โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมไม่ควรมี "กระจก" ตรงข้ามโต๊ะทำงาน? วิจัยเฉลยเหตุผล ไม่เกี่ยวกับเรื่องดวง!

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
คนทำ WFH ต้องอ่าน! นักวิจัยเตือน

รีบหันด่วน! เผยผลวิจัยทางสมอง "กระจกหน้าโต๊ะ" ตัวการร้ายทำลายสมาธิ แบรนดริฟท์ไอเดียตัน

ในการจัดห้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) หรือการจัดห้องนอนที่ควบรวมมุมทำงานไปด้วยในตัว หลายคนมักเลือกตั้งโต๊ะทำงานให้หันหน้าเข้าหา "กระจกแต่งหน้า" หรือ "กระจกส่องเต็มตัว" เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ใช้สอย โดยในทางฮวงจุ้ยเชื่อว่า กระจกมีคุณสมบัติในการสะท้อนกลับ การตั้งไว้ตรงหน้าโต๊ะทำงานจะทำให้พลังงานแห่งความก้าวหน้าและการโฟกัสกระจัดกระจาย ส่งผลให้การงานติดขัดและเกิดความวอกแวกได้ง่าย

แต่เมื่อเราลองถอดรหัสปัญหานี้ผ่านมุมมองของ จิตวิทยาการรับรู้ (Cognitive Psychology) และประสาทวิทยา (Neurology) นักวิทยาศาสตร์กลับพบหลักฐานที่น่าทึ่งเกี่ยวกับ "โทษของกระจก" ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสมองและประสิทธิภาพการทำงานของวัยทำงานดังนี้

1. กับดักสิ่งเร้าทางสายตา ตัวการทำลายสมาธิแบบเรียลไทม์

สาเหตุหลักที่ทำให้กระจกเงากลายเป็น "ศัตรูตัวฉกาจ" ของความจำและสมาธิ เกิดจากกลไกการประมวลผลข้อมูลของระบบการมองเห็นในสมองมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้ว สมองของเราถูกตั้งโปรแกรมมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ให้ "หันไปสนใจสิ่งเคลื่อนไหว" ที่เกิดขึ้นรอบตัวโดยอัตโนมัติเพื่อระวังภัย

เมื่อคุณตั้งกระจกไว้ตรงหน้าโต๊ะทำงาน ทุก ๆ การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การขยับข้อมือพิมพ์งาน การเลื่อนเมาส์ การเอื้อมหยิบเอกสาร หรือแม้แต่ตอนที่คุณขยับตัวจะถูกสะท้อนกลับเข้าตาในทันที การสะท้อนของภาพเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี้ จะกลายเป็นสิ่งเร้าทางสายตาที่คอยกวนสมองตลอดเวลา บีบให้สมองต้องแบ่งพลังงานไปประมวลผลภาพในกระจก ส่งผลให้หลุดโฟกัสจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และไม่สามารถดิ่งสมาธิเพื่อคิดไอเดียงานได้อย่างเต็มที่

2. อาการหมกมุ่นในตัวเอง ก่อให้เกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว

ผลการศึกษาจากนักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมชี้ให้เห็นว่า การที่ต้องเห็นภาพสะท้อนของตัวเองอยู่ตลอดเวลา จะไปเปิดสวิตช์สภาวะที่เรียกว่า "Objective Self-Awareness" (การตระหนักรู้ในตนเองมากเกินไป) แทนที่สมองจะเอาเวลาไปคิดค้นวิธีแก้ปัญหาหรือเคลียร์โปรเจกต์ยาก ๆ เราจะเผลอหันมาโฟกัสกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองในกระจกโดยไม่รู้ตัว เช่น นั่งจ้องหน้าตา ผิวพรรณ ทรงผม หรือคอยจับผิดจุดบกพร่องบนใบหน้า รวมถึงส่องเช็กสีลิปสติกบ่อยเกินความจำเป็น การเพ่งเล็งตัวเองในกระจกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่งานเดดไลน์รัดตัวที่มีความกดดันสูง จะยิ่งเป็นการเพิ่มความวิตกกังวล สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยา และทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยหน่าย กระวนกระวายใจทุกครั้งที่นั่งทำงาน

3. ขัดขวางความคิดสร้างสรรค์และทำความจำระยะสั้นเสื่อมถอย

เมื่อสมองถูกรบกวนด้วยภาพสะท้อนในกระจกบ่อยเข้า กลไกในการเปลี่ยนถ่ายข้อมูลจาก "ความจำระยะสั้น" (Short-term Memory) ไปสู่ "ความจำระยะยาว" (Long-term Memory) จะถูกตัดตอนและหยุดชะงักลง การทดลองทางประสาทวิทยายืนยันว่า การทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีวัตถุสะท้อนแสงมากเกินไป จะไปเพิ่มภาระให้สมองต้องแบกรับข้อมูลหนักขึ้น (Cognitive Overload) ส่งผลกระทบตามมาคือ:

  • ต้องใช้เวลานานขึ้นในการเคลียร์งานชิ้นเดิม

  • ระบบตรรกะ ไอเดียสร้างสรรค์ และการคิดวิเคราะห์ช้าลง

  • สมองเกิดอาการล้า ตาพร่า และเหนื่อยง่าย ทั้งที่เพิ่งนั่งทำงานไปได้แค่แป๊บเดียว

วิธีจัดวางกระจกที่ถูกต้อง เพื่อกู้ประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity)

เพื่อทวงคืนพื้นที่การทำงานที่สงบและทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด แนะนำให้ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดังนี้

  • ย้ายมุมกระจก: วิธีที่ดีที่สุดคือการย้ายกระจกออกไปจากรัศมีสายตาในขณะที่นั่งทำงาน เช่น นำไปแขวนไว้ที่บานประตูด้านในของตู้เสื้อผ้า หรือขยับไปไว้ในมุมห้องที่ตั้งใจส่องแต่งตัวโดยเฉพาะและมองไม่เห็นจากโต๊ะทำงาน

  • หันคว่ำหน้ากระจกหรือใช้ผ้าคลุม: ในกรณีที่เป็นกระจกตั้งโต๊ะขนาดเล็ก แค่ใช้วิธี "หันหน้ากระจกคว่ำลง" หรือหันไปทางอื่นในเวลาทำงานก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ถ้าเป็นกระจกบานใหญ่ในห้องแคบ ๆ แนะนำให้หาผ้าม่านผืนเล็ก ๆ หรือผ้าลายสวย ๆ มาคลุมปิดกระจกเอาไว้ตลอดชั่วโมงการทำงาน

การกำจัดปัจจัยที่สะท้อนแสงตรงหน้าออกไปให้หมด จะช่วยให้ระบบประสาทส่วนกลางคลายความตึงเครียดลง ส่งผลให้คนทำงานสามารถก้าวเข้าสู่ภาวะ "Deep Work" (การทำงานที่ต้องใช้สมาธิดิ่งลึก) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมและเคลียร์งานเสร็จไวขึ้นแน่นอน

ที่มาข้อมูล: รายงานวิจัยพฤติกรรมศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเพื่อผู้บริโภค Text The News Lens และสมาคมจิตวิทยา Family Esdlife

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...