โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ช็อก! ผอ.โรงเรียนดังกาญจนบุรี ขืนใจ ด.ญ. 11 คน นับร้อยครั้ง

สยามนิวส์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
ผู้ปกครองนักเรียนหญิง 11 รายในกาญจนบุรี ร้องมูลนิธิปวีณาฯ แฉผู้อำนวยการโรงเรียนกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศเด็กนับร้อยครั้ง ครูรู้เห็นแต่ไม่ช่วย เผย ผอ.ชิงลาออก ด้านกระทรวงศึกษาฯ เร่งสอบวินัยและเยียวยาจิตใจเด็ก

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลอง 7 ตำบลลำผัดกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี กลุ่มผู้ปกครองเด็กนักเรียนหญิงจำนวน 11 ราย จาก 11 ครอบครัว รวมกว่า 20 คน ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี ได้เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา

ผู้ปกครองเปิดเผยว่า ลูกสาวของตนเองซึ่งมีอายุระหว่าง 11-15 ปี เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ได้ถูกผู้อำนวยการโรงเรียนกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศ โดยบางรายถูกกระทำมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และถูกกระทำซ้ำๆ แทบทุกวันรวมนับร้อยครั้ง ผู้อำนวยการจะใช้วิธีเรียกเด็กนักเรียนไปตัดผม ทำงานบ้าน หรือให้ลองเสื้อผ้าที่บ้านพักครูภายในโรงเรียน พร้อมข่มขู่ว่าจะตัดทุนการศึกษาหากนำเรื่องดังกล่าวไปบอกผู้อื่น

นอกจากนี้ แม่ของเด็กหญิงรายหนึ่งยังตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของผู้อำนวยการที่มักจะซื้อเสื้อกล้ามซับในมาให้เด็กนักเรียนเป็นประจำ โดยหักเงินจากงบประมาณที่รัฐบาลอุดหนุนค่าเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียน จากนั้นยังขอเสื้อกล้ามซับในตัวเก่าของเด็กคืนไป ซึ่งไม่ทราบว่านำไปทำอะไร

เด็กนักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อเคยพยายามแจ้งเรื่องนี้ให้ครูหลายคนในโรงเรียนทราบ แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ ซ้ำร้ายครูเหล่านั้นยังบอกให้เด็กๆ “รักโรงเรียน อย่าทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง” โดยเด็กหญิงทั้ง 11 รายยืนยันว่ายังมีเพื่อนอีกหลายคนตกเป็นเหยื่อของพฤติกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้อำนวยการคนดังกล่าวได้ยื่นหนังสือลาออก ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเกรงว่าผู้อำนวยการจะหลบหนีความผิด จึงยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

หลังรับเรื่องร้องทุกข์ นางปวีณาได้ประสานงานกับ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้เดินทางมารับเรื่องด้วยตนเอง พร้อมด้วย ดร.อรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ ดร.ตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร่วมประชุมกับนางปวีณาและกลุ่มผู้ปกครองเพื่อดำเนินการตรวจสอบ

นางปวีณาจะประสานกับ พันตำรวจเอก มานพ น้ำประสานไทย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาทั้ง 11 ครอบครัวไปแจ้งความดำเนินคดีในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามให้ความช่วยเหลือเด็กนักเรียนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

นายต้น (นามสมมติ) พ่อของเด็กหญิงเอ (นามสมมติ) อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตนได้ยินข่าวลือว่าผู้อำนวยการกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหลายคนในโรงเรียน จึงได้สอบถามลูกสาวซึ่งทำให้ตนตกใจอย่างมาก ลูกสาวเล่าว่าเคยถูกผู้อำนวยการกระทำอนาจารรวม 3 ครั้ง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 2 ครั้ง โดยผู้อำนวยการเรียกไปตัดผมและตอนไปเอาชุดเนตรนารีที่บ้านพักครู ก็ถูกกระทำอนาจาร ส่วนครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ผู้อำนวยการเรียกไปเอากางเกงวอร์มที่บ้านพักแล้วก็กระทำอนาจารเช่นเดิม หลังจากนั้น ตนจึงได้ติดต่อสอบถามเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ก็ทราบว่าผู้อำนวยการได้กระทำอนาจารกับเด็กนักเรียนอีกประมาณ 20 กว่าคน

เมื่อไปสอบถามผู้อำนวยการที่โรงเรียน ก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ และยังกล่าวหาว่าเด็กๆ ติดโซเชียลมีเดียแล้วคิดกันไปเอง ล่าสุดทราบว่าผู้อำนวยการได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเพื่อความสบายใจของทุกคน และไม่อยากทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง ซึ่งนายต้นยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้อำนวยการให้ถึงที่สุด จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ

ขณะที่ป้าของเด็กหญิงบี (นามสมมติ) อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า หลานสาวเล่าว่าถูกผู้อำนวยการเรียกไปตัดผมที่บ้านพักครูและกระทำอนาจารมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เนื่องจากหลานตัวโตกว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน จากนั้นก็ถูกกระทำซ้ำๆ แทบทุกวันนับเป็น 100 ครั้ง หากผู้อำนวยการไม่เรียกไปตัดผม ก็จะเรียกไปทำงานซักผ้า ล้างจาน หรือล้างห้องน้ำให้ที่บ้านพัก บางครั้งก็ให้เงิน 50-100 บาทไปซื้อขนม

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการยังสั่งซื้อเสื้อกล้ามซับในมาให้เด็ก โดยเรียกไปรับและลองสวมใส่ที่บ้านพักครูก่อนจะก่อเหตุกระทำอนาจาร ซ้ำยังหักเงินค่าเสื้อกล้ามซับใน 40-50 บาทจากเงิน 400 บาทที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรให้เด็กๆ เป็นค่าอุปกรณ์การเรียน

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลานสาวถูกเรียกไปตัดผม 3 วันติด คือวันที่ 10, 11 และ 12 มิถุนายน 2569 เด็กหญิงงุนงงว่าจะตัดผมอะไรทุกวัน เพราะผู้อำนวยการใช้กรรไกรเล็มปลายผมให้นิดเดียวแล้วก็กระทำอนาจาร ก่อนจะปล่อยกลับบ้าน ซึ่งการตัดผมแต่ละครั้งผมก็ไม่เท่ากัน

เป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่งเมื่อเด็กหญิงทั้ง 11 รายเล่าว่า หลังจากถูกผู้อำนวยการกระทำอนาจารแล้ว เคยไปขอความช่วยเหลือจากครูหลายคนในโรงเรียน แต่กลับได้รับคำตอบว่า “ทีหลังก็พยายามเลี่ยงไม่ให้เจอ ผอ. หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ชวนเพื่อนไปด้วยหลาย ๆ คน” แต่ในขณะเดียวกันครูที่เด็กไปขอความช่วยเหลือกลับยังใช้เด็กๆ ที่เป็นเหยื่อให้เอาเอกสารไปให้ผู้อำนวยการเซ็นชื่อที่บ้านพักอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเด็กก็ถูกกระทำอนาจารซ้ำอีก แม้เด็กจะไปกันหลายคนแต่ก็ยังถูกผู้อำนวยการกระทำอนาจารและเพื่อนที่ไปด้วยก็เห็นเหตุการณ์

เด็กนักเรียนทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อต้องเก็บเรื่องเงียบ ทนทุกข์ทรมานอยู่คนเดียว ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวจะถูกผู้อำนวยการลงโทษ กลัวผู้อำนวยการจะไม่ให้ทุนการศึกษา และกลัวพ่อแม่จะเดือดร้อน จนมีเด็กตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังมีเด็กที่ถูกกระทำอนาจารอีกหลายคนที่พ่อแม่ไม่กล้าออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูก

ด้านนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้จะดำเนินการใน 2 เรื่องหลัก คือ 1. ให้ทาง สพฐ. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการโรงเรียน และมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการออกจากพื้นที่ไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตแล้ว และ 2. จะประสานกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกันฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว

นายอัครนันท์เน้นย้ำว่า ทั้งการสอบสวนทางวินัยผู้อำนวยการ และการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็ก จะสั่งการให้ สพฐ. ดำเนินการโดยเร็วที่สุด และ สพฐ. จะเร่งลงพื้นที่ใน 1-2 วันนี้ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้สนับสนุนผู้ปกครองและเด็กๆ ในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หากผู้อำนวยการมีความผิดจริง ก็จะดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดถึงขั้นไล่ออกและไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ อีกทั้งจะถูกดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายด้วย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...