โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

"วิกฤตวัยกลางคน" เมื่อรู้สึกเหนื่อยสุดในชีวิต เราจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้อย่างไร?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“วิกฤตวัยกลางคน” เมื่อรู้สึกเหนื่อยสุดในชีวิต เราจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้อย่างไร? เมื่อชีวิตนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว แต่กดดันให้ชีวิตประสบความสำเร็จ จนลืมใช้ชีวิตให้มีความสุข

"วิกฤตวัยกลางคน" หรือที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า “midlife crisis” คืออะไร?

หากจะพูดแบบขำๆ หลายคนมักนึกถึงการที่ผู้ใหญ่วัยกลางคนเกิดลุกมาทำอะไรบ้าๆ แบบไม่คาดฝัน เช่น หย่ากับภรรยา มีเมียน้อย ลาออกจากงานประจำไปเปิดร้านกาแฟ หรือเอาเงินเก็บทั้งหมดไปซื้อรถสปอร์ตสีแดง เป็นต้น

แล้ววิกฤตวัยกลางคน คืออะไร?

วิกฤตวัยกลางคนคือการที่ผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 35-50 ปี

เกิดคิดทบทวนหรือประเมินชีวิตตัวเองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน ชีวิตคู่ ความสุขในชีวิต หรือเรื่องอื่นๆ ซึ่งการคิดทบทวนนี้มักถูกกระตุ้นมาจากการตระหนักว่า ชีวิตนี้เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว และเราควรจะประสบความสำเร็จ (หรือมีความสุข) ได้แล้ว

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือวิกฤตวัยกลางคนนั้นไม่ใช่โรค และไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์

เป็นปรากฏการณ์ปกติทางจิตวิทยาที่พบได้ในคนวัยนี้ โดยนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ใช้คำว่า

“ช่วงเปลี่ยนผ่านของวัยกลางคน” (midlife transition) แทนคำว่า “วิกฤตวัยกลางคน”

เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการระดับที่ควรจะเรียกว่า “วิกฤต” แต่อย่างใด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนสร้างปัญหาให้กับชีวิต หรือเกิดโรคซึมเศร้า

เพราะอะไรชีวิตถึงมาวิกฤตกันช่วงอายุนี้

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากพบว่าในช่วงอายุ 35-50 ปีนี้ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเข้ามาในชีวิต ได้แก่

- การเสื่อมของร่างกาย ในวัยนี้ร่างกายจะเริ่มเสื่อมลงไม่แข็งแรงเท่ากับตอนวัยรุ่นและเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หลายคนรู้สึกได้เลยว่าตัวเองไม่ฟิตเท่าเดิม เริ่มอ้วน หัวเริ่มล้าน เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นช่วงอายุที่เริ่มมีโรคประจำตัวมากขึ้น

- ฮอร์โมนเปลี่ยน โดยในผู้หญิงจะเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้ชายคือ ผู้หญิงหลายคนในวัยนี้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือน ทำให้มีอาการของคนที่กำลังจะเข้าวัยทอง (perimenopausal syndrome)

- ต้องการความสำเร็จ ในวัยผู้ใหญ่สิ่งสำคัญในชีวิตนอกจากชีวิตครอบครัวก็คือเรื่องของการทำงาน ซึ่งในคนส่วนใหญ่ตอนอายุยี่สิบต้นๆ จะเป็นช่วงที่พึ่งจะเริ่มทำงาน ยังเรียนรู้ลองผิดลองถูก มักไม่ได้จริงจังมากในเรื่องความสำเร็จก้าวหน้า

แต่ในวัยที่เกิน 35 ปีซึ่งทำงานมาแล้วเป็นสิบปี คนส่วนใหญ่จึงต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้

- ตระหนักได้ว่าเวลาของเราเหลืออีกไม่มาก ในช่วงนี้หลายคนจะเริ่มรู้สึกว่า

“เฮ้ย! เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ” “อีกสิบกว่าปีก็เกษียณแล้ว” (หรือ “อีกสิบกว่าปีก็อาจจะตายแล้ว”) เราควรจะต้อง “ทำอะไร” แล้ว

- การสูญเสียของคนใกล้ชิด ช่วงอายุนี้มักพบเหตุการณ์ที่คนใกล้ชิดเสียชีวิตได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือเพื่อนฝูง

สังเกตอย่างไรว่าเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤตวัยกลางคน

อาการเด่นก็คือ

-ความคิดที่สับสนกับชีวิต

-รู้สึกไม่พอใจในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ชีวิตคู่ ที่อยู่อาศัย หรือสุขภาพ และตามมาด้วยความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง ในด้านของอารมณ์ที่พบได้บ่อยก็จะเป็นอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้า

โดยในคนที่เป็นมากมักจะแสดงออกให้เห็นชัดผ่านการกระทำที่รุนแรงและกะทันหัน เช่น มีความคิดว่างานที่ทำอยู่มันช่างไม่มีความสุขเอาซะเลย!

-ว่าแล้วก็ลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านกาแฟซะเลย

คิดว่าคู่ชีวิตของเราตอนนี้ “มันไม่ใช่อ่ะ”

แล้วก็ขอหย่ากับภรรยา หรือคิดว่าบ้านที่เราอยู่ตอนนี้ “มันไม่เวิร์คเอาซะเลย!!!” แล้วก็ทุ่มเงินซื้อบ้านใหม่ เป็นต้น

แนวทางการจัดการกับวิกฤตวัยกลางคน

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าวิกฤติวัยกลางคนคืออะไรแล้ว คราวนี้มาดูกันครับว่าเราจะมีแนวทางแก้ไข ป้องกันอย่างไรไม่ให้มันกลายเป็น “วิกฤติในชีวิต” ไปจริงๆ

- เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

สิ่งสำคัญแรกสุดคือเราต้องเข้าใจภาวะนี้ก่อนว่าคืออะไร เมื่อรู้จักก็จะช่วยให้เรารู้ตัวและนำไปสู่การจัดการแก้ไขได้อย่างเหมาะสมต่อไป

- ปรึกษาผู้อื่นเสมอในเรื่องที่สำคัญ

ที่จริงการคิดทบทวนประเมินชีวิตของตัวเองและอยากที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร บางครั้งอาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ

แต่ที่มักทำให้เกิดปัญหาคือการตัดสินใจอย่างหุนหันในเรื่องที่สำคัญ จนเกิดความเสียหายตามมา ดังนั้นทุกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิต เช่น หย่า ลาออก ใช้เงินจำนวนมาก

ควรต้องให้เวลาในการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้อื่นเสมอ การได้พูดคุยกับคนอื่น (ที่สามารถให้คำปรึกษาได้) จะช่วยให้เรามองเห็นว่าสิ่งที่เราจะทำมันสมเหตุผลแค่ไหน เพื่อที่จะลดโอกาสที่จะตัดสินใจผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด

- ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายจะช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้สุขภาพแข็งแรง และยังป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้าได้ ยิ่งวัยนี้เป็นวัยที่ตามธรรมชาติสุขภาพจะเริ่มเสื่อมลงและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย

การออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องสำคัญและและมีประโยชน์อย่างมาก

- หาสิ่งกิจกรรมทำทดแทน เป็นสิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะในกรณี

Empty nest syndrome ( อาการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เศร้า หรือเสียใจ เมื่อลูกเติบโตและย้ายออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยตนเอง )

เพราะนั่นคือการที่เราเปลี่ยนสถานะจากผู้ทีทำงาน “ดูแลลูก”

กลายเป็นผู้ “ว่างงาน” เพราะลูกไม่อยู่ให้ดูแลแล้ว

ดังนั้นจึงต้องหากิจกรรมอื่นทำทดแทนงานเดิม เพื่อไม่ให้เบื่อและเศร้า โดยกิจกรรมนั้นอาจจะเป็นการออกกำลังกาย การไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง การเข้าร่วมชมรมต่างๆ หรือทำงานการกุศล เป็นต้น

วิกฤติวัยกลางคนหรือการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยกลางคน เป็นภาวะปกติที่พบได้ในคนวัยผู้ใหญ่ทั่วไป

การเข้าใจถึงสภาวะนี้และวิธีปฏิบัติตัวจะช่วยให้ “วิกฤติวัยกลางคน” ไม่กลายเป็น “วิกฤติ” จริงๆ

และทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขสืบเนื่องต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...