อธิบดี คพ.โต้เดือด ผลสำรวจ กกร.กาง 7 ข้อพิรุธ ชี้ผิดหลักวิชาการ-ทำข้าราชการเสียขวัญ
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. แถลงผลการพิจารณาเอกสารงานวิจัยการสำรวจความคิดเห็นภาคเอกชนของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กรณีระบุว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่มีการเรียกรับสินบนสูงสุด โดยมีการเสนอตัวเลข 102,160 บาทต่อครั้ง ซึ่งทาง คพ. ตั้งข้อสังเกตว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา กรมฯ ไม่เคยได้รับการร้องเรียนในเรื่องการทุจริตในลักษณะนี้มาก่อนเลย
อธิบดี คพ. แถลงย้ำว่า ทางกรมฯ ไม่ปฏิเสธการตรวจสอบเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต และยินดีที่จะถูกตรวจสอบเนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นหากพบเจ้าหน้าที่กระทำความผิด
ที่ผ่านมา คพ. ได้ร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ท. นำระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต หรือ CRMS มาปฏิบัติใช้ จนส่งผลให้ได้รับผลการประเมินเชิงคุณภาพในระดับ ดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันถึง 3 ปี อย่างไรก็ตาม จากการที่ผู้บริหาร คพ. ได้ร่วมกันทบทวนภารกิจและโครงการต่างๆ พบว่า กระบวนงานการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ เป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตด้านการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวนมาตรการและแนวทางปฏิบัติในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการทุจริตแล้ว
หลังจาก คพ. ได้รับเอกสารชี้แจงหลักการและระเบียบวิธีการสำรวจจาก กกร. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ทาง คพ. มีข้อสังเกตสำคัญ 7 ประการที่เห็นว่ากระบวนการจัดทำวิจัยของ กกร. อาจไม่ถูกต้อง ขอบธรรม ตามหลักวิชาการ หรือไม่ ดังนี้
1 จำแนกกลุ่มตัวอย่างไม่ครอบคลุม มีการจำแนกหน่วยงานรัฐเป็น 5 กลุ่ม รวม 162 หน่วยงานทั่วประเทศ แต่มีการสำรวจอยู่เพียง 26 หน่วยงาน ซึ่งไม่ครอบคลุมภาพรวมของระบบราชการไทยทั้งหมดในเชิงวิชาการจึงไม่สามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดนโยบายประเทศได้
2 ใช้เครื่องมือเก่าปี 2542 รูปแบบแบบสอบถามยึดโยงจากแนวทางของธนาคารโลก ปี 2542 เป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลเก่า หลายหน่วยงานได้ถูกปรับบทบาทภารกิจไปแล้วตั้งแต่ปี 2545 ตัวอย่างเช่น กรมทรัพยากรธรณี ไม่มีบทบาทใดอยู่ใน 5 กลุ่มหน่วยงานที่จำแนกเลย
3 ขอบเขตกลุ่มตัวอย่างจำกัด มุ่งเน้นไปที่ภาคเอกชนเพียงบางกลุ่มที่มีขอบเขตค่อนข้างจำกัด ไม่ได้กระจายกลุ่มตัวอย่างไปยังภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ภาคประชาชน ผู้รับบริการทั่วไป ภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคม
4 โครงสร้างแบบสอบถามขัดกันเอง การสำรวจใช้แบบสอบถาม 2 รูปแบบ คือ ออนไลน์ผ่านกูเกิลฟอร์ม และแบบเผชิญหน้า โดย กกร. แจ้งว่าแบบออนไลน์ทำเพื่อเป็นตัวสำรองดูความสอดคล้อง แต่โครงสร้างแบบสอบถามทั้งสองมีมีความแตกต่างกันทั้งจำนวนส่วนและข้อคำถาม ซึ่งไม่สอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ
5 ระยะเวลาสำรวจกระชั้นชิดเกินไป มีกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม 401 ราย ทั่วประเทศ สำรวจระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 รวมเวลา 16 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิด มีความเสี่ยงในการควบคุมมาตรฐาน และในแบบเผชิญหน้ามีข้อคำถามมากถึง 70 ข้อ ซึ่งต้องสอบถามให้ได้ 25 รายต่อวัน ย่อมเสี่ยงต่อการควบคุมคุณภาพในการสำรวจ
6 จำนวนผู้ให้ข้อมูลรายหน่วยงานน้อยเกินไป ข้อมูลในระดับรายหน่วยงานจะไม่เพียงพอสำหรับการสรุปหรือจัดอันดับการทุจริตที่เป็นภาพรวมของประเทศ เนื่องจากพิจารณาจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจริงร้อยละ 45 หรือราว 184 คน เมื่อเชื่อมโยงกับ 26 หน่วยงาน อาจมีคนตอบเพียงเฉลี่ย 7 คนหรือน้อยกว่านั้นต่อหนึ่งหน่วยงาน
7 คำถามมีลักษณะชี้นำ แบบสอบถามมีคำถามที่ชี้นำในการตอบ เช่น เป็นที่รู้กัน หรือวัดความเชื่อ เช่น เชื่อมั่นเพียงใด และตั้งสมมติฐานเชิงลบ เช่น หากไม่จ่ายเงินเพิ่ม ท่านเชื่อว่ากระบวนการจะมีความล่าช้าเกินกำหนดหรือไม่
ดร.สุรินทร์ ระบุต่อไปว่า จากหนังสือชี้แจงของ กกร. ได้ยอมรับว่าระดับความเชื่อมั่นและค่าความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างเป็นการอ้างอิงกรอบในภาพรวมของการสำรวจ ไม่ควรตีความความเป็นสะท้อนความแม่นยำในระดับรายหน่วยงาน ดังนั้นการที่ กกร. สรุปข้อมูลว่า คพ. เป็นหน่วยงานที่เสนอการรับสินบนต่อครั้งเป็นอันดับ 1 นั้น คพ. จึงเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตามหลักการวิจัย ผิดจรรยาบรรณการทำศึกษาวิจัย
ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเผยแพร่ข่าวดังกล่าวทำให้ คพ. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยา ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน ทั้งนี้ คพ. เห็นด้วยกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยกระบวนการที่ถูกต้องเป็นธรรม แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการวิจัยของ กกร. ในครั้งนี้ และขอแจ้งเตือนระวังผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ คพ. หรือบุคคลที่แอบอ้างผลตรวจวัดของ คพ. เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยสามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ คพ. ทั้งในช่องทางออนไลน์ ติดต่อโดยตรง และทางไปรษณีย์