โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดัชนีเชื่อมั่นฯร่วงรับปัจจัยเสี่ยงสงคราม-น้ำมันแพง ลุ้นมาตรการรัฐดันครึ่งปีหลังฟื้น

The Better

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 06.10 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 05.50 น. • THE BETTER
ม.หอการค้าไทยหวัง"ไทยช่วยไทย พลัส” จุดเปลี่ยนพลิกฟื้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เติมเงินเข้าระบบ 2.5 แสนล้านกระตุ้นกำลังซื้อหนุนกลุ่มเอสเอ็มอี

ผู้บริโภคยังขาดความมั่นใจหลังดัชนีสัญญานทุกด้านยังต่ำกว่าปกติ เหตุหวั่นสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ดันราคาน้ำมันและค่าครองชีพสูง คาดครึ่งปีแรกยังชะลอการใช้จ่ายรอดูความชัดเจน จับตาเดือนมิถุนายนจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลเริ่มเดินหน้ามาตรการเติมเงินเข้าระบบ 2.5 แสนล้านบาท หวังกระตุ้นกำลังซื้อและหนุนกลุ่มเอสเอ็มอี

รศ.ดร. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในฐานะที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 เป็นการลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 43.1 47.5 และ 57.9 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 44.1 48.6 และ 59.0 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อไร ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 34.7 เป็น 33.6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 58.3 มาอยู่ที่ระดับ 57.3

ทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่าบริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วแค่ไหนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายนหรือเดือนหน้าจะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิถุนายน เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569

รศ.ดร. ธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาถือว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในเรื่องการขยายตัว หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งความขัดแย้งตะวันออกกลาง ที่จะกระทบต่อราคาน้ำมัน

ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เริ่มใช้ในเดือนมิ.ย. จะส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในประเทศมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีเม็ดเงินจากภาครัฐเติมเข้าไปในระบบ 1.7 แสนล้านบาทและอีกส่วนเป็นเงินจากภาคประชาชนรวมแล้ว 2-2.5 แสนล้านบาท ทั้งหมดจะทำให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ

“เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยคาดหวังจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส จะทำให้มีเม็ดเงินไปสู่กลุ่มเอสเอ็มอี ขณะที่ปัจจัยลบเรื่องตะวันออกลาง แม้จะทำให้มีแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ในช่วงนี้ยังต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยรวมแล้วคาดจีดีพีปีนี้ยังอยู่ในกรอบไม่เกิน 2%”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...