีชายอีก 2 บุกเข้าไปล็อกคอทนายธรรมราช และชกต่อยไปที่บริเวณใบหน้าทนายธรรมราชอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาแยกทั้งสองออกจากกัน และนำตัวผู้ก่อเหตุเข้าไปด้านในยังศูนย์แจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ต่อมาทนายธรรมราชได้ออกมาพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ระบุว่า ตนมองว่าคนที่กระทำการแบบนี้หน้าตัวเมีย ให้ตำรวจขังไว้แล้ว เบื้องต้นมี 3 คน ซึ่งคนแรกอยู่ในห้องขัง อีก 2 คนกำคลุมเครืออยู่ว่าได้ทำร้ายหรือไม่ มีการตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง โดนตบเข้าที่แก้มอย่างเดียว
นอกจากนี้ทาง ทนายธรรมราช ยืนยันว่า จะดำเนินการให้ถึงที่สุด จะไม่มีการมาขอโทษในภายหลัง พวกแบบนี้เป็นคนป่าเถื่อน และจะไปสืบว่าใครเป็นคนสั่งให้มากระทำแบบนี้ ต้องมีการสอบสวนต่อไป ซึ่งคาดว่าอาจจะมีคนจ้างมา เพราะตนกับคนที่กระทำความผิด ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว กระทำการแบบนี้เป็นพวกหมาลอบกัด อีกทั้งยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นฝ่ายไหนเพราะเป็นไปได้หมด
ทั้งนี้ ทนายธรรมราช ย้ำอีกว่า การประกอบอาชีพทนายความอยู่ตรงกลางของความขัดแย้งอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่มีความกังวลในเรื่องที่เกิดขึ้น คนที่ควรกังวลต้องเป็นคนกระทำความผิดไม่ใช่ตนเอง และตนมองว่ากองปราบเป็นที่ๆ ปลอดภัย เป็นที่พึ่งของประชาชน อยากให้กองปราบคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น และอยากให้ตระหนักถึงเรื่องที่เกิดขึ้น