โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

งานวิจัยชี้ นักฟุตบอล สมองอาจมีปัญหาเร็วขึ้น จากการโหม่งบอล

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แม้ที่ผ่านมา งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของการเล่นกีฬาต่อสมองจะมุ่งเน้นไปที่นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลเป็นหลัก แต่ข้อมูลใหม่ชี้ว่า นักฟุตบอลอาชีพก็อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพสมองเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะซ้ำ ๆ ตลอดอาชีพการเล่น

ผลการศึกษาที่นำเสนอในการประชุม Alzheimer’s Association International Conference (AAIC) 2026 ณ กรุงลอนดอน พบว่า อดีตนักฟุตบอลอาชีพวัยกลางคนเริ่มแสดงสัญญาณความผิดปกติของสมองและระบบประสาท แม้ยังไม่ถึงวัยที่มักพบโรคสมองเสื่อม

อดีตนักฟุตบอลอาชีพมีอาการทางจิตใจและสมองมากกว่าคนทั่วไป

นักวิจัยศึกษากลุ่มตัวอย่างอดีตนักฟุตบอลอาชีพจำนวน 142 คน อายุระหว่าง 30–60 ปี เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาที่มีการปะทะ

ผลการศึกษาพบว่า อดีตนักฟุตบอลมีแนวโน้มรายงานอาการต่อไปนี้มากกว่า ได้แก่

  • วิตกกังวล
  • ภาวะซึมเศร้า
  • ปัญหาด้านการคิดและการตัดสินใจ

แม้ว่าการทดสอบด้านความจำและการรับรู้ (Cognition) จะยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่การสแกนสมองกลับพบว่า ปริมาณเนื้อสมองสีเทา (Gray Matter) ลดลงในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับ

  • ความจำ
  • สมาธิและความสนใจ
  • การตัดสินใจ
  • การควบคุมอารมณ์

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า ข้อมูลนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการเล่นฟุตบอลโดยตรง เพราะอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย จำเป็นต้องติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติม

ทำไมการศึกษาช่วงวัยกลางคนจึงสำคัญ

ที่ผ่านมา งานวิจัยเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่มักศึกษาผู้สูงอายุอายุมากกว่า 70 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่อาการของโรคเริ่มแสดงชัดเจน

แต่การศึกษาครั้งนี้เลือกติดตามอดีตนักฟุตบอลในช่วงวัยกลางคน ทำให้นักวิจัยสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสมองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนเกิดโรคทางระบบประสาทในอนาคต

ไม่ใช่แค่ "สมองกระทบกระเทือน" แต่คือการกระแทกซ้ำ ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระบุว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าความเสี่ยงของนักกีฬาเกิดจาก ภาวะสมองกระทบกระเทือน (Concussion) เพียงอย่างเดียว

ความจริงแล้ว สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ การได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะซ้ำ ๆ (Repetitive Head Impacts) ซึ่งอาจเกิดขึ้นตลอดหลายปีของการเล่นกีฬา

สำหรับฟุตบอล แรงกระแทกเหล่านี้อาจเกิดจาก

  • การโหม่งลูกฟุตบอล (Headers)
  • การปะทะกับผู้เล่นคนอื่น
  • การล้มกระแทกพื้น
  • การปะทะกับลูกบอลด้วยความเร็วสูง

นักวิจัยเชื่อว่าการสะสมของแรงกระแทกเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพสมองในระยะยาว แม้ผู้เล่นจะไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองกระทบกระเทือนก็ตาม

แล้วเด็กหรือคนเล่นฟุตบอลทั่วไปควรกังวลหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังไม่ควรตีความว่าผู้เล่นฟุตบอลทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากับนักฟุตบอลอาชีพ

เนื่องจากงานวิจัยนี้ศึกษากลุ่มผู้เล่นระดับอาชีพ ซึ่งได้รับแรงกระแทกต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุว่า ต้องได้รับแรงกระแทกมากเพียงใดจึงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางสมอง

อย่างไรก็ตาม การป้องกันไว้ก่อนถือเป็นเรื่องสำคัญ

ตัวอย่างเช่น สหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ (US Soccer Federation) ได้กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงตั้งแต่ปี 2016 ได้แก่

ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ฝึกโหม่งลูกฟุตบอล

จำกัดเวลาฝึกโหม่งในเด็กอายุ 11–13 ปี

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดการได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะตั้งแต่วัยเด็ก

เล่นกีฬาได้ แต่ต้องเล่นอย่างปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ผลการศึกษานี้ไม่ได้ต้องการให้ผู้คนเลิกเล่นฟุตบอลหรือหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เพราะการมีกิจกรรมทางกายยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพสมอง

สิ่งสำคัญคือการเล่นกีฬาอย่างปลอดภัย ลดการกระแทกที่ศีรษะเมื่อทำได้ และสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง

หากหลังการเล่นกีฬามีอาการต่อไปนี้ต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์

  • ปวดศีรษะเรื้อรัง
  • เวียนศีรษะ
  • ความจำลดลง
  • สมาธิสั้นลง
  • วิตกกังวลหรือซึมเศร้า
  • มีปัญหาในการคิด การวางแผน หรือการตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ปัญหาสุขภาพจิตและความผิดปกติด้านการรับรู้หลายอย่างสามารถรักษาหรือฟื้นฟูได้ หากได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ที่มา : https://edition.cnn.com/2026/07/12/health/soccer-brain-health-wellness

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...