จับตาสอบคุณสมบัติ ‘ประธาน กสทช.’ โค้งสุดท้าย ก่อนประชุมชี้ขาด 26 มิ.ย. นี้ วงในสับเละ ‘มหิดล’ เจตนาหมกเม็ด
จับตาสอบคุณสมบัติ ‘ประธาน กสทช.’ โค้งสุดท้าย ก่อนประชุมชี้ขาด 26 มิ.ย. นี้ วงในสับเละ ‘มหิดล’ เจตนาหมกเม็ด ไม่เปิดเผยข้อมูล หวั่นนำชื่อเสียงมหาวิทยาลัยมาเสี่ยง แลกผลประโยชน์บุคคล!
กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ “ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มาถึง “โค้งสุดท้าย” ของกระบวนการพิจารณาโดยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ทว่ากลับมีเงื่อนงำชิ้นใหญ่ที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย และอาจกลายเป็น “เดดล็อก” ทางกฎหมายครั้งสำคัญของ กสทช.
แหล่งข่าวจากวุฒิสภา เปิดเผยความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งเพื่อขอข้อมูลประกอบการตรวจสอบ โดยเฉพาะหน่วยงานต้นสังกัดเดิมอย่าง “มหาวิทยาลัยมหิดล” เพื่อยืนยันสถานะทางวิชาชีพและวิชาการของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ในช่วงคาบเกี่ยวเวลาก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
นอกจากนี้ ได้มีหนังสือเชิญผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจเต็ม ทั้ง “ศ.นพ.บรรจง มไหสวิริยะ” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ “ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา” อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลคนปัจจุบัน เข้าให้ข้อมูลและส่งมอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลาออกหรือการเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของ นพ.สรณ ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยมหิดล
“สิ่งที่น่าผิดสังเกตและสร้างความประหลาดใจให้กับคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นอย่างมาก คือ จนถึงขณะนี้ ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยมหิดล อดีตอธิการบดี และอธิการบดีคนปัจจุบัน กลับไม่ได้ให้ความร่วมมือในการเข้าให้ข้อมูล หรือส่งมอบข้อมูลประกอบการตรวจสอบตามที่ร้องขอแต่อย่างใด พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามกังขาอย่างรุนแรงว่า มีเจตนาปกปิดข้อมูลสำคัญบางประการที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” แหล่งข่าวจากวุฒิสภากล่าวย้ำ
และล่าสุดมีการรายงานข่าวว่า ไม่ปรากฏตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมาเช่นกัน
ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูข้อกฎหมายที่เป็นหัวใจหลักในการชี้ชะตาตำแหน่ง “บิ๊ก กสทช.” ครั้งนี้ พบว่ามีความเข้มงวดและชัดเจนอย่างยิ่งใน มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยได้บัญญัติเงื่อนไขเวลาและกระบวนการเคลียร์ตัวเองของผู้ได้รับความเห็นชอบไว้อย่างเด็ดขาดว่า “ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช. ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด และต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง”
และประโยคถัดมาในมาตราเดียวกันนี้เองที่เป็นเหมือน “ดาบอาญาสิทธิ์” ซึ่งระบุว่า “ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้”
อย่างไรก็ตาม ความเงียบและการปฏิเสธไม่เข้าให้ข้อมูล หรือส่งมอบข้อมูลประกอบการตรวจสอบ ของมหาวิทยาลัยมหิดล อดีตอธิการบดี และอธิการบดีคนปัจจุบัน ถือเป็นท่าทีที่ผิดวิสัยของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำระดับประเทศ ซึ่งปกติแล้วจะต้องเป็นผู้นำด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
การที่มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงเก็บเงียบ ไม่เปิดเผยเอกสารหรือหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยิ่งเหมือน “เชื้อไฟ” ที่โหมกระพือความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมให้ขยายวงกว้างออกไป และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “กำลังใช้กลไกของมหาวิทยาลัยเพื่อเอื้อประโยชน์ หรือปกปิดความจริงให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่?”
ในฐานะที่มหาวิทยาลัยมหิดลเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่ได้รับงบประมาณจากภาษีของประชาชน การรักษาเกียรติภูมิ ความซื่อสัตย์สุจริต และความโปร่งใส ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดยิ่งกว่าตัวบุคคล การนิ่งเฉยในเรื่องที่มีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพันเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงอันเก่าแก่ที่สร้างสมมานานต้องมัวหมอง และถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างไม่สิ้นสุด
ถึงเวลาแล้วที่ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตอธิการบดี และอธิการบดีคนปัจจุบัน จะต้องยุติการบ่ายเบี่ยง แล้วหันมาแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม ด้วยการเปิดเผยข้อมูล เอกสารหลักฐาน และข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับ ศ.คลินิก นพ.สรณ ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ และสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา
การให้ข้อมูลในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและปกป้องชื่อเสียงอันทรงเกียรติของมหาวิทยาลัยมหิดลเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยปลดล็อกความคลุมเครือ เพื่อให้ระบบกลไกการตรวจสอบของรัฐสามารถทำงานต่อได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อป้องกันความไม่ชัดเจนในตัวผู้นำองค์กรกำกับดูแลอย่าง กสทช. ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ใหญ่ที่จะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ
สังคมไทยกำลังจับตาดูว่า “มหาวิทยาลัยมหิดล” จะเลือกยืนอยู่บนความโปร่งใส หรือจะยอมปล่อยให้ความเงียบกลายเป็นชนวนเหตุล้มครืนของระบบโทรคมนาคมไทย!