รวมมิตรเรื่องโคล่ากับ 2 แบรนด์แนวหน้าที่แข่งกันซ่าไม่มีหยุด
ไม่ว่าจะเป็นวันที่อากาศร้อนอบอ้าว วันมูฟวี่เดย์สุดหรรษา หรือวันปาร์ตี้สุดคูล “น้ำอัดลม” ก็มักจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มสุดฮิตที่หลายคนเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากรสชาติที่แสนถูกปากและอร่อยได้ทุกเพศทุกวัย ในบรรดาน้ำอัดลมหลากรส “โคล่า” ยังเป็นหนึ่งในรสชาติหลักที่ใคร ๆ ต่างก็เคยลิ้มลองและติดอกติดใจ ผ่านการถ่ายทอดรสชาติสุดดั้งเดิมจาก 2 ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Coca-Cola และ Pepsi
©Nik Albert/Unsplash
ความแตกต่างเดียว (?)
แม้ในหลายครั้ง ใคร ๆ อาจจะเลือกหยิบโคล่า 2 ยี่ห้ออย่างไม่ยี่หระ แต่เหล่าสาวกตัวจริงทุกคนต่างทราบกันดีว่า ทั้ง 2 แบรนด์นั้นไม่สามารถแทนกันได้! และบ่อยครั้งก็มักจะเกิดปรากฏการณ์ศึกแบ่งทีมชิงความเป็นที่หนึ่งกันอยู่บ่อย ๆ ในปี 2005 หนังสือชื่อ “Blink: The Power of Thinking Without Thinking” เขียนโดย Malcolm Gladwell ได้เปิดตัวออกมาและมีเนื้อหาหนึ่งที่เจาะลึกลงไปในเครื่องดื่มหลากหลายชนิดเพื่อไขความลับว่าอะไรคือหัวใจหลักที่เครื่องดื่มชนิดหนึ่งใช้ดึงดูดผู้บริโภคบางกลุ่มให้ติดใจในรสชาติได้มากกว่าเครื่องดื่มอีกชนิด
ในหนังสือเล่มดังกล่าว Gladwell ได้ให้ความเห็นไว้ว่า เป๊ปซี่มีรสชาติที่หวานกว่าโคคา-โคล่า และยังมีรสเปรี้ยวเล็ก ๆ ในขณะที่โคคา-โคล่ามีความแตกต่างด้วยรสชาติลูกเกด-วานิลลา ซึ่งความหวานและรสเปรี้ยวเล็ก ๆ ที่แทรกมาในช่วงแรกที่จิบนั้นก็เป็นข้อได้เปรียบสำหรับการทดสอบรสชาติด้วย ความพิศวงของรสชาติที่ต่างกัน พาเราพลิกข้างกระป๋องเพื่อดูส่วนผสมของเครื่องดื่มทั้งสอง และพบข้อมูลดังนี้
โคคา-โคล่า :น้ำโซดา น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง สีคาราเมล กรดฟอสเฟอริก คาเฟอีน และสารให้กลิ่นรสตามธรรมชาติ
เป๊ปซี่:น้ำโซดา น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง สีคาราเมล กรดฟอสเฟอริก คาเฟอีน กรดซิตริก และสารให้กลิ่นรสตามธรรมชาติ
©Laura Chouette/Unsplash
กลิ่นรสตามธรรมชาติ
ดูเผิน ๆ ก็คล้ายว่าจะเหมือนกัน แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบกับส่วนผสมหนึ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างนั่นคือ “กรดซิตริก” ที่อยู่ในเป๊ปซี่ ซึ่งนี่ก็คือแหล่งที่มาของรสชาติเปรี้ยวที่แซมอยู่ในเครื่องดื่มนั่นเอง Gladwell ยังชี้ให้เห็นว่าข้อมูลทางโภชนาการของทั้ง 2 แบรนด์สอดคล้องกับรสชาติที่ต่างกัน ในสัดส่วนกระป๋อง 12 ออนซ์ โคคา-โคล่า มีน้ำตาลน้อยกว่าเป๊ปซี่ 2 กรัม และมีโซเดียมมากกว่าถึง 15 กรัม จึงส่งผลให้เป๊ปซี่มีรสชาติหวานกว่า อย่างไรก็ตามมีข้อสันนิษฐานว่า “สารให้กลิ่นรสตามธรรมชาติ” ที่ทั้ง 2 แบรนด์มี อาจจะไม่ได้เหมือนกันทีเดียว แต่นั่นก็เป็นเรื่องของความลับทางธุรกิจที่ต้องหวงแหน เพื่อความเป็นหนึ่งในด้านรสชาติต่อไป ทั้งหมดทั้งมวลมานี้จึงสรุปได้ว่า เหล่าสาวกของเป๊ปซี่มีแนวโน้มที่จะชอบทางรสชาติหวานมากกว่าและแทรกด้วยความเปรี้ยวเล็กน้อย ส่วนเหล่าสาวกโคคา-โคล่าก็ชอบรสชาติลูกเกด-วานิลลาที่นุ่มนวลกว่าหน่อยและอ่อนรสหวานลงนั่นเอง
©Lukas Ballier/Unsplash
ต่างที่ ต่างรส
เรื่องราวของรสชาติยังดำเนินต่อไปเมื่อหลายครั้งเราก็มักรู้สึกว่าเครื่องดื่มที่รสชาติเคยคุ้นปากกลับแตกต่างออกไปเมื่ออยู่ต่างถิ่น เว็บไซต์ Coca-Cola Great Britain ตอบคำถามที่ว่าโคคา-โคล่ารสชาติต่างกันในแต่ละประเทศหรือไม่ ได้อย่างน่าสนใจว่า “ส่วนผสมและกระบวนการพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตโคคา-โคล่านั้นเหมือนกันทุกที่ แม้ว่าผู้คนจะรับรู้รสชาติในรูปแบบที่ต่างกัน มีความเป็นไปได้ที่น้ำอัดลมชนิดเดียวกันอาจมีรสชาติที่ต่างกันเล็กน้อยเนื่องด้วยปัจจัยอื่น ๆ เช่น อุณหภูมิตอนดื่ม อาหารที่กินคู่กัน หรือสภาวะที่เก็บไว้ก่อนบริโภค”
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดูจะมีผลจริงเมื่อโคคา-โคล่า ที่ McDonald’s อเมริกา กลับดื่มแล้วอร่อยกว่าที่อื่นในประเทศเดียวกัน เมื่อถามถึงความลับของความอร่อยแล้ว พบว่าไม่ได้อยู่ที่ตู้กดน้ำหรือสูตรที่ต่างจากคนอื่น แต่อยู่ที่การดูแลน้ำอัดลมรสโคล่านี้อย่างใส่ใจ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์น้ำเชื่อมที่แตกต่างจากร้านอื่นที่เป็นถุงพลาสติกแต่ที่นี่กลับใช้ถังสแตนเลส ซึ่งวัสดุนี้คงความสดชื่นให้โซดาได้มากกว่า นอกจากนี้น้ำโคล่ายังถูกแช่เย็นก่อนบรรจุลงตู้กดน้ำผ่านท่อหุ้มฉนวนเพื่อรักษาระดับความเย็นให้ดีที่สุด เพราะความร้อนของน้ำโซดาจะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลุดออกไปง่ายขึ้น ดังนั้นการรักษาอุณหภูมิให้เย็นเข้าไว้จึงทำให้เครื่องดื่มคงความอร่อยและสดชื่นได้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงเท่านั้น McDonald’s ยังสั่งทำหลอดที่กว้างกว่าเดิมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ลิ้มรสที่จุใจยิ่งกว่าที่ไหน ๆ อีกด้วย
©William Enrico Jr Quijano/Unsplash.com
อย่างไรก็ดี ความแตกต่างของรสชาติอาจเกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ได้ เนื่องจากบริษัทใหญ่จะส่งหัวเชื้อให้กับบริษัทแฟรนไชส์ของแต่ละพื้นที่ในการบรรจุขวดซึ่งอาจมีการใช้น้ำและสารให้ความหวานที่แตกต่างกัน รวมถึงการผสมในสัดส่วนที่อาจจะน้อยกว่าที่แนะนำก็อาจส่งผลถึงรสชาติเช่นกัน การใช้สารให้ความหวานที่แตกต่างทั้งชนิดและปริมาณเป็นไปตามรสนิยมของคนแต่ละพื้นที่เพื่อความถูกปากถูกใจของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นให้ได้มากที่สุด อย่างเช่น โคคา-โคล่า เม็กซิกันที่ใช้น้ำตาลอ้อยแทนน้ำเชื่อมข้าวโพดที่ใช้กับโคคา-โคล่าของสหรัฐฯ
©Ja San Miguel/Unsplash
ก้าวใหม่ของความซ่าส์
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สินค้าจะต่อสู้ขับเคี่ยวกันเป็นเวลานานโดยไม่มีใครอื่นมาแย่งพื้นที่ได้เหมือนที่ทั้ง 2 แบรนด์นี้เป็น โคล่ารสดั้งเดิมเป็นที่ถูกปากใครหลายคนจากรุ่นสู่รุ่น แต่ก็แน่นอนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา การคิดค้นสูตรใหม่ ๆ รสชาติแปลก ๆ เพื่อเพิ่มสีสันและดึงดูดลูกค้าหลากหลายกลุ่มมากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ใช้เฉือนเอาชนะคู่ต่อสู้ และในปี 2022 นี้ ทั้ง 2 แบรนด์ต่างก็ออกลายฉีกกฎความซ่าในแบบของตัวเองอย่างไม่มีใครยอมใคร
ทางฝั่งแบรนด์สีแดงอย่างโคคา-โคล่า ได้เปิดตัว “Coca-Cola Starlight” รสชาติของอวกาศทั้งในแบบปกติและไม่มีน้ำตาล ซึ่งนับเป็นสินค้าตัวแรกของแพลตฟอร์มนวัตกรรมแพลตฟอร์มใหม่อย่าง “Coca-Cola Creations” ที่จะนำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านทั้งทางกายภาพและโลกดิจิทัล Coca-Cola Starlight ผลิตขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ว่า ในโลกแห่งความเป็นไปได้อันไม่มีที่สิ้นสุด ณ ที่ใดที่หนึ่งในจักรวาลนี้ จะมีโคคา-โคล่า อีกรูปแบบหนึ่ง และอาจมีวิถีทางเชื่อมต่อกันในอีกทางหนึ่งก็ได้ โคล่ารสใหม่นี้ยังถือกำเนิดภายใต้ความหลงใหลอันยาวนานเช่นกัน “เมื่อ 35 ปีที่แล้วโคคา-โคล่าร่วมมือกับนาซ่าเพื่อเป็นหนึ่งในน้ำอัดลมกลุ่มแรกที่ได้เดินทางไปบนอวกาศ” Oana Vlad ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Global Brand Strategy ของโคคา-โคล่า กล่าว “ความหลงใหลในอวกาศแบบในวันนั้นยังคงอยู่จนวันนี้ เราต้องการจะเฉลิมฉลองสมรรถภาพอันน่าทึ่งของการสำรวจอวกาศด้วย Coca-Cola Starlight เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนแต่ละรุ่นได้ค้นพบโลกใบใหม่แห่งความเป็นไปได้ที่ไม่จำกัด เราตั้งใจจะทำแนวคิดนั้นให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการจิบเครื่องดื่มธรรมดา ๆ ที่อาจแสดงให้เห็นถึงความลึกลับบางประการและแก่นแท้ของสิ่งที่เรารักเกี่ยวกับอวกาศ”
ภาพลักษณ์ใหม่ของเครื่องดื่มสุดล้ำนี้ แสดงให้เห็นตั้งแต่บรรจุภัณฑ์สีม่วงแดงแซมด้วยประกายสีขาวคล้ายกาแล็กซี่ รวมถึงสีของน้ำที่เป็น “สีแดง” ด้วย โดยมีคำบรรยายไว้ว่า “เป็นการผสมผสานรสชาติของโคคา-โคล่าที่ยอดเยี่ยมกับความไม่คาดฝัน รวมถึงสีแดง และรสชาติของมันยังหมายรวมถึงกลิ่นที่ชวนให้ระลึกถึงการดูดาวรอบกองไฟ ตลอดจนความรู้สึกเย็นที่ปลุกเร้าความรู้สึกของการเดินทางสู่อวกาศอันหนาวเหน็บ” อย่างไรก็ตามผู้บริโภคที่ได้ลองลิ้มรสต่างบรรยายถึงรสชาติของเครื่องดื่มสีแดงนี้ไม่เหมือนกันเลย แม้ในตอนแรกใคร ๆ ก็ต่างคาดเดาไปว่ารสชาติของโคล่ารสใหม่นี้จะเหมือนกับ “ราสป์เบอร์รี” เพราะเคยมีบทความว่าด้วยนักดาราศาสตร์ที่สันนิษฐานว่าศูนย์กลางของอวกาศอาจจะมีรสเหมือนราสป์เบอร์รีและมีกลิ่นเหมือนเหล้ารัม แต่เมื่อลองชิมแล้วกลับพบว่า แต่ละคนลิ้มรสได้ต่างกันออกไป เช่น ช็อกโกแลตและเกรแฮมแครกเกอร์ (บ้างก็ว่าเหมือนรสของสมอร์ ขนมหวานที่มีส่วนประกอบหลักเพียงไม่กี่อย่างคือช็อกโกแลต มาร์ชเมลโล่และบิสกิต) ขณะที่อีกคนหนึ่งระบุว่า กลิ่นของมันเป็นการผสมผสานกันระหว่างขิงและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดกลิ่นเลม่อน (เป็นคำบรรยายเชิงบวก) ส่วนเพื่อน ๆ ของเธอก็บรรยายรสชาติได้หลากหลายทั้งเหมือนคาราเมลไหม้ เม็ดอมสีรุ้ง Skittles เชอร์รี่โค้ก และครีมโซดา
©coca-cola.com
Coca-Cola Starlight ยังจับมือกับ Ava Max นักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกันเพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษผ่าน “Concert on a Coca-Cola” ซึ่งเป็นกิจกรรม AR ที่ทุกคนจะสามารถร่วมสนุกได้ผ่านwww.cocacola.com/creations เพียงแค่นำบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มไปสแกนเพื่อชมการแสดงสุดแสนตื่นตาตื่นใจ “Coca-Cola Starlight จะพาผู้คนเดินทางไปในทำนองเดียวกับที่ดนตรีสามารถพาผู้ฟังไปยังโลกใบใหม่ได้ด้วยเพลงแต่ละเพลง” Ava Max กล่าว โคล่ารสอวกาศนี้เปิดจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและมีกำหนดวางขายเพียงแค่ 6 เดือน ดังนั้นหากใครสนใจก็อาจจะต้องรีบวางแผนจับจองรสชาติสู่อวกาศอันไกลโพ้นก่อนที่จะสายเกินไป
©pepsi.com
Nitro Pepsi ของคู่ปรับฝั่งน้ำเงิน
ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เป๊ปซี่ คู่ปรับฝั่งน้ำเงินก็ได้ฉีกกฎเดิม ๆ ของน้ำอัดลมเช่นกัน เมื่อน้ำไม่ได้ถูกอัดด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบที่เคยเป็น “Nitro Pepsi” เพิ่งเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกาไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ทั้งรสชาติออริจินัลและวนิลา Nitro Pepsi นับว่าเป็นปรากฏการณ์โคล่าไนโตรเจนครั้งแรกของโลก หลังจากที่กาแฟไนโตรได้รับความนิยมมากในช่วงที่ผ่านมา โดยการอัดไนโตรเจนนี้ได้สร้างสัมผัสใหม่ให้กับการดื่มโคล่าด้วยฟองที่ละเอียดนุ่มละมุนอย่างไม่เคยเป็น
เดิมทีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิริยากับน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิกที่ “กัด” ปากเราเวลาดื่มให้คันยุบยิบ แต่ไนโตรเจนไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งอาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียให้กับคนต่างกลุ่ม “ในขณะที่โซดาเป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับผู้บริโภคหลายคนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ก็ยังมีหลายคนที่กล่าวว่าการอัดก๊าซคาร์บอนลงในเครื่องดื่มหนัก ๆ เป็นอุปสรรคต่อการเพลิดเพลินกับโคล่าเย็น ๆ ” Todd Kaplan รองประธานฝ่ายการตลาดของ Pepsi กล่าว
ดังนี้แล้วเครื่องดื่มชนิดนี้จึงอาจตอบโจทย์คนกลุ่มคนเหล่านั้นได้ ในขณะที่อีกทีมที่ชอบใจกับความซ่าเต็มพิกัด อาจมองว่ามันออกจะเรียบและจืดชืดกว่าเดิมไปสักหน่อย ไม่เพียงแค่น้ำที่เปลี่ยน แต่เป๊ปซี่ยังต้องปรับบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาก๊าซในโตรเจนในกระป๋องให้สร้างฟองนุ่มละมุนได้เต็มที่ตามเป้าหมาย ผ่านวิดเจ็ตด้านล่างของกระป๋องที่จะปล่อยไนโตรเจนเมื่อเปิดกระป๋องออกมาแบบเดียวกับที่เห็นในกระป๋องเบียร์ Guinness พร้อมทั้งแนะนำวิธีดื่มที่จะทำให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับไนโตรโคล่ามากกว่าที่เคย ทั้งวิธีการเทน้ำลงแก้วเพื่อสร้างฟองและการดื่มแบบแช่เย็นโดยไม่ใส่น้ำแข็งเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด
ความพยายามในการฉีกกฎของตัวเองและเปิดโลกเพื่อเสาะหารสชาติใหม่ ๆ ของทั้ง 2 แบรนด์อาจเป็นเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ตอบคำถามว่าทำไมโซดารสโคล่าจากทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่ถึงทั้งครองใจและครองตลาดทั่วโลกไว้ได้เสมอ นั่นก็เพราะตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา…ทั้งคู่ไม่เคยหยุดซ่าเลย
ที่มา :
บทความ “Does Coca‑Cola taste different in different countries?” จาก coca-cola.co.uk
บทความ “Is the Formula for Coca-Cola® the Same in All Countries?” โดย Tricia Christensen จาก delightedcooking.com
บทความ “This Is Why Coke Tastes Better at McDonald’s Than Anywhere Else” โดย Marissa Laliberte จาก rd.com
บทความ “Does Coca-Cola Starlight Taste Like Space? We Tried Coke's New Drink. What to Know” โดย Katie Teague จาก cnet.com
บทความ “Coca-Cola introduces a first-of-its-kind flavor” โดย Danielle Wiener-Bronner จาก edition.cnn.com
บทความ “Coca-Cola Launches Global Innovation Platform Coca-Cola Creations” จาก investors.coca-colacompany.com
บทความ “Pepsi’s new nitrogen-infused cola, hit or miss?” โดย Anthony Wright จาก gasworld.com
บทความ “Pepsi launches Starbucks cold brew-inspired, nitrogen-infused cola” จาก lifestyleasia.com
บทความ “Pepsi introduces a first-of-its-kind flavor” โดย Jordan Valinsky จาก edition.cnn.com
เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง