แก้รัฐธรรมนูญ: อนุทินนำทีมภูมิใจไทยยื่นร่างแก้ไข ม. 256 คงโมเดล สสร. ไร้คูหาเลือกตั้ง
วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.30 น. พรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะกรรมการบริหาร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคได้เข้ายื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา
หลังการยื่นร่างดังกล่าว โสภณ ประธานรัฐสภาแถลงต่อสื่อมวลชนว่า จะทำหน้าที่ต่อไปคือการบรรจุร่างเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาต่อไป ในวันนี้ก็ได้รับร่างของพรรคภูมิใจไทยแล้ว ส่วนพรรคอื่นๆ จะเสนอร่างหรือไม่ก็แล้วแต่ เมื่อพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคหลักที่ได้ยื่นร่างเข้ามา ก็พร้อมจะบรรจุวาระ
ด้านอนุทิน ชาญวีรกูลแถลงว่า พรรคภูมิใจไทยขอขอบพระคุณประธานรัฐสภาที่มารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐสภาบรรจุวาระพิจารณา การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทยที่รับฟังเสียงและความต้องการของประชาชน เป็นไปตามการออกเสียงประชามติที่มีผลเอกฉันท์ว่า ประชาชนประสงค์ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยความที่เป็นพรรคของประชาชนทุกคนจึงได้ดำเนินการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว และเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างให้พิจารณา
จึงขอให้ประชาชนรับทราบเจตนารมณ์ ตามที่มีคนกล่าวหาว่าไม่ฟังเสียงประชาชน และไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้เราได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาใดๆ และที่มาในที่นี้ก็เพราะประชาชนบอกให้มา
อนุทินยังกล่าวต่อไปว่า รัฐสภา หมายถึง สส. สว. จะกำหนดทิศทางว่า ผลของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร ส่วนเจตจำนงของการเสนอร่างในฐานะพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นปราการด่านแรก ส่วนรัฐบาลมาจากพรรคการเมือง พรรคการเมืองมาจากประชาชน และทำตามขั้นตอนและเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม อนุทินย้ำด้วยว่า สมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคนมีเจตนารมณ์ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนิกร จำนง สส. พรรคภูมิใจไทยได้แถลงเนื้อหาโดยสรุปของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว หลังจากการประชุม สส. พรรคภูมิใจไทยว่า ข้อเสนอโมเดลสภาร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน มาจากการเลือกของรัฐสภา และมีสสร. สำรองอีก 300 คน
ทั้งนี้ ภายใต้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะมีกรรมาธิการสองชุด คือ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น โดยกำหนดให้กรรมาธิการทั้งสองชุดจะมีสัดส่วนของสสร. สำรอง ด้วย 1 ใน 3 และเมื่อสสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบ โดยต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 50 คน จาก 200 คน
ในการแถลงครั้งเดียวกันนี้ นิกรยังแถลงกรอบเวลาโดยคร่าวด้วยว่า หากรัฐสภาเปิดประชุมเพื่อพิจารณาร่างดังกล่าวในวาระหนึ่ง ประมาณเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าจะพิจารณาวาระสามเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 และหากรัฐสภาเห็นชอบก็ส่งให้คณะรัฐมนตรีเคาะคำถามประชามติ และนิกรคาดว่าจะมีประชามติครั้งที่ 2 ในเดือนมกราคม 2570
แต่เดิมบทบาทของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ปรากฏท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การแสดงจุดยืนนั้นเป็นไปตามความเห็นส่วนตัวของแต่ละบุคคลทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบ เมื่อประกาศผลการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว คำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ก็ไม่ปรากฏประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย แม้อนุทินจะให้คำยืนยันด้วยวาจาว่าผลการออกเสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียงเป็น “คำสั่งประชาชน” ก็ตาม
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ภราดร ปริศนานันทกุลได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีการไม่นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมายืนยันเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา โดยระบุว่า “หากรัฐบาลยืนยันร่างกลับไป ก็อาจคาดการณ์ได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาคงไม่ต่างจากเหตุการณ์ก่อนยุบสภา และเชื่อว่าวาระสามก็คงไม่สามารถโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ส่งผลให้เสียเวลา เพราะจะไม่สามารถเสนอญัตติที่มีลักษณะเดียวกันได้อีกภายในสมัยประชุมเดียวกัน และอาจทำให้เจตนารมณ์ของผู้ที่ออกไปทำประชามติเสียไป”