โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ห่วงเศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-Shape ต้นทุนพุ่งส่งออกโตกระจุก

The Better

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE BETTER
กกร.ชี้เหตุตะวันออกกลางยืดเยื้อกระทบต้นทุนพลังงานภาคธุรกิจ ขณะที่ส่งออกไฮเทคยังบวกสวนทางกลุ่มอื่นๆ หวัง‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ช่วยกระตุ้นใช้จ่าย ปรับเพิ่มจีดีพีโต 2%

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ขณะที่ในครึ่งปีหลังประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่นๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ K-shape การส่งออกสินค้าในช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 18.9% โดยสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% จาก megatrend การลงทุนด้าน AI และ data center สอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในเอเชียที่เติบโตในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก แต่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่

ขณะเดียวกันการผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

ทางกกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและ FDI ที่เพิ่มขึ้น ดังเช่นข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ล่าสุดที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดย กกร. ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% จากเดิมที่อยู่ที่ 1.2%-1.6% เงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% จาก 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจาก megatrend ด้านการลงทุน ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของการย้ายฐานการผลิต สำนักงาน Middle & Back Office ของบริษัทข้ามชาติ และการก้าวสู่ Regional Hub ทั้งภาคการผลิต การบริการ และการเงิน

นอกจากนี้ ควรใช้โอกาสจากเทรนด์ AI, Data Center, Cyber Security ของโลก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Advanced Manufacturing เพิ่ม local content พัฒนา R&D ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่มุ่งสนับสนุน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งสอดรับกับอุตสาหกรรมที่ BOI มุ่งเป้าสนับสนุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามคำแนะนำของธนาคารโลกสำหรับประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและการจ้างงานอย่างครอบคลุมในระยะยาว

กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติในหลายเวที อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3 การประชุม Gastech 2026 การประชุม Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 รวมถึงการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting โชว์ศักยภาพประเทศไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ให้เกียรติมานำเสนอข้อมูลการจัดประชุมให้ที่ประชุม กกร. รับทราบ ซึ่งธนาคารโลกอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน Flagship Report “Building Thailand’s Future Today” ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในการนำเสนอจุดแข็งของประเทศไทย เชื่อมโยงกับแนวทาง Reinvent Thailand และต่อยอดไปสู่การสื่อสารเชิงบวกก่อนการประชุมเดือนตุลาคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความร่วมมือจากนักลงทุนและพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงการประสานงานกับธนาคารโลกและภาคเอกชนในการจัด Affiliate Program

นายผยง กล่าวว่า ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ อย่างไรก็ตาม กกร. ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน

ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และภาคการผลิตของประเทศสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

%YoY

ปี 2568

ปี 2569

(ณ ม.ค.-มี.ค. 69)

ปี 2569

(ณ เม.ย.-พ.ค. 69)

ปี 2569

(ณ มิ.ย. 69)

GDP

2.4

1.6 ถึง 2.0

1.2 ถึง 1.6

1.6 ถึง 2.0

ส่งออก

12.9

-1.5 ถึง -0.5

-1.5 ถึง -0.5

8.0 ถึง 10.0

เงินเฟ้อ

-0.1

0.2 ถึง 0.7

2.0 ถึง 3.0

2.5 ถึง 3.0

ที่มา: สศช. พณ. และประมาณการโดย กกร.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...