โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เกาหลีใต้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติสงครามอิหร่าน

เดลินิวส์

อัพเดต 23 มิ.ย. เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. เวลา 01.16 น. • เดลินิวส์
วิกฤติพลังงานจากสงครามอิหร่านเคยถูกมองว่าอาจเป็นบททดสอบหนักที่สุดของเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป เมื่อการส่งออกเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ และฐานะการคลังที่มั่นคง ช่วยให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้สามารถรับแรงกระแทกจากความปั่นป่วนของโลกได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของวิกฤติพลังงานในตะวันออกกลาง และสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก หลายฝ่ายต่างกังวลว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 94% อย่างเกาหลีใต้ จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ค่าขนส่งทางเรือที่พุ่งสูง การหยุดชะงักของเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันจากเงินเฟ้อล้วนเป็นความจริงที่ถาโถมเข้าใส่ค่าเงินวอน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงประจักษ์ล่าสุดกลับแสดงให้เห็นสิ่งตรงกันข้าม เกาหลีใต้ไม่ได้พังทลายลงภายใต้แรงกดดัน แต่กำลัง "ดูดซับ" แรงกระแทกนี้ไว้ได้อย่างน่าทึ่งโดยไม่สูญเสียสมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค

จากข้อมูลประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แม้แนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของโลกจะถูกปรับลดลง แต่ตัวเลขคาดการณ์ของเกาหลีใต้ยังคงนิ่งอยู่ที่ 1.9% สวนทางกับกลุ่มยูโรโซน เยอรมนี และสหราชอาณาจักรที่ไอเอ็มเอฟปรับลดระดับลงอย่างรุนแรง

ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการส่งออกของเกาหลีใต้เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา พุ่งทะยานแตะ 87,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.85 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 53.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสถิติรายเดือนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรือชิปความจำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นหัวหอกสำคัญ ด้วยมูลค่าการส่งออก 37,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.22 ล้านล้านบาท)

นายคิม จุง-ควาน รมว.อุตสาหกรรมเกาหลีใต้ จึงมั่นใจว่ายอดส่งออกทั้งปีนี้อาจทะลุ 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29.5ล้านล้านบาท) และนำพาเกาหลีใต้ก้าวสู่ท็อป 5 ประเทศ ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก

ความแข็งแกร่งดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก ที่มีต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ หรือวาทกรรม "Korea Discount" ที่เคยทำให้บริษัทเกาหลีใต้มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ดัชนี KOSPI ที่เคยดิ่งลงไปแตะระดับ 5,251 จุด เมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ได้ดีดตัวกลับมาทะลุ 8,000 จุด เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จนโกลด์แมน แซคส์ ยกให้เกาหลีใต้เป็น "จุดหมายปลายทางการลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุดในเอเชีย" สะท้อนว่า นักลงทุนได้ปรับมุมมองจากการเห็นเกาหลีใต้เป็นเพียง 'ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน' มาสู่ 'ประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง' ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ตั้งแต่การกำหนดเพดานราคาน้ำมันในประเทศ การจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปจนถึงการตัดสินใจส่งกองเรือรบเฉพาะกิจ "ช็องแฮ" เข้าไปคุ้มกันเรือสินค้าในน่านน้ำส่วนหน้า นี่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกาภิวัตน์ ที่เน้นความประหยัดแบบ "Just-in-Time" ไปสู่ระบบภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่เน้นความปลอดภัยแบบ "Just-in-Case" ด้วยการสร้างระบบสำรองและกระจายความเสี่ยงในทุกด้าน ทั้งพลังงาน การเดินเรือ และห่วงโซ่อุปทาน

ในส่วนของงบดุลภายนอก เกาหลีใต้มี "กันชนทางการเงิน" ที่แข็งแกร่งมาก โดยคาดว่าจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 117,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ (ราว 3.84 ล้านล้านบาท) ประกอบกับหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับต่ำเพียง 54.4% ของจีดีพี ซึ่งมั่นคงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มจี20 และ จี7 อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประเทศมีช่องทางในการสร้างรายได้จากเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความผันผวน

วิกฤติครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้จะยังคงเปราะบางในแง่ของ "ราคาพลังงานที่หน้าปั๊ม" แต่ประเทศแห่งนี้ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งใน "สมุดบัญชีดุลการค้า" บทเรียนจากวิกฤติอิหร่านไม่ได้ทำให้เกาหลีใต้พังทลายลง แต่กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่บีบให้ประเทศต้องเรียนรู้กฎกติกาใหม่ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มีความตระหนักด้านความปลอดภัย และมีความสมดุลทางพลังงานอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...