โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘กฤษณะ’ แปลว่า ‘ดำ’ การผสานของศาสนาพื้นเมืองกับพระเวท ที่อยู่เบื้องหลังสีผิวของวีรบุรุษในมหาภารตะ

The Momentum

อัพเดต 30 ส.ค. 2567 เวลา 16.35 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2567 เวลา 10.56 น. • THE MOMENTUM

มหาภารตะมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดียที่ขับขานเรื่องราวของสงครามระหว่างพี่น้องและผองเพื่อน ท่ามกลางตัวละครมากมายในเรื่องที่จับอาวุธขึ้นต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายบนทุ่งกุรุเกษตร มีตัวละครตัวหนึ่งยืนเด่นในฐานะสารถีของนายธนูผู้กล้า ตัวละครนั้นเป็นที่รู้จัก นับถือ และกราบไหว้โดยคนนับล้านทั่วโลก ถึงตรงนี้ทุกคนคงทราบแล้วว่า ผู้เขียนกำลังกล่าวถึง ‘พระกฤษณะ’ เทพบุรุษรูปงามและสหายร่วมรบของอรชุน

แต่ที่น่าสงสัยอย่างหนึ่งคือ ทำไมภาพของตัวละครดังกล่าวถึงถ่ายทอดออกมามีวรรณะ (ผิว) ‘สีคล้ำ’ แตกต่างจากตัวละครตัวอื่นๆ แล้วความคล้ำดำนี้สะท้อนอะไรที่ลึกลงไปกว่านั้นหรือไม่

ด้วยความสงสัยเล็กๆ นี้ ผู้เขียนจึงอยากชวนให้ผู้อ่านขบคิดกันสนุกๆ ถึงความเป็นมาเป็นไปของพระเป็นเจ้าผู้ได้รับฉายาว่า ‘ผู้มีลีลายิ่ง’ เนื่องในโอกาสวันเกิดพระกฤษณะ (กฤษณะชันมาษฏมี) ประจำปีนี้ที่ตรงกับวันที่ 26 สิงหาคม

ประวัติของกฤษณะใน มหาภารตะ อธิบายว่า จริงๆ แล้วกฤษณะเป็นโอรสของกษัตริย์ แต่มีเหตุจำเป็นต้องไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นชนชั้นกลางในสังคม ในปุราณะโดยเฉพาะวิษณุปุราณะและภควตะปุราณะกฤษณะในวัยเด็กมักแสดงภาพเป็นเด็กชายรูปงามผิวคล้ำ ต่างไปจากเด็กเลี้ยงวัวคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน

กฤษณะน้อยมีความแก่นแก้วอย่างมาก ชอบขโมยเนย ชกต่อยกับพญานาค แกล้งสาวเลี้ยงวัว ทั้งยังต่อสู้กับกับพระยากังและเหล่าลูกน้องที่ถูกส่งมาเพื่อฆ่าเด็กคนนี้ เพราะเคยมีคำทำนายว่า พญากังจะถูกหลานชายฆ่าตาย

แต่เรื่องราวที่สนุกเรื่องหนึ่งก็คือ พระกฤษณะเคยท้าทายพระอินทร์ ราชาแห่งทวยเทพ ทำให้พระอินทร์โกรธมาก บันดาลให้ฝนตกใส่หมู่บ้านนาน 7 วัน 7 คืน ดังนั้นเพื่อช่วยชาวบ้านพร้อมกับแสดงอำนาจเหนือพระอินทร์ พระกฤษณะจึงยกเขาโควรรธณะด้วยนิ้วก้อยของมือซ้าย เพื่อบังฝนให้ชาวบ้านจนพระอินทร์ยอมแพ้ เรื่องราวนี้อาจจะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า พระกฤษณะคือ ‘วีรบุรุษประจำท้องถิ่น’ ที่มีชัยเหนือชาวอารยัน (แทนด้วยพระอินทร์) ที่เข้าครอบครองได้หรือไม่

เพื่อทำความเข้าใจคำกล่าวข้างต้นนี้ให้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาแยกเป็นส่วนประเด็นหลักๆ คือเรื่องผิวคล้ำและความเป็นวีรบุรุษ

กฤษณะผิวดำ

หากดูที่ชื่อจะพบว่า คำว่า กฤษณะเป็นคำคุณศัพท์ในภาษาสันสกฤต (Kṛṣṇa) แปลว่า ดำ มืด คล้ำ หรือกาฬ การที่มีชื่อว่าดำและมีผิวกายคล้ำ แสดงให้เห็นลักษณะของคนพื้นเมืองเดิม ซึ่งความคิดชุดนี้สะท้อนแนวคิดบางอย่างตามทฤษฎีการบุกรุกของชาวอารยัน (Aryan Invasion) ตามที่คนอารยันกล่าวถึงสงครามกับคนพื้นเมืองหรือพวกทาสยุ (Dasa/ Dasyu) ซึ่งคนเหล่านี้มีผิวเข้มแตกต่างจากชาวอารยันที่มีผิวขาว อีกทั้งยังเป็นพวกป่าเถื่อน ไม่เคารพบูชาพระเป็นเจ้า และไม่ประกอบยัญพิธี

สิ่งสำคัญที่เป็นตัวแบ่งระหว่างชาวอารยันกับคนพื้นเมืองคือ ‘ระบบวรรณะ’ คำว่า วรรณะมีความหมายที่ผูกอยู่กับเรื่องผิวพรรณ สี หรือรูปลักษณ์ โดยนักวิชาการด้านอินเดียศึกษาและประวัติศาสตร์อินเดียโบราณหลายคน ทั้งชาวตะวันตกและชาวอินเดียชี้ตรงกันว่า ในสมัยพระเวทแม้จะมีเรื่องของการแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ แล้ว แต่ยังไม่มีความแน่นอนและตายตัว

อาร์. เอส. ชาร์มา (R. S. Sharma) นักประวัติศาสตร์อินเดีย เสนอว่า สมัยพระเวท (1,000-100 ปีก่อนพุทธกาล) ระบบสังคมขณะนั้นแบ่งตามเครือญาติ เผ่า และเชื้อสาย ทำให้ยังมีความเป็นไปได้อยู่ว่า ระบบวรรณะสร้างขึ้นเพื่อแบ่งคนตามเชื้อสายของตนเอง

ในมหาภารตะยังแสดงถึงวิธีการแบ่งกลุ่มผู้คนตามสีผิวด้วยเช่นกัน โดยครั้งหนึ่งฤษีภฤคุ (Bhṛgu) กล่าวว่า ผู้คนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม พราหมณ์-ขาว กษัตริยะ-แดง ไวษยะ-เหลือง และศูทระ-ดำ แต่ก็ถูกตั้งคำถามโดยฤษีภารทวชะ (Bharadvaja) ถึงความจำเป็นของการต้องแบ่งคนตามรูปลักษณ์ เพราะสุดท้ายเราทุกคนก็มีเลือดสีเดียวกัน ประเด็นตรงนี้สะท้อนว่า มีความคิดที่เรื่องการแบ่งคนตามสีผิวอยู่จริง แต่ก็มีกระแสต่อต้านอยู่ด้วยในที ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ความคล้ำของพระกฤษณะมีร่องรอยบางอย่างของความเป็นคนท้องถิ่นอยู่

อย่างไรก็ดี สีผิวคล้ำไม่ใช่ปัญหาของการกีดกันทางโครงสร้าง อรชุนก็มีฉายาหนึ่งว่า กฤษณะ เทราปตีภรรยาของเหล่าพี่น้องปาณฑพก็มีชื่อหนึ่งว่า กฤษณา ซึ่งก็แปลว่า ดำ เช่นกัน ด้วยความที่นางเกิดจากกองไฟทำให้ผิวถูกคราบเขม่าไฟเกาะตามตัว จนมีผิวสีดำและเข้มกว่าสตรีอื่น แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พี่น้องปาณฑพจะไม่เลือกนางเป็นภรรยา ด้วยเหตุนี้การแต่งงานระหว่างลูกของท้าวปานฑุผู้มีผิวซีดกับนางเทราปตีผิวคล้ำ อาจจะสะท้อนการขยับของอารยธรรมอารยันเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำคงคา-ยมุนา ตอนกลางของอินเดียภาคเหนือก็ได้

วีรบุรุษกฤษณะ

ข้อคิดว่าด้วยเรื่องของวีรบุรุษในตำนาน พระกฤษณะมีหลักฐานที่เก่าแก่มากพอควร มีการพบเหรียญเงินสมัยอินโด-กรีก (พุทธศตวรรษที่ 3-4) แสดงรูปของเทพบุรุษถือวงล้อ (จักร) และดาบ รูปนี้จึงน่าจะเป็นหนึ่งในรูปของเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายไวษณพ (กลุ่มที่นับถือพระวิษณุ) ที่เก่าที่สุดรูปหนึ่งที่พบ

นอกจากนี้จารึกเสาเฮลิโอโดรัส (Heliodorus Pillar) จากมัธยประเทศ รัฐในอินเดียตอนกลาง ซึ่งจารึกด้วยตัวอักษรพราหมี กำหนดอายุได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีการระบุถึงการนับถือศาสนาภควตะ-วาสุเทวะ ซึ่งน่าจะหมายถึงศาสนาโบราณของยาทวะ (Yadava) คนท้องถิ่นเดิมในเมืองมถุรา รัฐอุตรประเทศ (อินเดียภาคเหนือ) เมื่อราว 300 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งนับถือ วาสุเทวะ-กฤษณะวีรบุรุษของพวกตนในฐานะเทพเจ้าสูงสุด

เหรียญเงินสมัยอินโด-กรีก แสดงรูปของเทพบุรุษถือวงล้อ (จักร) และดาบ ที่มา: Wikipedia

จารึกเสาเฮลิโอโดรัส (Heliodorus Pillar) จากมัธยประเทศ ที่มา: Wikipedia

เรื่องราวนี้พบบันทึกอยู่ในงานเขียนของฤษีปาณินิ (Panini) มีอายุราว 300-200 ปีก่อนพุทธกาล โดยระยะต่อมาศาสนาภควตะ-วาสุเทวะได้รวมเข้ากับศาสนาปาญจราตระ (Pancharatra) ศาสนาโบราณอีกศาสนาหนึ่ง ที่เชื่อว่ากำเนิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 โดยฤษีนารายานะ (Narayana) โดยพบว่า ในไตตติริยะสัมหิตา (Taittiriya Samhita)ระบุถึงวิธีการทางศาสนานี้ว่า ผู้สำเร็จปาญจราตระ (ความรู้ทั้ง 5) จะกลายเป็นผู้รอบรู้ในด้านวาทศาสตร์ วิธีการให้ได้มาซึ่งความรู้นั้นจำต้องประกอบพิธีกรรม 5 วัน 5 คืน เพื่อบูชาเทพเจ้าผู้จะอวตารลงมาตลอดเวลาดังกล่าว โดยวาสุเทวะ-กฤษณะเป็นเทพประธานที่จะเสด็จมาในวันสุดท้ายของการบูชา

ขณะที่ในมหาภารตะกล่าวว่า สัปตฤษีทั้ง 7 ตนเล่าถึงพิธีกรรมยัชญะต่อเนื่อง 5 วัน 5 คืน หรือปาญจราตระ ซึ่งต้องประกอบตามบัญญัติแห่งพระเวท ในส่วนตรงนี้ชี้ถึงกลิ่นอายแบบพระเวทในระบบศาสนาถิ่น เพราะฤษีนารายนะเป็นฤษีที่มีตัวตนอยู่ในวัฒนธรรมพระเวทมาก่อน ฉะนั้นเมื่อเกิดการรวมตัวกับศาสนาท้องถิ่นซึ่งบูชาวีรบุรุษ เข้ากับศาสนาที่เน้นเรื่องพิธีกรรมที่เป็นระบบ จึงเกิดการดึงโครงสร้างทางพิธีกรรมแบบพระเวทมาใช้ เพื่อประกอบสร้างร่างกายใหม่ให้กับศาสนาดั้งเดิม อีกทั้งลัทธิภควตะ-วาสุเทวะยังมีอีกชื่อคือ ‘ศาสนาวาสุเทวะ-กฤษณะ’ อันมีที่มาจากชื่อเทพเจ้าสูงสุดนั่นเอง

ร่องรอยดังกล่าวพบเห็นได้ในระบบวิธีคิดของลัทธิไวษณพปัจจุบันคือ พระกฤษณะเป็นหนึ่งในเทพสูงสุดของหลายของสำนักคิดในไวษณพนิกาย ทั้งยังสะท้อนระบบคิดแบบ เอกันติกะธรรมะ (Ekantika-dharma) หมายถึงการนับถือเทพเจ้าหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งพัฒนามาเป็นวิถีแบบวิษณุ-ราม-กฤษณะภักดีที่เห็นได้ในคัมภีร์ภควัทคีตา ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์เด่นของศาสนาฮินดูฝ่ายไวษณพที่มักเน้นเรื่องการบูชาเทพเจ้าอย่างสุดหัวใจ ความรักของพระเป็นเจ้า และการเป็นสาวกผู้ภักดี ต่างจากศาสนาฮินดูสาขาอื่น เช่น ไศวนิกายซึ่งเน้นออกบวช หรือศากตะนิกายที่เน้นการน้อมรับความเป็นไปของโลกและการเป็นหนึ่งกับจักรวาล

เมืองมถุราและทวารกา

ข้อชวนคิดสุดท้ายคือ ศาสนาภควตะโคจรรอบการบูชาเทพวีรบุรุษวาสุเทวะ-กฤษณะ ฉะนั้นความเก่งกล้าสามารถของพระกฤษณะที่ปรากฏให้เห็นในมหาภารตะไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับนาค พระอินทร์ หรือแม้แต่พระพรหม ตอกย้ำถึงความเป็นผู้กล้าหาญ เหรียญตราสมัยอินโด-กรีกที่แสดงภาพบุรุษถือดาบและจักร ก็จึงยิ่งแสดงให้เห็นมุมมองสำคัญหนึ่งคือ การเป็นนักรบของเทพเจ้าโบราณองค์นี้ ซึ่งเกิดและเติบโตในเมืองมถุรา เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของกลุ่มผู้นับถือพระกฤษณะ

ขณะเดียวกันหมู่บ้านวริดาวันที่พระกฤษณะไปลี้ภัย ก็ล้วนอยู่ในขอบเขตของเมืองมถุราทั้งสิ้น ซึ่งหากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ศาสนาพระเวทกำลังก่อตัวในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ-สรัสวตี เมืองมถุรานั้นนับว่าอยู่นอกเขตวัฒนธรรมพระเวทมาก่อน

การทำงานทางโบราณคดีพบร่องรอยการอยู่อาศัยในเขตเมืองมถุรา ตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมสินธุเมื่อ 4,500-5,000 ปีมาแล้ว ก่อนเริ่มพบร่องรอยของวัฒนธรรมพระเวท (ภาชนะดินเผาแบบสีเทาเขียนลาย) ในช่วง 200 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งใกล้เคียงกับการค่อยๆ ก่อตัวของระบบศาสนาวาสุเทวะ-กฤษณะ ซึ่งมีการผสมกลิ่นอายท้องถิ่นและระบบระเบียบแบบพระเวท

อีกข้อสังเกตที่อาจช่วยสนับสนุนความเป็นคนพื้นเมืองเดิมของพระกฤษณะคือ ที่ตั้งของเมืองทวารกา เมืองหลวงของสกุลยาทพที่พระกฤษณะสถาปนาขึ้น หลังจากครองราชย์ที่เมืองมถุราแล้ว โดยเมืองทวารกานี้ตั้งอยู่ในเขตตะวันตกของประเทศอินเดีย ติดกับทะเลอาหรับ ซึ่งในปัจจุบันตรงกับบริเวณรัฐคุชราต ทางตะวันตกของอินเดีย เช่นเดียวกับเมืองมถุราที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แถบรัฐอุตรประเทศ ซึ่งทั้งสองพื้นที่นี้เต็มไปด้วยเมืองโบราณในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุจำนวนมาก เช่น เมืองโลทัล (Lothal) เมืองกุนตาสิ (Kuntasi) และเมืองสุรโกตาทะ (Surkotada) การที่พระกฤษณะมีเมืองของพระองค์ในเขตที่อุดมไปด้วยรากฐานของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเช่นเดียวกับเมืองมถุรา ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของพระกฤษณะกับรากฐานวัฒนธรรมเดิมก่อนหน้าระบบแบบพระเวท

กระบวนการดูดกลืนเทพเจ้าท้องถิ่นให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบพระเวท ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญมากอย่างหนึ่งของศาสนาฮินดูคือ เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันมากกว่าจะทำลายความเชื่อดั้งเดิม ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบวนเช่นนี้ย่อมมีการกดทับหรือการกีดกันอยู่ด้วย แต่ในส่วนหนึ่งก็ย่อมดีกว่าการทำลายหรือลบล้างทุกสิ่งที่แตกต่างไปเสียหมด หากศาสนาพระเวทเลือกที่จะทำลายเทพเจ้าท้องถิ่นทั้งหมดให้หายไป คงไว้เพียงแต่เทพเจ้าของตนเท่านั้น ความรุ่มรวยหลายอย่างของศาสนานี้คงจะสูญสิ้นไปหมด และศาสนาฮินดูที่พวกเรารู้จักในปัจจุบันก็คงจะมีแต่พระอินทร์ ราชาแห่งทวยเทพนั่งอยู่บนบัลลังก์เท่านั้น พระกฤษณะ พระศิวะ พระคเณศ หรือแม้แต่เจ้าแม่ทั้งหลาย ก็คงเป็นได้แค่หมอกควันแห่งความหลากหลายทางความเชื่อที่ถูกทำลาย

สำหรับผู้เขียน ไม่ว่าพระกฤษณะเคยเป็นเทพเจ้าท้องถิ่นมาก่อนหรือไม่ แต่ก็สะท้อนถึงใจที่กว้างขวางของคนอินเดียโบราณที่อนุญาตให้เกิดปฏิสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบขึ้น ซึ่งเมื่อหันมาแลมองอินเดียปัจจุบัน การพยายามจำกัดให้ศาสนาฮินดูเหลือเพียงแบบเดียว ต้องนับถือเทพองค์นี้หรือขนบนี้โดยกลุ่มฮินดูนิยมบางกลุ่ม จึงเป็นเสมือนการกำลังบีบคอฆ่าคุณค่าชุดหนึ่ง ซึ่งเคยหลอมรวมชมพูทวีปที่หลากหลายนี้

ที่มาข้อมูล

ผาสุข อินทราวุธ (2522) รูปเคารพในศาสนาฮินดู กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

Constance Jones; James D. Ryan (2006). Encyclopedia of Hinduism. Infobase Publishing

Jan Gonda (1977). Medieval Religious Literature in Sanskrit. Harrassowitz.

R. Allchin; George Erdosy (1995). The Archaeology of Early Historic South Asia: The Emergence

Gavin D. Flood (1996). An Introduction to Hinduism. Cambridge University Press.

Sharma, Ram Sharan (1990). Sudras in Ancient India: A Social History of the Lower Order Down to Circa A.D. 600. Motilal Banarsidass Publishers

Upinder Singh (2008). A History of Ancient and Early Medieval India: From the Stone Age to the 12th Century. Pearson Education India.of Cities and States. Cambridge University Press.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...