โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธรรมะ

สร้างทุนมนุษย์จากฐานราก สมศ. นำร่อง “Smart Local Literacy”ต่อยอดการประเมินเพื่อพัฒนา

เดลินิวส์

อัพเดต 10 ก.ค. เวลา 14.31 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. เวลา 07.31 น. • เดลินิวส์
สร้างทุนมนุษย์จากฐานราก สมศ. นำร่อง “Smart Local Literacy” ต่อยอดการประเมินเพื่อพัฒนา สร้างนวัตกรรมชุมชน เสริม‘ทุนปัญญา’เด็กชายขอบ-ชาติพันธุ์

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและแก้ปัญหาวิกฤตเด็กหลุดออกจากระบบ (Thailand Zero Dropout) เปลี่ยนบทบาทสู่ "การประเมินเพื่อพัฒนา" นำร่องโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” นำนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานรากชุมชน (Context-based learning) ส่งเสริมการรู้หนังสือเด็กชาติพันธุ์และเด็กในพื้นที่ห่างไกล ประเดิมลงพื้นที่โรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา และโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายท่าเสา - วังกระแจะ รวมจำนวน 13 แห่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเตรียมถอดบทเรียนความสำเร็จจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ หวังขยายผลยกระดับคุณภาพสถานศึกษาและสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

โดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เปิดเผยว่า การยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในทุกมิติ จำเป็นต้องลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การไม่รู้หนังสือ” ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานที่สำคัญของการต่อยอดการเรียนรู้ ทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดความท้อถอยต่อการเรียนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการออกนอกระบบการศึกษา ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือ 4.1 แสนคน จากเดิมที่เคยสูงสุดปีละกว่า 1 ล้านคน และโครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง จึงส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโอกาสในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สมศ. จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมและเครือข่ายความร่วมมือ (Stakeholder Engagement) เพื่อสร้างกระบวนการสะสม “ต้นทุนทางปัญญา” (Cognitive Capital) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น นำผลประเมินการศึกษาภายนอกที่ได้รับมาจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้ไปปรับใช้ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ

ศ.ดร.องอาจ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษา สมศ. พบว่า สถานศึกษาขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนของเด็กชาติพันธุ์ ยังประสบปัญหาการอ่านออกเขียนได้อยู่เป็นจำนวนมาก สมศ. จึงได้พัฒนาความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดเด่นและศักยภาพเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ มีจุดแข็งด้านความเข้าใจบริบทและภูมิสังคมของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

“สมศ. ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาขับเคลื่อนผ่านโมเดล “Smart Local Literacy (SLC)” หรือ การเรียนรู้บนฐานรากของชุมชน โดยการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยพัฒนาสู่ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองบริบทพื้นที่ (Context – based learning) ช่วยให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้การอ่านและการเขียนผ่านสื่อการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์พื้นถิ่น ส่งผลให้เข้าใจง่าย ซึมซับได้เร็ว และสนุกกับการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น”

สำหรับโมเดล “Smart Local Literacy” เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนบทบาทการประเมินเพื่อตัดสินของ สมศ. ไปสู่ “การประเมินเพื่อพัฒนา” (Development-oriented Assessment) โดยถอดบทเรียนจากผลการประเมินเครือข่ายจัดการศึกษาท่าเสา - วังกระแจะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 จำนวน 13 แห่ง พัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทางภาษาของโรงเรียนเครือข่าย ผ่านการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของโรงเรียนพุทธวิมุติวิทยา อ.ไทรโยค เพื่อนำเสนอเป็นต้นแบบการจัดการเรียนการสอนให้กลุ่มโรงเรียนในเครือข่ายนำไปต่อยอดพัฒนา โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเป็นที่ปรึกษา และทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะ (Coach) เพื่อขับเคลื่อนและให้คำแนะนำในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากทั้งเด็กนักเรียน และครูผู้สอน รวมถึงคนในชุมชนเป็นอย่างดี

“สมศ. มีแผนที่จะรวบรวมและสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขยายผลต่อยอดการสร้างนวัตกรรมสื่อท้องถิ่นร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทั่วประเทศต่อไป เพื่อให้การรู้หนังสือและการอ่าน เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ลดปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (Thailand Zero Dropout) และสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.องอาจกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...