โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทย เสี่ยงถูกหั่นเรตติ้งปี 2050 จากภาวะโลกร้อน ดันต้นทุนดอกเบี้ยรัฐพุ่ง 2 หมื่นล้าน

Thairath Money

อัพเดต 30 ต.ค. 2567 เวลา 11.29 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2567 เวลา 11.29 น.
ภาพไฮไลต์

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะโลกรวน กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ทำให้หลายประเทศหันมาตื่นตัวลงทุนปรับตัวรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น การทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า ปรับโครงสร้างพื้นฐานให้ยืดหยุ่น แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด การลงทุนเพื่อปรับตัวอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องมีการทำประกันภัยควบคู่ไปด้วย เพื่อลดความสูญเสีย ทั้งนี้เพื่อให้การวางแผนรับมือประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน

สำหรับประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น พบว่า ยังไม่ค่อยตื่นตัววางแผนปรับตัวรับความเสี่ยงโลกรวนเท่าที่ควร ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) อัปเดตการเตรียมความพร้อมทางการเงินของไทยเพื่อปรับตัวในยุคโลกรวน ระหว่างการบรรยายในหัวข้อการบรรยาย การเงิน-ประกันภัย ปรับตัวอย่างไรรับโลกรวน ในงานสัมมนาประจำปี TDRI Annual Public Conference 2024 “ปรับประเทศไทย…ให้อยู่รอดได้ในยุคโลกเดือด”

ดร.ชาริกา กล่าวว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวรับภาวะโลกรวน จะส่งผลเสียต่อฐานะทางเศรษฐกิจ โดยอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเสี่ยงถูกลดเหลือ BBB- ในปี 2050 ในกรณีที่อุณหภูมิร้อนขึ้น 2.4 องศา ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น จากภาระดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้นเป็น 14,000-20,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคเอกชนที่บริษัทเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันไทยมีแผนปรับตัวรับความเสี่ยงโลกรวน แต่ไม่ได้มีการกำหนดกรอบงบประมาณที่ชัดเจน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย นอกจากจะมีแผนปรับตัวรับมือภัยพิบัติแล้ว ยังมีการระบุงบประมาณที่ชัดเจน โดยเวียดนามคาดการณ์ว่า จะต้องมีการใช้งบลงทุน 55,000-92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2021-2030 จากงบประมาณของรัฐบาลที่มีอยู่ 30%-50% จึงวางแผนขอเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเพิ่มเติม

เมื่อย้อนมาดูภาคเอกชนก็ยังขาดความตื่นตัวเช่นเดียวกับรัฐบาล สะท้อนจากผลสำรวจล่าสุดของ TDRI ระหว่างปี 2022-2023 พบว่า เอกชนส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนลงทุนปรับตัวรับภัยพิบัติ โดยมีบริษัทใน SET50 ไม่ถึงครึ่งที่วางแผนปรับตัวอย่างชัดเจน โดยบริษัท 20 แห่ง เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวแต่ไม่มีการประมาณต้นทุนที่ชัดเจน มีบริษัทเพียง 18 แห่ง ที่มีการคำนวณต้นทุนการปรับตัว ในขณะที่บริษัทอีก 12 แห่ง ไม่มีการวางแผนปรับตัวที่ชัดเจน สอดคล้องกับผลสำรวจจาก PwC ที่พบว่า มีบริษัทเพียง 46% ที่มีการวางแผนปรับตัวผนวกเข้ากับการวางแผนการเงิน

สำหรับการลงทุนด้านประกันภัย ไทยมีประกันชดเชยครอบคลุมความเสียหายจากภัยพิบัติเพียงแค่ 1 ใน 4 ของมูลค่าความเสียหาย สะท้อนว่า ไทยมีประกันครอบคลุมความเสียหายจำกัด ซึ่งหากเกิดภัยพิบัติขึ้น ไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติล่าช้า ใช้เวลานานมากขึ้น สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ประกันภัยปรับตัวอย่างไรในยุคโลกรวน

นวัตกรรมประกันภัยที่ตอบโจทย์ในยุคโลกรวน ต้องมีราคาที่เข้าถึงได้ จ่ายไวทันต่อเหตุการณ์เพื่อลดความสูญเสีย โดยภาครัฐต้องให้งบประมาณอุดหนุนบริษัทเอกชนในการปรับรูปแบบการทำประกัน เช่น โครงการ FLOODRE ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันต่อเอกชน จัดตั้งโดยรัฐบาลในปี 2016 โดยมีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาบริษัทประกันที่มักจะไม่รับประกันน้ำท่วมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ได้รับเงินอุดหนุนชั่วคราวจากภาษีประกันที่รัฐเก็บให้จนถึงปี 2039 ทำให้บริษัทสามารถคิดเบี้ยประกันในพื้นที่เสี่ยงถูกลง 50% เนื่องจากรับซื้อประกันต่อบริษัทประกันในราคาต่ำ นอกจากนี้เมื่อโครงการสิ้นสุดลงรัฐบาลยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม และให้เงินอุดหนุนย้ายที่อยู่อาศัยสำหรับครัวเรือนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงสูง

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทย เสี่ยงถูกหั่นเรตติ้งปี 2050 จากภาวะโลกร้อน ดันต้นทุนดอกเบี้ยรัฐพุ่ง 2 หมื่นล้าน

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...