โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหากาพย์ฮั้วสว.เกมวัดใจกกต. ส่งศาลหรือฟอกขาวกลุ่มสีน้ำเงิน

ไทยโพสต์

อัพเดต 17 มิถุนายน 2569 เวลา 4.59 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คดีมหากาพย์ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกจุดพลุขึ้นมาเขย่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกระลอก เมื่อพรรคประชาชน โดย "ไอติม" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หงายไพ่เด็ดเปิดคลิปวิดีโอหลักฐานแฉกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เดินยึดโพยรายชื่อและหมายเลขคาคูหาเลือก สว.ระดับประเทศ ทว่ากลับปล่อยผ่านไฟเขียวให้โหวตต่อจนจบพิธีกรรม กลายเป็นเบ็ดล็อกคอ กกต.ชุดใหญ่ บีบให้ต้องเลือกระหว่างการทำหน้าที่ผู้คุมกฎ หรือยอมถูกตราหน้าเป็นนั่งร้านกางปีกป้องขบวนการกินรวบสภาสูงที่มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 229 ชีวิต

แต่เรื่องนี้เกิดรอยปริร้าวในชั้นไต่สวนอย่างรุนแรง หลังคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กางเส้นทางการเงินและเครือข่ายบล็อกโหวต ชี้มูลความผิดผู้สมัคร สว.ตัวจริง 138 คน พ่วงลิ่วล้อฝั่งการเมืองและระดับรัฐมนตรีอีก 91 คน ในข้อหาร่วมกันจัดตั้งโหวตเตอร์ แต่เรื่องกลับหักมุมแทงข้างหลังพวกเดียวกันเอง เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ดัดหลังด้วยมติลับ 5 ต่อ 2 เสียง เสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด โดยอ้างว่าหลักฐานน้ำหนักไม่พอ เผือกร้อนก้อนนี้จึงถูกโยนกลับมาให้ กกต.ชุดใหญ่ ฝั่งสื่อมวลชนรวมถึงนักวิชาการสายรัฐศาสตร์มองไปในทิศทางเดียวกันว่า คงหนีไม่พ้นบทมวยล้มต้มคนดู อาจจะสั่งเชือดลิงแค่ 20 กว่าคน เพื่อลดแรงเสียดทาน แล้วปล่อยขุนพลหลักร้อยกว่าชีวิตเสวยสุขในสภาสูงต่อตามแผนจัดตั้งเดิม

โดยนายพริษฐ์ออกมาเรียกร้องให้ กกต.ชุดใหญ่เร่งส่งสำนวนคดีไปให้กับศาลฎีกา โดยให้ 4 เหตุผลประกอบไว้ดังนี้

1.หลักฐานในคดีนี้ เช่น โพย คลิปเสียง หลักฐาน การนัดหมาย หรือเส้นทางการเงินนั้นมีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต.เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาล หาก กกต.ไม่ส่ง เรื่องไปที่ศาล กกต.จะถูกตั้งคำถามได้ว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่กับคดีความอื่นๆ

2.คณะอนุกรรมการ คณะที่ 36 ที่มีมติยกคำร้องทั้ง 229 ราย มีปัญหาในความชอบธรรม ทั้งเหตุผลในการตั้ง ตลอดจนกระบวนการ พิจารณาและคุณสมบัติของอนุกรรมการ หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล โดยอ้างมติของคณะอนุกรรมการคณะที่ 36 จะถูกมองว่า กกต.ใช้คณะชุดที่ 36 เป็นเครื่องมือในการฟอกขาว

3.กกต.ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กรรมการ 4 ใน 7 ราย ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่ง โดย สว.ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ประกอบด้วย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ก็จะถูกตั้งคำถามได้ว่า การเข้าสู่ตำแหน่ง กกต.นั้นต้องแลกมากับเงื่อนไขช่วยน้ำเงินด้วยหรือไม่

และ 4.กกต.ถูกตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาในการตรวจสอบคดีโกง สว. เช่น คลิปที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ กกต.เดินเก็บโพยพร้อมเตือนผู้สมัครในวันเลือกตั้ง ดังนั้นหาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล จะถูกตั้งข้อครหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง สว.หรือไม่

ฝั่ง กกต.พากันดาหน้าเคลียร์ไฟไหม้ นำโดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการ กกต.หงายการ์ดคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขแดง อท 13/2568 มาเป็นยันต์ตีความเข้าข้างตัวเองว่า กฎหมายไม่ได้เขียนข้อห้ามเรื่องพกโพยเข้าคูหา เจ้าหน้าที่จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ยิ่งจังหวะที่สื่อมวลชนไล่บี้ถาม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ว่าโพยของกลางปัจจุบันยังอยู่ดี หรือถูกสั่งทำลายหลักฐานทิ้งไปแล้ว เจ้าตัวกลับทำเพียงส่งยิ้มปฏิเสธคำถาม อ้างสั้นๆ แค่ศาลวินิจฉัยจบแล้ว พฤติกรรมซุกขยะไว้ใต้พรมเช่นนี้ ยิ่งทำให้สาธารณชนปักใจเชื่อว่านี่คือขบวนการฟอกขาวอุ้มพวกพ้องหรือไม่

ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันแม้ ทางคณะอนุกรรมการคณะที่ 36 จะมีมติเห็นควรตีตกสำนวนฮั้ว สว. แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงินที่ทางดีเอสไอรับผิดชอบแต่อย่างใด เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับกัน

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ส.ค.จะครบรอบ 90 วัน ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีการคาดเดาว่า กกต.กำลังหาทางลง โดยเริ่มส่งสัญญาณปรับยุทธวิธีถอยฉากเพื่อเอาตัวรอดจากวงล้อมวิกฤตศรัทธา บอร์ด กกต.อาจเลือกหักมติของชั้นอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้วพิจารณา "ส่งไม้ต่อ" โยนสำนวนร้อนฉ่านี้ให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ชะตาขั้นสุดท้าย ยุทธวิธี "ยืมมือศาล" เช่นนี้ ถือเป็นทางออกทางเดียวที่จะช่วยปลดชนวนข้อครหาเรื่องความสมยอมทางการเมือง และล้างมลทินเรื่องการอุ้มเครือข่ายสายสีน้ำเงิน เพราะในแง่การเมือง การโยนภาระไปให้ศาลยุติธรรมวินิจฉัย ไม่เพียงแต่จะช่วยลดแรงเสียดทานจากประชาชนที่กำลังเดือดดาล แต่ยังเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่จะเซฟบอร์ด กกต.ไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับวิบากกรรมทางกฎหมายในภายหลัง

การเลือกเดินหมากในลักษณะผ่าทางตันเช่นนี้ เท่ากับเป็นการลอกคราบ กกต.จากจำเลยสังคมกลับมาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยใช้วิธีรวบรวมพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วส่งฟ้องศาลฎีกาตามช่องทาง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพื่อผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดออกจากอก แทนการใช้อำนาจทุบโต๊ะสั่งยกคำร้องในชั้นองค์กรอิสระ ไม่ให้ฝ่ายค้านหรือภาคประชาชนสามารถกางข้อกฎหมายมาฟ้องร้องเด็ดหัวกรรมการทั้ง 7 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้ เกมล้างมลทินเชิงชั้นเจตนาในด่านสุดท้ายของ กกต.จึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกติกาอย่างบริสุทธิ์ใจ หากแต่เป็นพิมพ์เขียวการเอาตัวรอดเพื่อรักษาหัวโขนตำแหน่งของตนเอง โดยเปลี่ยนสถานะของคดีฮั้ว สว.ให้กลายเป็นเผือกร้อนในมือของระบบศาลแทน

ส่วน กกต.เล็งที่จะฟัน สว.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีหลายรายนั้น คงต้องรอบทสรุปในเดือน ส.ค.นี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...