โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี

THE STANDARD

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาหลุด 4,000 ดอลลาร์ ในเวลา 5 เดือน คำถามใหญ่ของครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ว่า ทองจะกลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้งหรือไม่

สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิด 3 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง

รถไฟเหาะที่ยังไม่จบ

ปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในปีที่ราคาทองคำผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ถึง 12 ครั้งในครึ่งปีแรก 2026 ก่อนพลิกกลับเป็นขาลงอย่างรุนแรง

รายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ในชื่อ ‘Point break’ ของ World Gold Council (WGC) ระบุว่า ราคา LBMA Gold Price พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 5,405 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและกิจกรรมในตลาดออปชันที่หนาแน่น ก่อนจะร่วงลงมาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ในช่วงปลายมิถุนายน โดยทำจุดต่ำสุดที่ 4,001.80 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

หากอ้างอิงราคาสปอต (XAU) จุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 5,595.47 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 3,959.33 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

การเหวี่ยงตัวครั้งนี้ดันความผันผวนทะลุระดับ 50% ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนจะลดลงมาต่ำกว่า 30% แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะปรับฐานลง แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตัวหนึ่งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยปรับตัวขึ้นราว 23%

ไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 13 ปี

CNBC รายงานว่า มูลค่าทองคำลดลงไป 16% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2013 และปรับตัวลง 7.76% นับจากต้นปี

จิโอวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก UBS ระบุว่า เสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ของทองถูกหักล้างในระยะหลังด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ที่สูงขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่า และมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ผ่อนคลายน้อยลง

เปิด 3 ฉากทัศน์ครึ่งปีหลัง

สภาทองคำโลกประเมินว่า ราคาทองในปัจจุบันสอดคล้องกับสภาวะของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ทั้งการเติบโตปานกลาง เงินเฟ้อที่ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อในระดับจำกัด

ภายใต้เงื่อนไขนี้ หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบบวกลบ 5% ในบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ ตลอดครึ่งปีหลัง โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

  • ฟื้นตัวสู่ขาขึ้น ผลตอบแทน +5% ถึง +20% เกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน จากอย่างน้อย 1 ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลง การกลับทิศของความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย หรือการเข้าซื้อของนักลงทุนระยะยาว (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง)
  • เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ผลตอบแทน -5% ถึง +5% กรณีที่ภาพมหภาคยังเป็นไปตามที่ตลาดคาด ราคาจะแกว่งตัวในกรอบรอบระดับ 4,100 ดอลลาร์
  • ปรับฐานลงต่อ ผลตอบแทน -5% ถึง -15% เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น และตลาดสงบลง (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสลงไปสู่ระดับ 3,500 ดอลลาร์)

จะได้เห็นทองคำ 5,000 ดอลลาร์ อีกเมื่อไร?

คำตอบสั้น ๆ ของสภาทองคำโลก คือ ‘ได้ แต่ต้องมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน’

การวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์บนพื้นฐานมหภาคชี้ว่า ทองสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ที่ราวระดับ 4,500 ดอลลาร์ แต่จะต้องมีสัญญาณที่แข็งแกร่งและชัดเจนเท่านั้น จึงจะผลักดันราคาขึ้นสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ ได้อย่างยั่งยืน

ปัจจัยที่อาจจุดชนวนขาขึ้น ประกอบด้วย

  • ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด สภาทองคำโลกระบุว่าในเชิงสถิติ การเพิ่มขึ้นของดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (GPR index) 100 จุดต่อเดือน มักดันราคาทองขึ้นราว 2.5% โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและกระแส AI แม้จะไม่สะทกสะท้านกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่มูลค่าหุ้นที่สูงและตลาดสินเชื่อเอกชน (private credit) ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจกระตุ้นการโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
  • การเมืองสหรัฐฯ และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี แต่ dot plot ล่าสุดยังแตกเป็นสองฝ่าย โดยประธาน Fed เควิน วอร์ช เลือกไม่ร่วมใส่ประมาณการใน dot plot ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กดดันอย่างต่อเนื่องให้ปรับลดดอกเบี้ย หากตลาดกลับมาคาดหวังดอกเบี้ยขาลง (dovish) ทองจะได้ประโยชน์ ทั้งนี้ คำถามเรื่องความเป็นอิสระของ Fed เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนทองพุ่งช่วงต้นมกราคม
  • เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ในช่วงเงินเฟ้อพุ่ง ทองมักตามหลังสินทรัพย์อื่นอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ แต่จะไล่ตามและทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเงินเฟ้อยืดเยื้อ

ส่วนปัจจัยกดดันที่อาจสร้างแรงต้าน ได้แก่ ดอลลาร์แข็งค่าและดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเกินคาด นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยง (risk-on) และปัจจัยเชิงเทคนิค โดยสภาทองคำโลกระบุว่าหากทองหลุดระดับราว 3,860 ดอลลาร์ อาจทำให้ราคาไหลลงต่อ โดยค่าเฉลี่ยราคา 2 ปีอยู่ที่ราว 3,520 ดอลลาร์

‘เอเชีย’ เครื่องยนต์ใหม่ของราคาทอง

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนในภูมิภาค คือบทบาทของเอเชียในการกำหนดทิศทางราคา การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างวันของทองคำพบว่า การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในช่วงเวลาซื้อขายของเอเชียและสหรัฐฯ โดยการปรับฐานมักเกิดในช่วงตลาดสหรัฐฯ ขณะที่การฟื้นตัวมักเกิดในช่วงตลาดเอเชีย

เมื่อแยกผลตอบแทนตามช่วงเวลาซื้อขายในครึ่งปีแรก พบว่าช่วงตลาดเอเชียให้ผลตอบแทน +12.97% ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ -1.32% และสหรัฐฯ ติดลบถึง -15.08% สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้บริโภคเอเชียที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาทองคำ

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งเป็นตลาดทองใหญ่อันดับสองด้วยดีมานด์สุทธิราว 800 ตันต่อปี ได้ออกมาตรการชะลอการนำเข้าทองตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้าจาก 6% เป็น 15% เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศท่ามกลางแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งสภาทองคำโลกประเมินว่าเฉพาะการขึ้นภาษีจะฉุดดีมานด์เครื่องประดับ ทองแท่ง และเหรียญลง 50-60 ตัน หรือราว 10% เมื่อเทียบปีต่อปี

ภาพ: NMK-Studio / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...