ไม่โกรธเพื่อนแต่สงสาร “บอลสู้ไม่ได้”
ก่อนเกมก็รู้นะครับว่า “เพื่อนผี” ฝีเท้าเต็มที่เล่นได้แค่ไหนแต่ก็ยังเข้าข้างตัวเองแอบหวังถึงปาฏิหาริย์แต่ไม่คิดว่าครึ่งหลังจะหมดสภาพกลายเป็นบอลคนละชั้นแบบนี้
Outclass สู้กันไม่ได้ถึงขนาดที่ว่า แมนฯยูไนเต็ด ไม่มีโอกาสแม้แต่หนเดียวในครึ่งเวลาหลังรวมถึงปล่อยให้ แมนฯซิตี้ ครองบอลโชว์สูงลิบ 79% จนสุดท้ายแพ้ยับ 4-1
การเปลี่ยนตัวในนาที 64 ของ ราล์ฟ รังนิค ทำให้เกมที่แอบส่งกลิ่นอยู่แล้ว “เน่าสนิท” เข้าไปอีก
เจสซี่ ลินการ์ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาเหมือนเป็นตัวแถมให้ แมนฯซิตี้ เพราะโดนบอลแทบนับครั้งได้แถมความสดที่มีมากกว่าคนอื่นๆแต่กลับวิ่งหยองหยอยทองหยิบเหลือเกิน
แอนโธนี่ เอลังก้า ถูกถอดออกพอเข้าใจเพราะน้องแกกระดูกบอลวันนี้ไม่แข็งพอจริงๆแต่ พอล ป็อกบา นี่สิครับเอาออกทำไม?
แข้งหัวสีชาว ฝรั่งเศส สามารถพิงบอลพักบอลในสถานการณ์ถูกเพรสได้ดีกว่าใครทั้งหมดและต้องไม่ลืมว่าแกเป็นคนวางบอลให้ เจดอน ซานโช่ ตีเสมอ
บรูโน่ แฟร์นานเดส ต่างหากครับที่สมควรโดนเปลี่ยนออกแทน ป๊อก คือเล่นไม่เอาอะไรเลย จ่ายบอลง่ายๆออกข้างให้ป้ายโฆษณาซะงั้น
เกมในครึ่งแรกเป็นรองแต่ก็ไม่เยอะเท่าครึ่งหลัง ครองบอลพอรับได้อยู่ที่ 60/40 แต่ครึ่งหลังแข้ง “ปีศาจแดง” เกิดอาการลักลั่นคือจะเพรสก็เหนื่อยฟรีครั้นจะถอยมารับแล้วรอสวนก็ไม่ทันใจเนื่องจากแข้ง “เรือใบ” พอเห็นทีมเยือนหันไปคุมโซนก็เลือกเล่นเคาะไม่รีบ (ก็นำอยู่อ่ะ)
สุดท้ายก็ต้องเพรสแบบจำยอม (ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางได้บอล) ยิ่งดันกลางยิ่งหาย โดนแกะหลุดมาได้ความบันเทิงมาเสริฟถึงหน้าจอทุกที แม๊
ตอน 2-1 ยังพอรู้สึกว่ามีลูกชวนทะเลาะบ้างแต่ 3-1 นี่คือ “มอบฉันทะ” รู้ชะตากรรมเรียบร้อย
แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็คขวาของ “ปีศาจแดง” วิเคราะห์เอาไว้หลังจบเกม แกมองว่าหากจะเล่นสวนกลับต้องมีความว่องไวในตำแหน่งบนสุดแต่การใช้ บรูโน่ ยืนหน้าเป้า ในระบบ 4-2-2-2 (คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และ เอดิสัน คาวานี่ เจ็บ) มันไม่เวิร์ค
ยิ่งถูก “ซิตี้” เพรสให้อยู่แต่ในแดนตัวเองทำให้การที่จะเอาบอลขึ้นหน้ายิ่งยากหนักเข้าไปอีก ส่วน เอลังก้า และ ซานโช่ ก็ถูกถ่างริมเส้นมากเกินไป การเชื่อมเกมหลัง-กลาง-หน้า ไม่สัมพันธ์กัน
แต่ผมเห็นต่างนะ ครึ่งแรกยังพอสู้ได้ การเปลี่ยน ป๊อก นี่แหละคือจุดเปลี่ยนและอย่างที่บอก แรชฟอร์ด ที่ เนวิลล์ บอกอยากให้ยืนหน้าเป้าแทน บรูโน่ ตั้งแต่ออกสต๊าร์ต คงเห็นแล้วว่า “แรช” ชั่วโมงนี้แค่สำรองก็ดีแค่ไหน
โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าการจะหาจังหวะสวยๆแบบลูก 1-1 มันต้องลงตัวทั้งการเคาะบอลหนีตัวประกบไวๆ (อย่างที่ ป๊อก ทำ) จนคุณสามารถหันหน้าเล่นและวางบอลได้
เป็นลักษณะเดียวกันกับการเล่นของ แฮร์รี่ เคน และ ซน เฮือง มิน แต่ ยูไนเต็ด ไม่ได้เล่นแนวนี้เป็นอาชีพและไม่มีคู่กิ่งทองใบหยกเมื่อถึงเวลาต้องเรียกใช้งานประเภทนี้
ในการเล่นกับ “เรือใบ” ถ้าคุณคิดจะเอาตัวรอดช่วงจังหวะที่ครองบอลคุณต้องออกบอลไวหาไม่แล้วจะถูกรุมกินโต๊ะซึ่งนักเตะ “ปีศาจแดง” ส่วนใหญ่ไม่ใช่ประเภทคล่องและตาไม่ไวในระดับ “เจอจ่ายจบ”
ฝั่ง เป๊ป เองชัยชนะเกมนี้ทำให้ช่องว่างหนีไป 6 แต้ม เป็นการเล่นเกมจิตวิทยาโยนความกดดันสลับกันไปมาและไม่มีอะไรการันตี “หงส์แดง” ด้วยว่าเกมตกค้างจะเปลี่ยนเป็นกี่แต้ม (แต่ ซิตี้ บรรลุไปเรียบร้อยแล้ว)
ติ๊ต่างว่า ลิเวอร์พูล เช็กบิลเกมตกค้างได้จริงแต่ที่ยังทำให้พวกเขาเสียเปรียบอยู่คือคู่ต่อสู้ของ “เรือใบ” ในอีก 10 นัดที่เหลือมีเกินครึ่งที่คิดว่าสู้ไม่ได้แน่ๆและอาจจบเร็วกว่านั้นหาก JK บุกมาแพ้ที่ เอติฮัด ในเดือนหน้า
โยกกลับมาที่เกมคู่นี้ พูดก็พูดผมเสียดายลูก 2-1 ที่ ยูไนเต็ด โดนง่ายและเร็วไป เอลังก้า เล่นไม่ค่อยละเอียดงัดบอลโด่งแต่ดันโด่งไม่พอซะงั้น ถ้าจบครึ่งแรก 1-1 คงไม่จำเป็นต้องไปเสียแรงกับการเพรสเอาคืนแบบหลวมๆแน่
การมาเจอ ซิตี้ ในสภาพที่ขาดตัวหลักไปหลายตัวทำให้งานหนักของ เดอะ โปรเฟสเซอร์ หนักเข้าไปอีกคือนอกจาก โรนัลโด้ และ คาวานี่ แล้วยังต้องเสียทั้ง ราฟาเอล วาราน และ ลุค ชอว์
ระบบการเล่นสู้ไม่ได้ ไล่มาจนถึงคุณภาพนักเตะที่ซ้ำเติมให้เป็นรองมากขึ้นไปอีก แดนกลางที่เป็น “หัวใจ” ของเกมฟุตบอลไม่ต้องพูดถึงแค่เทียบชื่อ แม็คโทฯ vs เดอ บรอย์น ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนามแล้ว
การปล่อย ซิตี้ พยายามเล่นลูกสูตรเตะมุมให้ มาห์เรซ ที่อยู่นอกเขตโทษถึง 2 หนแบบไม่มีใคร alert คือความหละหลวมของเกมรับจนเสียลูกสำคัญ 3-1 ในที่สุด
คำถามเบาๆที่อยากรู้ (แต่ไม่ตอบก็ได้นะ) คือ อาร่อน วาน-บิสซาก้า ดีกว่า ดิโอโก้ ดาโลต์ ตรงไหนโดยที่ฝ่ายหลังผมเห็นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องผลงานดีพอน่าจะยึดยาวๆได้เลยด้วยซ้ำ
ครับ เป็นปมหลายๆจุดที่ รังนิค ต้องไปสะสางหาทางออกกันต่อไปเพราะเราคุยกันล่วงหน้าร่วมเดือนแล้วว่า “ปีศาจแดง” ต้องเจอกับอะไรบ้างในช่วงโปรแกรมมหาโหดที่ว่านี้
ผลกระทบที่มาแล้ว 1 คือหลุดจาก top 4 เสียให้ “เจ้าที่” อย่าง อาร์เซนอล เบียดแซงไปแล้ว 1 แต้มและที่สำคัญเตะมากกว่าเขาถึง 3 นัด
10 นัดที่เหลือมีคนจองกฐินอีกเยอะครับพวก สเปอร์ส, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และ เชลซี อยู่กันครบ ไม่นับพวกตัวแสบอย่าง ไบรท์ตัน, เลสเตอร์ และ คริสตัล พาเลซ
ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่าง จากเดิม UCL คิดว่าตอนนี้คงต้องเลือกแล้วครับว่าจะ ยูโรป้า หรือ คอนเฟอร์เรนซ์…
สถิติ สถิติ สถิติ
นับตั้งแต่ออกสตาร์ตฤดูกาลที่แล้ว เควิน เดอ บรอยน์ หาสร้างโอกาสใส่ แมนฯยูฯ ใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้วถึง 37 หน (ยิง 17 ,สร้างโอกาสอีก 20) เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเหนือทุกทีมเมื่อนับในช่วงเวลาดังกล่าว เดอ บรอยน์ 37 (vs แมนฯยูฯ), บรูโน่ 36 (vs วิลล่า) และ มาเน่ 32 (vs เบิร์นลีย์)
แมนฯซิตี้ ยิง 4+ ใน พรีเมียร์ลีกเป็นเกมที่ 50 ภายใต้การทำทีมของ เป๊ป กวาดิโอล่า เป็นสถิติสูงกว่าทีมอื่นๆถึง 9 ลูกนับตั้งแต่ เป๊ป เข้ามาคุมทีม
50 แมนฯซิตี้, 41 ลิเวอร์พูล, 29 สเปอร์ส, 23 เชลซี, 22 อาร์เซนอล และ 20 แมนฯยูฯ
ริยาร์ด มาห์เรซ ยิงไปแล้ว 20 ประตูในทุกรายการซีซั่นนี้ในขณะที่ลูกยิงสุดสวยใส่ “ปีศาจแดง” นับเป็นการมีส่วนร่วมกับประตูที่ 100 ให้ ซิตี้ ไปแล้ว (59 ประตู 41 แอสซิสต์)
เควิน เดอ บรอยน์ มีส่วนร่วมโดยตรงกับ 88 ประตูจากการลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ในบ้าน 100 นัดให้ทั้ง “เรือใบ” และ “สิงห์บลู” รวมกัน (37 ประตู 51 แอสซิสต์)