ส่อง 6 หุ้นนอก SET100 ESG Ratings ระดับ AA ส่อเข้าตา “วายุภักษ์”
ยังคงเป็นกระแสร้อนแรงและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง สำหรับกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ที่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดทุนโดยตรง โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุถึงนโยบายการลงทุนจากหนังสือชี้ชวนของกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 โดยกองทุนมีนโยบายการลงทุนในลักษณะเชิงรุก (Active Investment) และการลงทุนเชิงรับ (Passive Investment) มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหลัก
โดยจะเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนดี มั่นคงในระยะยาว และมีความยั่งยืนในกระบวนการดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึง ESG เป็นหลัก ทั้งนี้ หนึ่งในนโยบายการลงทุน มีการกล่าวถึงหุ้นนอก SET100 ที่ได้รับคะแนน “หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings” ที่ระดับ AA ขึ้นไป ซึ่งอาจยังไม่ค่อยถูกกล่าวถึงนัก
Wealthy Thai จึงได้นำเอาบทวิเคราะห์จาก บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีการประเมินหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ในกลุ่มดังกล่าว โดยพิจารณาจากนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์เชิงรุก/เชิงรับของกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 และเป็นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวร่วมด้วย โดยเฉพาะหุ้นที่ยังคงมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน (Undervalued) และมีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ BBGI, MC, PR9, SABINA, TVO, WHAUP
อย่างไรก็ดี เนื่องจากจากบล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อาจไม่ได้วิเคราะห์หุ้นรายตัวไว้ Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์จากหลายแหล่งมาไว้ในบทความนี้
สำหรับ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” พร้อมขยับไปใช้ราคาเป้าหมายครึ่งปีแรก 2568 ที่ 10 บาท (จากเดิมที่ 7.90 บาท) เพื่อสะท้อนถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2568 ทั้งนี้ คาดว่ากำไรในปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 355 ล้านบาท โต 3,501% จากปีก่อน จากปริมาณยอดขายไบโอดีเซลที่คาดจะเพิ่มขึ้นถึง 71% เป็น 475 ล้านลิตร เพราะอุปสงค์ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก Bangchak Sriracha (BSRC.BK/BSRC TB)
นอกจากนี้ ยังคาดว่ากำไรของ BBGI จะโตถึง 113% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เป็น 756 ล้านบาทในปี 2568 และจะโตอีก 38% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน เป็น 1.05 พันล้านบาทในปี 2569 จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Sustainable Aviation Fuel (SAF) กำลังการผลิตรวม 1,000,000 ลิตร/วัน ในช่วงครึ่งปีแรก 2568
ส่วน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 16 บาท โดย MC มีสถานะเงินสดสุทธิมูลค่า 1.7 พันล้านบาท ทำให้พร้อมทำดีล M&A ใหม่ ๆ และยิ่งกว่านั้น บริษัทมีประวัติการจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงกว่า 5% มาอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลในอัตรา 100% ของกำไรสุทธิ ด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง
บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท โดยคาดว่ากำไรจะโตดีต่อเนื่องในไตรมาส 3/67 จาก High season ของธุรกิจ Healthcare นอกจากนี้ PR9 ยังได้เซ็นสัญญากับตัวแทนเพิ่มเมื่อไม่นานมานี้เพื่อดึงผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางให้เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลของบริษัทฯ โดยเฉพาะชาวกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดังนั้นจึงคาดว่ารายได้จากผู้ป่วยต่างชาติจะโตดีในช่วงครึ่งปีหลัง 2567
บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 32 บาท และยังคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีราว 6–7% ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นทิศทางของ OEM ทยอยฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาส 3/67 รวมถึงบริษัทมีแผนเปิดตัวสินค้ากลุ่ม High margin ใหม่มากขึ้น ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการจับจ่ายใช้สอยในปลายปี และเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ช่วยลดต้นทุนจากการนำเข้าโดยรวม จึงคาดว่าแนวโน้มกำไรช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะสูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก จึงยังคงประมาณการกำไรปี 2567 ตามเดิมที่ 504 ล้านบาท โต 8.9% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน
บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO บล.พาย แนะนำ “ซื้อ” พร้อมประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 25.30 บาท โดยกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/67 ที่ออกมาดี ขณะที่ราคาขายแม้ว่าราคาตลาดโลกจะลดลง แต่สำหรับ TVO มีการขายล่วงหน้าไปบางส่วน จึงทำให้ราคาขายเฉลี่ยช่วงไตรมาส 3/67 จะลดลงจากไตรมาส 2/67 ไม่มากนัก เมื่อรวมกับในช่วงไตรมาส 4/67 ที่จะมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามา (ช้ากว่าเดิม 1 ไตรมาส) จะมาชดเชยราคาขายที่มีแนวโน้มลดลงได้ ทำให้ปรับกำไรทั้งปีขึ้นจากเดิม 63% มาอยู่ที่ 1,503 ล้านบาท (+106% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน)
สุดท้าย บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำ พร้อมราคาเหมาะสม 5.30 บาท โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2567 ลดลง 7.6% จากปีก่อน จากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เป็นธุรกิจไฟฟ้าลดลง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนถ่านที่สูง แม้รายได้จากการขายน้ำและไฟฟ้าหลักเพิ่มขึ้น
แต่เชื่อว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 รวมถึงปี 2568 คาดจะพลิกเป็นบวก 30% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และเติบโต 6.5% ในปี 2569 จาก MW และลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มสอดคล้องกับการขยายตัวของการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่ได้เซ็นสัญญาลงทุนก่อโรงงานในนิคมฯ ปลายปีนี้แล้วเสร็จปีหน้า