ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวอวกาศกลับมาอยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก ทั้งจากการเผยแพร่เอกสาร UAP (Unidentified Anomalous Phenomena) หรือ “ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้” ชุดใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ และความพยายามปล่อย Starship ของ SpaceX จรวดขนาดยักษ์ที่ถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในระบบขนส่งอวกาศที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา Starship สูง 408 ฟุต ประกอบด้วยยานชั้นบนชื่อเดียวกัน และบูสเตอร์ Super Heavy ที่มีเครื่องยนต์ 33 เครื่อง เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ทั้งระบบกลับมาใช้ซ้ำได้ หากทำสำเร็จ ต้นทุนและขีดความสามารถในการส่ง Payload หรือน้ำหนักบรรทุกขึ้นสู่อวกาศ อาจเปลี่ยนไปอย่างมาก เทคโนโลยีนี้ยังเกี่ยวข้องกับโครงการ Artemis ของ NASA ที่ต้องการใช้ Starship เป็นยานลงจอดบนดวงจันทร์ รวมถึงวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่านั้น ตั้งแต่การส่งมนุษย์และสินค้าไปดวงจันทร์ ดาวอังคาร ไปจนถึงแนวคิดเรื่อง Orbital Data Centers หรือศูนย์ข้อมูลในวงโคจร
(SpaceX/Unsplash)
ภาพจำของคนทั่วไป อวกาศมักชวนให้นึกถึงจรวดขนาดมหึมา ฐานปล่อย เทคโนโลยีราคาแพง และการแข่งขันของประเทศพัฒนาแล้ว แต่ Space Economy หรือเศรษฐกิจอวกาศในวันนี้ กำลังชวนให้มองไกลกว่านั้น อวกาศไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการสำรวจหรือการแข่งขันเชิงอำนาจอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอีกชั้นหนึ่งของโลก ดาวเทียมไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตประจำวันอย่างที่คิด เพราะดาวเทียมรองรับทั้งการสื่อสาร ระบบนำทาง การติดตามภูมิอากาศ การจัดการภัยพิบัติ เกษตรแม่นยำ โลจิสติกส์ ผังเมือง และบริการดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล พูดให้ชัดขึ้น Space Economy ไม่ได้หมายถึงการพาคนหรือสิ่งของขึ้นไปสู่อวกาศเท่านั้น แต่รวมถึงการใช้ข้อมูลและโครงข่ายจากดาวเทียมเพื่อให้เรามองเห็น เข้าใจ และจัดการปัญหาบนโลกได้ดีขึ้น ตั้งแต่ป่าที่กำลังถูกทำลาย พืชที่เริ่มขาดน้ำหรือเสี่ยงโรค เส้นทางรถเมล์ที่ควรปรับ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ไปจนถึงชุมชนห่างไกลที่ยังรอการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
สิ่งที่ทำให้จังหวะนี้ต่างจากอดีต คือเทคโนโลยีอวกาศไม่ได้เติบโตลำพัง แต่กำลังเชื่อมกับ AI, Quantum Technologies, Robotics, Energy, Advanced Materials, Biotechnology และ Climate Science จนเกิดระบบนวัตกรรมข้ามอุตสาหกรรม ดาวเทียมจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่เริ่มทำหน้าที่เหมือนระบบอัจฉริยะที่ประมวลผลข้อมูลในวงโคจร ตรวจจับความผิดปกติ และปรับการทำงานได้เอง เมื่อเชื่อมกับ Cloud หรือระบบประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย ข้อมูลจากอวกาศจึงถูกแปลงเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นมาก ตัวอย่างเช่น AI สามารถประมวลผลข้อมูลภูมิสารสนเทศย้อนหลังหลายทศวรรษภายในเวลาไม่กี่นาที เพื่อระบุการกัดเซาะดิน ความเครียดของพืช ภัยคุกคามทางทะเล และคาดการณ์เหตุการณ์สภาพอากาศขนาดใหญ่ เช่น เฮอริเคนและไต้ฝุ่น ได้เร็วขึ้นถึง 50% ในความหมายนี้ Space Economy จึงไม่ได้อยู่ที่อวกาศเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับความสามารถในการอ่านโลกได้ชัด ทันสมัย และตัดสินใจได้ดีขึ้น
(Paris Bilal/Unsplash)
Space Economy กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว World Economic Forum ระบุว่า เศรษฐกิจอวกาศโลกมีมูลค่า 613 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และมีแนวโน้มเกิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกเพียงว่าอุตสาหกรรมจรวดหรือดาวเทียมจะใหญ่ขึ้น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ มูลค่าใหม่จะเกิดจากการนำข้อมูลจากอวกาศไปใช้ในเศรษฐกิจจริง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด Computer Weekly รายงานว่า การนำ Earth Observation Data หรือข้อมูลสังเกตการณ์โลกจากดาวเทียม มาใช้อาจเพิ่ม GDP ให้ภูมิภาคได้ถึง 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หลายประเทศเริ่มใช้ประโยชน์แล้ว เช่น มาเลเซียใช้ Satellite Navigation Tracking หรือการติดตามตำแหน่งด้วยระบบนำทางดาวเทียม เพื่อคาดการณ์รูปแบบผู้โดยสารก่อนปรับเส้นทางรถบัส อินโดนีเซียใช้ข้อมูลดาวเทียมตรวจจับสัญญาณโรคพืชในระยะเริ่มต้น ส่วนฟิลิปปินส์ใช้ Satellite Internet ให้บริการ Wi-Fi ฟรีแก่ประชาชนกว่า 130,000 คนในหมู่บ้านห่างไกลและชุมชนชนพื้นเมือง ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ได้เริ่มจากการมีจรวดหรือดาวเทียมจำนวนมาก แต่เริ่มจากการรู้ว่าจะใช้ข้อมูลจากอวกาศกับโจทย์ใดของเศรษฐกิจและสังคม
ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ก็เข้าสู่ Space Economy ด้วยเส้นทางที่ต่างกัน ตั้งแต่เคนยาที่เริ่มจาก CubeSat หรือดาวเทียมขนาดเล็ก ผ่านโครงการมหาวิทยาลัยและความร่วมมือระหว่าง UN กับญี่ปุ่น บราซิลที่ใช้ดาวเทียม Amazônia One ติดตามภาพป่าและการตัดไม้ทำลายป่า ตุรกีที่พัฒนาดาวเทียมสื่อสาร TÜRKSAT 6A และภารกิจ IMECE เพื่อสนับสนุนการเกษตร การรับมือภัยพิบัติ และการวางผังเมือง ไปจนถึงเอกวาดอร์ที่ใช้ทำเลใกล้เส้นศูนย์สูตรเป็นข้อได้เปรียบในการพัฒนา Spaceport หรือท่าอวกาศยาน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการปล่อยและเพิ่มศักยภาพในการบรรทุก ส่วนโคลอมเบียก็กำลังเชื่อมหน่วยงานอวกาศกับมหาวิทยาลัยและพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อวางรากฐานของระบบนิเวศด้านนี้ ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ว่า การเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศไม่ได้มีเส้นทางเดียว ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ fDi Intelligence สื่อด้านการลงทุนต่างประเทศ ที่ให้ข้อเสนอแนะว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่จำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมอวกาศครบวงจรตั้งแต่ต้น แต่ควรมองหาช่องว่างใน Value Chain หรือห่วงโซ่คุณค่าที่ตนเองแข่งขันได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฐานอุตสาหกรรมอากาศยานเดิม มหาวิทยาลัย แรงงานทักษะสูง หรือความสามารถในการเชื่อมทุน เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน
(Getty Images /Unsplash)
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอวกาศไม่ได้มีแต่ด้านบวก เมื่อดาวเทียมและข้อมูลจากอวกาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการสำคัญบนโลก ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งความแออัดในวงโคจร ขยะอวกาศ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การรบกวนสัญญาณ รวมถึงการจัดสรรคลื่นความถี่และ Orbital Slots หรือตำแหน่งวงโคจรสำหรับให้บริการดาวเทียม ซึ่งอาจทำให้ประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุน ทางเทคโนโลยีและอำนาจต่อรองสูงกว่าได้เปรียบมากขึ้น World Economic Forum เตือนว่า หากไม่มีกติกาที่รอบคอบอาจสร้างให้เกิด Orbital Divide หรือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศรูปแบบใหม่ ความเสี่ยงเหล่านี้ทำให้การพัฒนาอวกาศไม่ใช่เรื่องของวิศวกรหรือบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ของรัฐด้วย เพราะเมื่อดาวเทียมรองรับบริการจำเป็น ตั้งแต่การสื่อสาร การนำทาง พลังงาน การคมนาคม ไปจนถึงบริการฉุกเฉิน ระบบอวกาศจึงต้องมีทั้งความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และธรรมาภิบาลที่เหมาะสม ในมุมนี้รายงาน Government Trends 2025 ของ Deloitte จึงวางการพัฒนาอวกาศไว้เป็นหนึ่งในแนวโน้มสำคัญของรัฐบาลยุคใหม่ โดยชี้ว่า ประโยชน์ของอวกาศมีทั้งด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และความมั่นคง แต่การผลักดันให้เกิดผลจริงต้องอาศัยตลาดใหม่ กฎระเบียบที่เหมาะสม และความร่วมมือระหว่างประเทศ
(Ravisankar S/Unsplash)
ในไทย ภาพของ Space Economy เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากความเคลื่อนไหวของ GISTDA ที่เปิดตัว “ระบบเช็คแล้ง” เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลดาวเทียมสำรวจโลกร่วมกับ AI เพื่อติดตามความเสี่ยงด้านน้ำในระดับพื้นที่ ช่วยประเมินว่าพื้นที่เกษตรใดมีแนวโน้มเสียหายหรือจำเป็นต้องใช้น้ำเท่าไร ขณะเดียวกัน ไทยก็กำลังพัฒนา THEOS-3 ดาวเทียมสำรวจโลกรุ่นล่าสุดที่ออกแบบและพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย ใช้ชิ้นส่วนสำคัญและประกอบทดสอบในประเทศ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า Space Economy สำหรับไทยสอดคล้องกับบทเรียนจากหลายประเทศกำลังพัฒนา คือการเริ่มจากการหา “ที่ทาง” ของตนเองในห่วงโซ่คุณค่า ใช้ประโยชน์จากข้อมูลภูมิสารสนเทศ ดาวเทียมสำรวจโลก และระบบ AI เพื่อแก้โจทย์เกษตรและภัยพิบัติ พร้อมกับสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูล และพัฒนาบุคลากรข้ามสาขา เพื่อขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้สร้างบริการและมูลค่าจากข้อมูลอวกาศ
ที่ทางของประเทศกำลังพัฒนาใน Space Economy อาจไม่ได้เริ่มจากการมองขึ้นไปบนฟ้า แต่อาจเริ่มจากการมองปัญหาบนพื้นดินให้ชัด แล้วใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนมันให้เป็นนโยบาย บริการ หรือธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
ที่มา:
Deloitte Center for Government Insights. Government Trends 2025. Deloitte, 2025.
World Economic Forum. Developing Economies Are Making Space and the Orbital Economy Work for Them. World Economic Forum, 9 December 2025.
World Economic Forum. Why Space Technology Convergence Matters Now. World Economic Forum, 1 May 2026.
World Economic Forum. Space Technology Convergence: Strategic Intelligence Briefing. Curated with Global Future Council on Space Technologies, generated 23 May 2026.
fDi Intelligence. The Space Economy Isn’t Just for Superpowers. fDi Intelligence / Financial Times, 19 May 2026.
Computer Weekly. Southeast Asia’s Space Economy Set for $100bn Lift-off. Computer Weekly / Informa TechTarget, 13 May 2026.
The New York Times. SpaceX Scrubs Launch Attempt of Updated Starship Rocket. The New York Times, 21 May 2026, updated 22 May 2026.