Charles Ponzi ต้นแบบ Scammer
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
Charles Ponzi
ต้นแบบ Scammer
Charles Ponzi กลายเป็นชื่อที่ถูกใช้เป็นคำเรียก “การฉ้อโกงทางการเงิน” ที่อาศัย “การหมุนเงินจากผู้ลงทุนใหม่มาจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนเก่า” โดยไม่มีการสร้างผลกำไรจริง
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขายังคงมีความหมายจนถึงปัจจุบัน คือการที่กลไกดังกล่าวยังคงถูกนำมาใช้ซ้ำในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนปลอมในตลาดหุ้น แชร์ลูกโซ่ หรือแม้กระทั่งการหลอกลวงในวงการ Cryptocurrency
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงจรอาชญากรรมของ Scammer ยุคใหม่
Charles Ponzi เกิดเมื่อปี 1882 ที่เมือง Lugo ประเทศอิตาลี เติบโตในครอบครัวที่เคยมีฐานะดี แต่ต่อมาล้มละลาย
ความทะเยอทะยานและความฝันถึงชีวิตที่มั่งคั่งอีกครั้ง ทำให้ Charles Ponzi อพยพไปสหรัฐอเมริกาในปี 1903 ด้วยเงินเพียงไม่กี่ดอลลาร์ และความหวังว่าจะสร้างชีวิตใหม่ในดินแดนแห่งโอกาส
แต่เมื่อเดินทางถึงอเมริกา เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการ ทำได้แค่งานเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้เงินไม่มากเพื่อเอาชีวิตรอด ความผิดหวังและความไม่มั่นคงในชีวิตช่วงแรกทำให้เขาเริ่มมองหาหนทางลัดที่จะทำให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว
Charles Ponzi มีเสน่ห์ในการพูดและโน้มน้าวใจผู้คน ใช้บุคลิกที่น่าเชื่อถือและความสามารถในการสร้างภาพลักษณ์เพื่อดึงดูดความสนใจ
แต่ด้านมืดของเขาก็คือ การใช้ความสามารถนั้นไปในทางผิด
Charles Ponzi เริ่มเข้าสู่วงจรอาชญากรรมในแคนาดาด้วยการปลอมเช็คและฉ้อโกงเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ถูกจับได้ ถูกสั่งจำคุกหลายปี
เมื่อออกจากคุก เขากลับมาสหรัฐ ด้วยความพยายามหาหนทางที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นตำนาน
นักจิตวิเคราะห์ได้ทำการสังเคราะห์บุคลิกภาพของ Charles Ponzi ในเชิงจิตวิทยา ซึ่งเผยให้เห็นว่า เขามีบุคลิกแบบผสมผสาน ระหว่างผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์กับคนโลภ
เห็นได้จาก การที่ Charles Ponzi ใช้ความสามารถในการสร้างภาพลวงตาและการโน้มน้าวใจเป็นเครื่องมือหลัก โดยมักแสดงออกถึงความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเขามีความรู้และสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลได้จริง
ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนถึงด้านมืดของความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความ Creative เข้ากับการหลอกลวงที่ผิดจริยธรรม
Charles Ponzi มักใช้เสน่ห์และความเชื่อมั่นในตัวเองเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ในความจริงแล้ว สิ่งที่เขาทำคือ การสร้างภาพลวงตาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
หากเปรียบเทียบกับ Bernie Madoff ผู้ก่อคดี Ponzi Scheme ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ เราจะเห็นความคล้ายคลึงในเชิงจิตวิทยา
เพราะทั้งคู่ต่างใช้ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงเป็นเครื่องมือในการสร้างความไว้วางใจ
Bernie Madoff ใช้ตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และเครือข่ายสังคมชั้นสูงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ขณะที่ Charles Ponzi ใช้เสน่ห์และบุคลิกส่วนตัว แต่แก่นแท้ของทั้งคู่ คือการใช้ความเชื่อมั่นของผู้คนเป็นเชื้อเพลิงในการหลอกลวง
ย้อนกลับไปในยุค 1920 ขณะนั้น บริบทเศรษฐกิจสหรัฐ มีชื่อเรียกว่า Roaring Twenties ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่งความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจ
การค้นพบไฟฟ้า ก่อกำเนิดเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย เช่น วิทยุ โทรศัพท์ ไปจนถึงโทรทัศน์ และเครื่องบิน ในยุคต่อมา ทำให้ผู้คนเชื่อว่า ความมั่งคั่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ความเชื่อมั่นในระบบทุนนิยมและ “ความฝันแบบอเมริกัน” ดึงดูดให้ผู้คนลงทุนโดยไม่ตรวจสอบอย่างรอบคอบ สิ่งนี้เปิดช่องให้ Charles Ponzi และนักต้มตุ๋นอื่นๆ ใช้ประโยชน์จากความโลภและความเชื่อมั่นเกินจริงของสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดระบบกำกับดูแลที่เข้มงวดในตลาดการเงินยุคนั้น ทำให้การฉ้อโกงสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
กลไกการทุจริตของ Charles Ponzi คือการอ้างว่า ลูกค้าสามารถทำกำไรจากการซื้อ International Reply Coupons ราคาถูกจากต่างประเทศ แล้วนำมาแลกในสหรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่าง
Charles Ponzi สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงถึง 50% ภายใน 45 วัน หรือ 100% ภายใน 90 วัน
แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้ทำธุรกรรมตามที่กล่าวอ้าง เงินที่จ่ายให้ผู้ลงทุนรายแรกๆ มาจากเงินของผู้ลงทุนรายใหม่ทั้งหมด
นี่คือแก่นแท้ของ Ponzi Scheme
ผลกระทบจากการกระทำของ Charles Ponzi นั้น รุนแรงมาก นักลงทุนหลายพันคนสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านดอลลาร์ในยุคนั้น ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาล
ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบการเงินสหรัฐสั่นคลอน จนรัฐบาลต้องเข้ามาจัดการเพื่อฟื้นฟูศรัทธาในตลาดทุนตลาดเงิน
กรณีนี้ เป็นแรงผลักดันให้เกิดการตรากฎหมายและสร้างมาตรการกำกับดูแลการลงทุนที่เข้มงวดขึ้นในเวลาต่อมา
เมื่อเปรียบเทียบกับ Scammer ยุคใหม่ เราจะเห็นว่า กลไกที่ Charles Ponzi ใช้ ยังคงถูกนำมาปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “แชร์ลูกโซ่” การลงทุนปลอมใน Cryptocurrency หรือการหลอกลวงผ่าน Online Platform
ทั้งหมดล้วนใช้หลักการเดียวกัน คือการสร้างภาพลวงตาด้านผลตอบแทนที่สูงและการลงทุนที่ปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่
ความแตกต่างก็คือ Scammer ยุคใหม่มีเครื่องมือ Digital และช่องทางสื่อสารที่กว้างขวาง ทำให้สามารถเข้าถึงเหยื่อได้รวดเร็ว ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณที่มากกว่า Charles Ponzi ในอดีต
แต่แก่นแท้ของการหลอกลวงยังคงเหมือนเดิม
ตัวอย่าง Scammer ยุคใหม่ที่ใช้กลไกเดียวกันก็คือ Bernie Madoff ผู้ก่อคดี Ponzi Scheme ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ มูลค่ากว่า 65 พันล้านดอลลาร์
Bernie Madoff ใช้ชื่อเสียงและตำแหน่งในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น นักลงทุนทั้งสถาบันและบุคคลจำนวนมากล้วนตกเป็นเหยื่อ แม้จะมีสัญญาณเตือนหลายครั้ง แต่ระบบกำกับดูแลไม่สามารถตรวจจับได้ทันเวลา
อีกตัวอย่างคือ BitConnect และ OneCoin ซึ่งเป็นแชร์ลูกโซ่ Crypto ที่ใช้กลไกเดียวกัน โดยอ้างผลตอบแทนสูงและใช้การตลาด Digital เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนทั่วโลก มูลค่าความเสียหายรวมหลายพันล้านดอลลาร์
เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Charles Ponzi กับ Scammer ยุค Digital แล้ว จะเห็นว่า กลไกการหลอกลวงยังคงเหมือนเดิม แต่บริบทเปลี่ยนไป
เพราะ Charles Ponzi ใช้บุคลิกและการโน้มน้าวใจแบบตัวต่อตัวในยุคที่สื่อสารจำกัด ขณะที่ Scammer ยุค Digital ใช้ Online Platform/Social Media และนวัตกรรมเพื่อเข้าถึงเหยื่อจำนวนมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว
ความแตกต่างสำคัญคือ ขอบเขตและความเร็วของการแพร่กระจาย แต่แก่นแท้ยังคงเป็นการสร้างภาพลวงตาเรื่องผลตอบแทนสูง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก Charles Ponzi และ Scammer ยุคใหม่ คือการทำลายความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ผู้คนสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ครอบครัวแตกสลาย และสังคมต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
กรณี Charles Ponzi ในปี 1920 เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเขียนกฎหมายกำกับดูแลการลงทุนขึ้นใหม่ ขณะที่กรณี Bernie Madoff และแชร์ลูกโซ่ Crypto ในศตวรรษที่ 21 เป็นแรงผลักดันให้เกิดมาตรการกำกับดูแลตลาด Digital และการลงทุนทางเลือกที่เข้มข้น
Charles Ponzi เสียชีวิตอย่างน่าอนาถในกรุงรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ปี 1949 หลังจากถูกเนรเทศออกจากสหรัฐ ในปี 1934
ชีวิตของเขา เป็นภาพสะท้อนของความทะเยอทะยานในทางที่ผิด อันนำไปสู่หายนะ เพราะ Charles Ponzi ไม่ได้เพียงสร้างความเสียหายทางการเงินมหาศาล แต่ยังสร้างมรดกเลวร้ายที่ยังดำรงอยู่ในโลกการเงินจนถึงทุกวันนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อของ Charles Ponzi ยังคงถูกใช้เป็นคำเตือนในทุกครั้งที่เกิดการฉ้อโกงใหม่ๆ ในรูปแบบของ Scammer ในยุคปัจจุบันนั่นเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Charles Ponzi ต้นแบบ Scammer
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly