ดัชนีเชื่อมั่นฯร่วงรับปัจจัยเสี่ยงสงคราม-น้ำมันแพง ลุ้นมาตรการรัฐดันครึ่งปีหลังฟื้น
ผู้บริโภคยังขาดความมั่นใจหลังดัชนีสัญญานทุกด้านยังต่ำกว่าปกติ เหตุหวั่นสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันและค่าครองชีพสูง คาดครึ่งปีแรกยังชะลอการใช้จ่ายรอดูความชัดเจน จับตาเดือนมิถุนายนจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลเริ่มเดินหน้ามาตรการเติมเงินเข้าระบบ 2.5 แสนล้านบาท หวังกระตุ้นกำลังซื้อและหนุนกลุ่มเอสเอ็มอี
รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในฐานะที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 เป็นการลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 43.1 47.5 และ 57.9 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 44.1 48.6 และ 59.0 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อไร ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 34.7 เป็น 33.6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 58.3 มาอยู่ที่ระดับ 57.3
ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่าบริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วแค่ไหนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายนหรือเดือนหน้าจะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิถุนายน เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569
รศ.ดร. ธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาถือว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในเรื่องการขยายตัว หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่จะกระทบต่อราคาน้ำมัน
ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เริ่มใช้ในเดือนมิ.ย. จะส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในประเทศมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีเม็ดเงินจากภาครัฐเติมเข้าไปในระบบ 1.7 แสนล้านบาทและอีกส่วนเป็นเงินจากภาคประชาชนรวมแล้ว 2-2.5 แสนล้านบาท ทั้งหมดจะทำให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ
“เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยคาดหวังจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส จะทำให้มีเม็ดเงินไปสู่กลุ่มเอสเอ็มอี ขณะที่ปัจจัยลบเรื่องตะวันออกลาง แม้จะทำให้มีแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ในช่วงนี้ยังต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยรวมแล้วคาดจีดีพีปีนี้ยังอยู่ในกรอบไม่เกิน 2%”