สหรัฐฯ โจมตี 80 จุด อ้างโต้ตอบอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์
(8 ก.ค. 69) กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า ได้ส่งกำลังทางอากาศเปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่านกว่า 80 แห่ง รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์ชายฝั่ง และฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการกระทำที่อันตรายและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ส่งผลให้เกิดรายงานการระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่ง เช่น เกาะคาร์ก เกาะเคชม และเมืองท่าบันดาร์อับบาส ในช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 8 กรกฎาคม
.
ในขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจยกเลิกการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน โดยกำหนดให้การทำธุรกรรมทั้งหมดต้องยุติลงภายในวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการตอบโต้ทางการเงินที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการใช้กำลังทหาร เพื่อเป็นการลงโทษต่อเหตุการณ์โจมตีเรือพาณิชย์ที่เกิดขึ้น
.
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการละเมิด "บันทึกความเข้าใจ (MoU) เรื่องการยุติความเป็นปรปักษ์" ที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเตือนว่าอิหร่านจะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ และจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซโดยเด็ดขาด
.
ขณะเดียวกัน กองบัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่านได้ประกาศกร้าวว่าจะส่งมอบ "การตอบโต้อย่างรุนแรง" ต่อสหรัฐฯ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน โดยเฉพาะกรณีเรือของกาตาร์ที่ถูกโจมตี ซึ่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านมองว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี พร้อมย้ำว่าอิหร่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
.
เหตุการณ์ความตึงเครียดในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของนานาชาติ โดยกาตาร์ได้เรียกตัวอุปทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการต่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน "อัล-เรคายยัต" (Al Rekayyat) ของตน โดยระบุว่าเป็นการคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานโลกและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งสถานการณ์ที่ผันผวนนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
.
นอกจากนี้ยังสร้างความตึงเครียดให้ตลาดน้ำมันทันที่ โดยเฉพาะการที่กระทรวงการคลังสหรัฐได้เพิกถอนใบอนุญาตที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมันดิบที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 2.87% อยู่ที่ 72.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้น 2.75% อยู่ที่ 76.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล