โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาวอลล์สตรีท แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิด 18 พ.ค. 69

สยามรัฐ

อัพเดต 17 พ.ค. เวลา 23.56 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. เวลา 23.48 น.

วิเคราะห์เจาะลึกแนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดทำการ 18 พ.ค. 2569 ปัจจัยเศรษฐกิจโลก การเงิน และผลกระทบต่อไทย พร้อมมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ตลาดหุ้นนิวยอร์กกำลังจะเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางความผันผวนและปัจจัยท้าทายรอบด้าน นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิดว่าทิศทางของวอลล์สตรีทจะเป็นเช่นไร และจะส่งผลสะเทือนถึงตลาดการเงินไทยอย่างไรบ้าง?

ในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ตลาดหุ้นนิวยอร์กเตรียมเปิดทำการอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดจะยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงสูง นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลให้ดัชนีหลักอย่างดาวโจนส์, S&P 500 และ Nasdaq มีความผันผวนสูง นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนในประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นนิวยอร์ก

การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดทำการในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นี้ ถูกขับเคลื่อนด้วยหลายปัจจัยหลักที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม ประการแรกคือรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของ Fed โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หาก Fed ยังคงส่งสัญญาณขึ้นดอกเบเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ก็จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สองคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อดัชนี Nasdaq และ S&P 500 การประกาศผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด หรือการปรับลดประมาณการกำไรในอนาคต อาจเป็นชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นครั้งใหญ่ได้ นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เช่น ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก หรือความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้กับตลาดโลกและตลาดหุ้นนิวยอร์ก

ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และผลกระทบต่อตลาด

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาด การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ที่กำลังจะมาถึงจะเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องถึงความมุ่งมั่นในการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งหมายถึงความเป็นไปได้ที่ Fed จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening)

การขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมสำหรับบริษัทต่างๆ ลดความน่าสนใจของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น และอาจชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนก็มองว่าตลาดอาจเริ่ม 'ซึมซับ' ข่าวร้ายเหล่านี้ไปบ้างแล้ว และอาจมีโอกาสในการฟื้นตัวหาก Fed ส่งสัญญาณที่ผ่อนคลายขึ้น หรือหากตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

มุมมองจากนักวิเคราะห์: โอกาสและความเสี่ยง

ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักวาณิชธนกิจชั้นนำหลายแห่งได้ให้มุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดทำการในวันที่ 18 พ.ค. 69

มุมมองเชิงระมัดระวัง: นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ชี้ว่า แม้ตลาดจะมีการปรับฐานไปบ้างแล้ว แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหาก Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงเกินไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนและทำให้ตลาดเผชิญกับแรงเทขายอีกระลอก พวกเขาแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดดี

มุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง: ขณะที่ Morgan Stanley มองว่า ตลาดอาจเข้าสู่ช่วง 'Bottoming Out' หรือจุดต่ำสุดแล้ว และอาจเห็นการฟื้นตัวได้ในระยะกลาง หากตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มมีเสถียรภาพและ Fed ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวนี้อาจเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth Stocks) ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ: นายสมชาย เลิศทรัพย์ไพบูลย์ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในไทย ให้ความเห็นว่า ภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ หรือมีต้นทุนนำเข้าจากสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์และภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและนักลงทุนไทย

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET Index) ด้วยเช่นกัน หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง มักจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามไปด้วย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) อย่างประเทศไทย

สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ควรพิจารณาปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ผันผวน การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ หรือตราสารหนี้ อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงเวลาที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและทันท่วงที

ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดทำการในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงินของ Fed นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์ให้ยืดหยุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนไทยที่ต้องประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนในประเทศ แม้ความผันผวนจะเป็นเรื่องปกติของตลาด แต่การเตรียมพร้อมและข้อมูลที่ถูกต้องจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในวอลล์สตรีท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...