ช็อกวงการการเมือง! ศาลฎีกาฟัน เอกราช ช่างเหลา ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในคดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ 2/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับ นายเอกราช ช่างเหลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ผู้คัดค้าน
คดีดังกล่าว ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกับพวกอาศัยตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ยักยอกเงินของสหกรณ์ รวมถึงปลอมสมุดบัญชีเงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ให้สมาชิกเข้าใจว่าสหกรณ์ยังมียอดเงินคงเหลือตามที่ระบุในบัญชี ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้คัดค้านเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคพลังประชารัฐ จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ตามลำดับ และยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงวันยื่นคำร้อง
จากการไต่สวนพบว่า ช่วงปี 2554 ถึงปี 2562 ผู้คัดค้านร่วมกับพวกอาศัยโอกาสขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ถอนเงินของสหกรณ์จำนวน 396,000,000 บาท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีของผู้คัดค้าน
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ผู้คัดค้านและพวกนำเงินของสหกรณ์ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 10630 รวมเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 34.9 ตารางวา เป็นเงิน 106,000,000 บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดยใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ ก่อนนำที่ดิน 3 แปลงไปจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์ เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ซึ่งเป็นลูกหนี้ของสหกรณ์โดยมิชอบและโดยทุจริต
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเงินส่วนต่างจากการซื้อที่ดินเหลืออีกประมาณ 290,000,000 บาท ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกได้รับความเสียหาย และเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ทางทรัพย์สินโดยตรง
หลังจากนั้น ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2562 ผู้คัดค้านร่วมกับพวกแก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์ เพื่อนำไปแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี โดยเฉพาะช่วงปี 2557 ถึงปี 2562 มีการทำให้สมาชิกเข้าใจว่าสหกรณ์มีเงินคงเหลือประมาณ 400,000,000 บาท ทั้งที่ความจริงเหลือเงินในบัญชีเพียงประมาณ 70,000 บาท
ศาลระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายมีการแก้ไขข้อมูลให้ปรากฏยอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2562 จำนวน 431,941,984.59 บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินเหลือเพียง 79,774.16 บาท ก่อนที่ผู้คัดค้านจะส่งมอบสมุดบัญชีคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม 2562 ภายหลังมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานยักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม อันเป็นการไม่ยึดมั่นหลักนิติธรรม ไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง ของมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง
พิพากษาให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
อ่านข่าวเพิ่มเติม