ประกันภัยเปลี่ยนเกมประกันรถ EV ชูความคุ้มครองเฉพาะทางแทนเบี้ยถูก
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 (ฉบับที่ 529)
บริษัทประกันมองโอกาสประกันรถยนต์ EV หลังยอดจองรถพุ่ง เน้นออกแบบความคุ้มครองครอบคลุมความเสี่ยงใหม่ ทั้งแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า และค่าอะไหล่สูง
เมื่อตลาดประกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้าสู่ยุคบริหารความเสี่ยง จากภาพรวมตลาดประกันรถยนต์ไฟฟ้าไทยในปี 2569 สะท้อนชัดว่า แม้ EV จะเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมประกันภัย แต่ก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูง ส่งผลให้บริษัทประกันภัยไม่สามารถแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะปัจจัยชี้ขาดในระยะต่อไปจะอยู่ที่ความสามารถในการเข้าใจเทคโนโลยี EV การประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลจริง การบริหารต้นทุนสินไหม การสร้างเครือข่ายซ่อมเฉพาะทาง และการออกแบบประสบการณ์บริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า
ดังนั้น ผู้ชนะในตลาดประกันรถ EV ไทยระยะยาว อาจไม่ใช่บริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หรือเสนอเบี้ยประกันต่ำที่สุด แต่จะเป็นบริษัทที่สามารถผสานความเข้าใจด้านเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และคุณภาพบริการเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ตลาดประกันรถยนต์ EV ไทย
ในปี 2569 ตลาดประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในประเทศไทย กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากตลาดเกิดใหม่ไปสู่ตลาดที่มีการแข่งขันเต็มรูปแบบ หลังจำนวนรถ EV ในระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการทำประกันภัยขยายตัวตามไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทประกันภัยต้องเร่งปรับกลยุทธ์ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การตั้งเบี้ยประกัน การบริหารสินไหม และเครือข่ายซ่อม เพื่อรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างมีนัยสำคัญ
โดยข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า ในปี 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV อยู่ที่ประมาณ 122,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 74% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดสะสมรถ EV ในประเทศไทยมีมากกว่า 418,000 คัน หรือเติบโตมากกว่า 70% สะท้อนให้เห็นว่า ฐานผู้ใช้รถไฟฟ้าในประเทศกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในเดือนมกราคม 2569 ที่มียอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่ยังเติบโตสูงกว่า 200% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่ช่วงเร่งตัว และกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจประกันวินาศภัยไทย ซึ่งการเติบโตของรถ EV ทำให้บริษัทประกันภัยต้องเร่งพัฒนา“ประกันรถ EV” ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงเฉพาะด้าน เช่น แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อน ซอฟต์แวร์ควบคุม และอุปกรณ์ชาร์จ ซึ่งมีต้นทุนความเสียหายสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป
โจทย์ใหญ่ประกันรถยนต์ EV
ภาคอุตสาหกรรมประกันภัยระบุว่า ปัจจุบันโครงสร้างการแข่งขันในตลาดประกันรถ EV กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่บริษัทประกันรายใหญ่เป็นผู้ครองตลาดหลัก ไปสู่การแข่งขันที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยมีผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอินชัวร์เทคเข้ามาใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และช่องทางดิจิทัลในการเสนอขายประกันภัย รวมถึงกำหนดเบี้ยประกันให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าแต่ละประเภทมากขึ้น
โดยลูกค้าประกันรถ EV มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากการพร้อมเปลี่ยนบริษัทประกันเมื่อครบปี หากได้รับข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่า ทั้งในแง่ราคา ความคุ้มครอง และประสบการณ์เคลม
อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันรายใหญ่ยังคงมีความได้เปรียบจากฐานลูกค้าเดิม ความน่าเชื่อถือด้านการจ่ายเคลม และเครือข่ายอู่ซ่อมที่ครอบคลุม ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่มีจุดแข็งด้านความคล่องตัว การใช้เทคโนโลยี และความยืดหยุ่นในการตั้งราคา แต่ยังต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในเรื่องการให้บริการสินไหม เครือข่ายซ่อมเฉพาะทาง และมาตรฐานบริการหลังการขาย
โดยโจทย์ใหญ่ของตลาดประกันรถยนต์ EV อยู่ที่ “ต้นทุนความเสียหาย” โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 30-50% ของราคารถ ส่งผลให้มูลค่าเคลมต่อครั้งอยู่ในระดับสูง หากเกิดความเสียหายรุนแรงหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญ ขณะเดียวกัน อู่ซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ EV ยังมีจำนวนจำกัดในบางพื้นที่ ทำให้ระยะเวลาการซ่อมและการเคลมอาจยาวนานกว่ารถยนต์ทั่วไป
อีกปัจจัยที่บริษัทประกันต้องบริหารอย่างระมัดระวัง คือความไม่แน่นอนของมูลค่าแบตเตอรี่ในระยะยาว รวมถึงข้อมูลสถิติความเสียหายของรถ EV ที่ยังมีไม่มากพอ เนื่องจากตลาดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เมื่อข้อมูลเคลมยังไม่สะสมเพียงพอ บริษัทประกันจึงต้องตั้งเบี้ยโดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้เบี้ยประกันรถ EV ในบางรุ่นยังสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาก
หากมองในมุมการแข่งขัน ผู้ประกอบการได้เริ่มปรับกลยุทธ์จาก “สงครามราคา” ไปสู่ “การแข่งขันด้านคุณภาพ” มากขึ้น โดยเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น ความคุ้มครองแบตเตอรี่ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีแบตเตอรี่หมด ความคุ้มครองอุปกรณ์ชาร์จ รวมถึงการขยายเครือข่ายอู่ซ่อม EV เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้เอาประกันภัย
โดยในระยะต่อไปตลาดประกันรถยนต์ EV จะเข้าสู่ช่วงคัดกรองผู้เล่น สำหรับบริษัทที่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการซ่อม มีพันธมิตรกับผู้ผลิตรถยนต์ มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินความเสี่ยง และสามารถควบคุมต้นทุนสินไหมได้ดี จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในระยะยาว
ขณะเดียวกัน รูปแบบประกันภัยรถ EV มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การคิดเบี้ยตามพฤติกรรมการใช้งาน หรือ Usage-based Insurance มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลจากตัวรถแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงให้แม่นยำกว่าเดิม
วิริยะประกันภัยเร่งปรับเกมรับ EV
[caption id="attachment_244319" align="aligncenter" width="1000"]
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง และกำลังผลักดันให้ธุรกิจประกันภัยต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งในด้านการออกแบบกรมธรรม์ การประเมินความเสี่ยง และระบบบริการหลังการขาย โดยบริษัทจะเดินหน้าพัฒนากรมธรรม์และระบบบริการเพื่อรองรับต้นทุนซ่อมที่สูงขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีของรถ EV ที่มีความซับซ้อนมากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยมองว่า การแข่งขันระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ความเข้าใจในเทคโนโลยี EV และความสามารถในการบริหารความเสี่ยง
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างยกระดับแนวทางรับประกันภัยรถ EV ให้สอดคล้องกับโครงสร้างความเสี่ยงยุคใหม่ โดยนำข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์ด้านการเคลมเข้ามาประกอบการพิจารณาอย่างเข้มข้น เพื่อให้การกำหนดเบี้ยและเงื่อนไขความคุ้มครองสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงมากขึ้น
“เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีองค์ประกอบความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถทั่วไป โดยเฉพาะแบตเตอรี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีมูลค่าสูงและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน บริษัทจึงต้องปรับทั้งวิธีประเมินความเสี่ยงและรูปแบบบริการให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป”
นายอมรกล่าวว่า สำหรับแนวทางดำเนินงานในปี 2569 บริษัทให้ความสำคัญกับ 3 มิติหลัก ได้แก่
- การพัฒนากรมธรรม์ที่รองรับความเสียหายเฉพาะทางของรถ EV
- การขยายเครือข่ายอู่และศูนย์ซ่อมที่มีศักยภาพด้านระบบไฟฟ้า และ
- การใช้ข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ขับขี่ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงในการกำหนดเบี้ยประกัน
ขณะเดียวกัน ต้นทุนการเคลมยังเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะกรณีความเสียหายของแบตเตอรี่ ซึ่งมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับราคาตัวรถ ประกอบกับข้อจำกัดด้านอะไหล่และบุคลากรเฉพาะทาง ทำให้ระยะเวลาการซ่อมและค่าใช้จ่ายโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง
“เพราะในระยะต่อไป การแข่งขันของประกันรถ EV จะไม่ได้อยู่ที่เบี้ยประกันต่ำที่สุด แต่จะเป็นการแข่งขันด้านคุณภาพบริการ ความรวดเร็วในการเคลม และความสามารถในการบริหารต้นทุนความเสี่ยง ดังนั้น บริษัทจึงเร่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ให้บริการศูนย์ซ่อม และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับมาตรฐานการซ่อม ลดระยะเวลาการเคลม และเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนระยะยาว”
นอกจากนี้ วิริยะประกันภัยยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ใช้รถ EV รายใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความคุ้มครอง เงื่อนไขกรมธรรม์ และแนวทางการใช้งานรถอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและลดข้อพิพาทด้านการเคลมในอนาคต
กรุงเทพประกันภัยคุมเข้มพอร์ต EV
[caption id="attachment_244315" align="aligncenter" width="500"]
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)[/caption]
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า ในปี 2569 ตลาดประกันรถยนต์ไฟฟ้ายังมีความเสี่ยงสูง แม้ว่าจำนวนรถ EV ในตลาดจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และความต้องการประกันภัยจะขยายตัวตามไปด้วย แต่ในส่วนของบริษัทประกันภัยยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนความเสียหายที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าความต้องการทำประกันรถ EV จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ต้นทุนค่าสินไหมยังสูง ทำให้พอร์ตนี้ยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ในขณะนี้
ทั้งนี้ อัตราค่าสินไหม หรือ Loss Ratio ของประกันรถ EV ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 70% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สัดส่วนเบี้ยประกันภัย EV ของบริษัทอยู่ที่ราว 2% ของพอร์ตทั้งหมด ซึ่งปัจจัยหลักที่กดดันธุรกิจมาจากโครงสร้างต้นทุนของรถ EV ที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป โดยเฉพาะค่าอะไหล่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายบางกรณีอาจต้องเปลี่ยน ชิ้นส่วนแทนการซ่อมเฉพาะจุด ทำให้ต้นทุนต่อเคลมสูงขึ้น จากลักษณะการซ่อมรถ EV ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนอะไหล่มากกว่าซ่อมเฉพาะจุด ทำให้ต้นทุนต่อเคลมสูงกว่ารถปกติ
ดร.อภิสิทธิ์กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าว ในปี 2569 บริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจประกันรถ EV ใหม่โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก ผ่านการชะลอการขยายพอร์ต คัดเลือกรับประกันภัยเข้มงวดมากขึ้น เน้นลูกค้าเดิมและการต่ออายุ รวมถึงกำหนดเบี้ยประกันให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของพอร์ตมากกว่าปริมาณ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ การปรับลดราคารถยนต์ไฟฟ้าในตลาด ซึ่งอาจมีผลต่อการกำหนดทุนประกันและเบี้ยประกันในปีถัดไป หากราคารถปรับตัวลงเร็ว บริษัทประกันจำเป็นต้องประเมินทุนประกันอย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่ารถและความเสี่ยงที่แท้จริง จากราคารถที่ปรับตัวลงเร็ว ทำให้การตั้งทุนประกันต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะส่งผลต่อความสมดุลของความเสี่ยง
“กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดประกันรถ EV ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “คัดคุณภาพพอร์ต” มากกว่าการแข่งขันด้านราคา โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับโมเดลการรับประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่จากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า”
เดินหน้าปรับแผนประกันใหม่
[caption id="attachment_244318" align="aligncenter" width="1000"]
นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)[/caption]
นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ของประกันรถยนต์ในปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ตอบโจทย์ความเสี่ยงเฉพาะของรถ EV ที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป
นางวิชินีกล่าวว่า จากแนวโน้มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการประกันภัยขยายตัวตามไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทต้องปรับรูปแบบความคุ้มครองให้สอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะความเสียหายจากแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า และต้นทุนการซ่อมที่สูงกว่ารถสันดาป เมื่อรถ EV ไม่ได้เปลี่ยนแค่พลังงานที่ใช้ แต่เปลี่ยนโครงสร้างความเสี่ยงของประกันภัยทั้งระบบ บริษัทจึงต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเลือกความคุ้มครองได้ตรงกับการใช้งานจริง
โดยในปี 2569 บริษัทได้ปรับและพัฒนาแบบประกันรถยนต์ใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นของแผนประกัน เช่น การเลือกระดับความคุ้มครองได้ตามงบประมาณ การปรับรูปแบบความคุ้มครองให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้รถ และการรองรับความเสียหายจากระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์เฉพาะของรถ EV
“การปรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสะท้อนกลยุทธ์ของธนชาตประกันภัยที่ต้องการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มผู้ใช้รถ EV ซึ่งมีความต้องการเฉพาะด้านมากขึ้น ทั้งในแง่ความคุ้มครอง ความคุ้มค่า และความยืดหยุ่นของแผนประกันภัย”
ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยเฉพาะปัจจัยใหม่ที่อาจกระทบต่อรถ EV เช่น น้ำท่วม ความเสียหายของแบตเตอรี่จากการใช้งาน ค่าอะไหล่ที่ผันผวน และต้นทุนซ่อมที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งล้วนมีผลต่อการกำหนดเบี้ยประกันและการบริหารเคลมในระยะยาว
TQM ปรับเกมประกัน EV
[caption id="attachment_244314" align="aligncenter" width="750"]
ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวรันซ์ โบรคเกอร์ จำกัด[/caption]
ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวรันซ์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ TQM เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการออกแบบความคุ้มครองในรูปแบบ ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และเลือกได้ตามความจำเป็น ท่ามกลางแนวโน้มเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าชั้น 1 ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนความเสี่ยง โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังต้องการความคุ้มครองที่เพียงพอต่อการใช้งานจริง
ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว บริษัทได้นำเสนอแผนประกัน “Motor EV 2+” ให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณี รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่และผู้โดยสารตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะรองรับความเสี่ยงพื้นฐานจากระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตัวรถ พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินในบางกรณี เช่น รถยก หรือการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุขัดข้องระหว่างการใช้งาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทประกันภัยคู่สัญญาเบี้ยประกันเริ่มต้นประมาณ 13,000 บาทต่อปี
ทั้งนี้ มองว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยไม่เพียงทำให้ตลาดประกันขยายตัว แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบความต้องการของลูกค้า จากเดิมที่เน้นความคุ้มครองสูงสุด มาเป็นการเลือกความคุ้มครองที่ เหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณ มากขึ้น ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Motor EV 2+ จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถ EV ในเมือง หรือผู้ที่ต้องการลดค่าเบี้ย แต่ยังต้องการความคุ้มครองพื้นฐานที่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม แผนประกันดังกล่าวยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับประกันชั้น 1 เช่น ไม่ครอบคลุมความเสียหายในกรณีไม่มีคู่กรณี ซึ่งผู้บริโภคควรพิจารณาให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ โดยการเปิดตัวแผน Motor EV 2+ สะท้อนการปรับตัวของ TQM ในตลาดประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความยืดหยุ่น รองรับทั้งด้านราคาและความคุ้มครอง
“แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงประกันภัยของผู้บริโภค แต่ยังเป็นการวางตำแหน่งธุรกิจให้สอดรับกับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของตลาดประกันภัยไทยในระยะต่อไป”
กดดันต้นทุนเคลมพุ่ง
[caption id="attachment_244317" align="aligncenter" width="500"]
นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)[/caption]
นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดประกันรถ EV ในปีนี้ไม่ได้แข่งขันกันที่ เบี้ยประกันถูกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ ความเข้าใจความเสี่ยง และศักยภาพการให้บริการเป็นหลัก แม้ว่าปัจจุบันพอร์ตประกันรถ EV ของบริษัท ยังมีสัดส่วนไม่มาก แต่มีความท้าทายสูง โดยเฉพาะอัตราส่วนความเสียหายหรือการเคลม (Loss Ratio) ที่อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 150% สะท้อนต้นทุนความเสียหายที่ยังควบคุมได้ยาก
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลยอดจองและจำนวนรถ EV ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทมองว่าเป็น โอกาสในการขยายตลาด แต่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยอยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลเพื่อพัฒนาแบบประกันภัย EV คาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ภายในสิ้นปี 2569
สำหรับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทให้ความสำคัญกับ ความคุ้มครองเฉพาะทาง ที่สอดคล้องกับโครงสร้างความเสี่ยงของรถ EV โดยเฉพาะ อาทิ ความเสียหายของแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า, ความเสี่ยงจากระบบอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์, ต้นทุนซ่อมที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป,แนวโน้มการ เปลี่ยนอะไหล่ มากกว่าการซ่อม เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทเตรียมจะออกแบบเงื่อนไขความคุ้มครองประกันรถ EV ให้สะท้อนความเสี่ยงจริง เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง ความคุ้มครองลูกค้า และความยั่งยืนของพอร์ตประกัน
นายรัฐพลกล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของประกันรถ EV คือ ต้นทุนเคลม ที่สูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายใน จากหลายปัจจัย ได้แก่ ราคาแบตเตอรี่และอะไหล่ที่สูง อู่ซ่อมเฉพาะทางยังมีจำกัด รวมถึงระยะเวลาซ่อมที่ยาว ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมปรับแนวทางรับประกันภัยให้รอบคอบมากขึ้น ทั้งการคัดเลือกลูกค้า การกำหนดเบี้ย และการติดตามความเสี่ยง เพื่อควบคุม Loss Ratio ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
ในด้านบริการ MSIG เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EV อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นขยายเครือข่ายอู่ซ่อม EV จับมือพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พัฒนาทักษะช่างซ่อม EV ปรับปรุงกระบวนการเคลมให้รวดเร็วและโปร่งใส โดยมีเป้าหมายคือการลดระยะเวลาซ่อม และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในระยะยาว
ดันเทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ
[caption id="attachment_244316" align="aligncenter" width="1000"]
นายนิโคลัส ฟาร์เกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ[/caption]
ด้านนายนิโคลัส ฟาร์เกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาด EV ในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2569 มีจำนวนรถ EV สะสมมากกว่า 418,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 70% จากปีก่อน และยอดจดทะเบียนใหม่ช่วงต้นปีเติบโตมากกว่า 200% การเติบโตดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความต้องการประกันภัยรถ EV ซึ่งมีความเสี่ยงแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างอะไหล่ และต้นทุนการซ่อม
ดังนั้น รู้ใจจึงใช้ Data ขับเคลื่อน ปรับเบี้ยตามพฤติกรรม โดยการนำ Data และเทคโนโลยีมาใช้เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ ภายใต้โมเดล Digital Insurer ที่ขายประกันตรงถึงลูกค้า (Direct-to-Consumer) ผ่านช่องทางออนไลน์ 100% โดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่และลักษณะการใช้งานรถมาวิเคราะห์ เพื่อกำหนดเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับความเสี่ยงจริงของลูกค้าแต่ละราย ช่วยให้ลูกค้า ไม่ต้องจ่ายเกินความจำเป็น
จุดเด่นของโมเดลดังกล่าว ได้แก่ เสนอราคาแบบเรียลไทม์ผ่านออนไลน์, ลดต้นทุนโครงสร้าง ทำให้เบี้ยแข่งขันได้, ปรับแบบประกันได้ยืดหยุ่น, ออกแบบความคุ้มครอง EV เฉพาะทาง เป็นต้น โดยเน้นความคุ้มครองความเสี่ยงหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่ ซึ่งมีมูลค่า 30-50% ของราคารถ ระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ความเสียหายที่มักต้องเปลี่ยนมากกว่าซ่อม, ค่าซ่อมเฉลี่ยที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยให้ความสำคัญกับความชัดเจนของเงื่อนไข เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจง่าย และลดข้อพิพาทในกระบวนการเคลมไปยังเกมแข่งขันเปลี่ยนสู่คุณภาพบริการ
นายนิโคลัสระบุว่า การแข่งขันในตลาดประกันรถ EV ระยะต่อไป จะเปลี่ยนจาก “สงครามราคา” ไปสู่การแข่งขันด้าน คุณภาพบริการ โดยเฉพาะความรวดเร็วในการเคลม ความโปร่งใสของกรมธรรม์ และประสบการณ์ใช้งานแบบดิจิทัลครบวงจร
อย่างไรก็ตาม ประกันรถ EV ยังต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนความเสียหายที่สูง โดยเฉพาะแบตเตอรี่และอะไหล่เฉพาะทาง รวมถึงจำนวนอู่ซ่อมที่รองรับ EV ยังมีจำกัดในบางพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดราคาและเงื่อนไขความคุ้มครอง
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ฉบับที่ 529 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/