โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทิพยประกันภัย แจงเหตุ ไม่รับเคลมประกันโควิด เพราะบางรายไม่เข้าเกณฑ์

อีจัน

อัพเดต 19 มี.ค. 2565 เวลา 12.56 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 12.56 น. • อีจัน

จากกรณีลูกค้าซื้อกรมธรรม์ประกันการติดเชื้อโควิด จากบริษัท "ทิพยประกันภัย" ที่ติดเชื้อโควิด19 แต่ไม่สามารถเคลมประกันโควิดหรือเบิกค่าสินไหมทดแทนได้จึงทำให้มีลูกค้าประกันบางกลุ่ม ออกมาร้องเรียนเรียกร้องให้ทางบริษัทฯรับผิดชอบ

ทีมข่าวอีจันได้สายตรงหา ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทิพยประกันภัย เพื่อสอบถามถึงสาเหตุของเรื่องราวดังกล่าว

ดร.สมพร ได้ชี้แจงว่า กลุ่มที่เรียกร้อง เป็นกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวที่เข้าใจว่าเมื่อติดเชื้อแล้วจะได้รับการจ่ายค่าสินไหมเลยทันที ซึ่งตามสัญญาประกันนั้น ผู้ที่จะได้รับการชดเชยค่าสินไหม ต้องเป็นผู้ป่วยที่พักรักษาตัวในสถานพยาบาล (โรงพยาบาล รวมถึงโรงพยาบาลสนาม และสถานพยาบาลกึ่งโรงแรม หรือฮอสพิเทล) ตามความจำเป็นทางการแพทย์และมาตรฐานทางการแพทย์

แต่ในกรณี ผู้ป่วยติดโควิด กลุ่มสีเขียว ไม่มีอาการ หรือ มีอาการป่วยเล็กน้อยไม่ถือว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องพักรักษาตัวในสถานพยาบาลตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับความคุ้มครอง แต่หากใบรับรองแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยมีภาวะความเสี่ยงที่ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องรับการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน แต่ไม่สามารถทำได้ เช่นอาจเตียงไม่พอ หรือต้องแยกพักรักษาตัวที่บ้าน หรือศูนย์พักคอย บริษัทฯก็พร้อมพิจารณาจ่ายสินไหม

ดร.สมพร ยังได้อธิบายเพิ่มเติมเรื่องความจำเป็นทางการแพทย์ว่า เป็นเรื่องของหลักเกณฑ์ในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนสำหรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพ และถือเป็นแนวที่ปฏิบัติใช้กันอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีโรคโควิด19 นี้กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประกาศใช้แนวเวชปฏิบัติ ที่มีการประกาศใช้ในช่วงโควิดช่วงรอบแรก และรอบ 2

ซึ่งในรอบ 3 รอบ 4 นั้นได้มีการประกาศแนวทางลักษณะเดียวกัน คือ แบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม ตามอาการของผู้ป่วย กลุ่มที่ 1 คือพวกกลุ่มสีเขียว ที่ติดเชื้อจริงแต่ไม่แสดงอาการ สามารถเข้าไปรับยา และกลับบ้านได้ หรือเข้าไปลงทะเบียนในระบบ HOME ISOLATION และ/หรือ HOTEL ISOLATION ได้ ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นผู้ป่วยนอก และให้นำแนวทางการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนของผู้ป่วยนอกมาใช้ เช่นการเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล และค่าตรวจหาเชื้อ บริษัทฯก็พิจารณาให้ แต่สำหรับค่าชดเชยรายวันซึ่งต้องเป็นผู้ป่วยในเท่านั้นจะไม่สามารถพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้

ส่วนในกรณีที่ ทำไมเมื่อ ผู้ป่วยติดเชื้อ และมีอาการเข้าเงื่อนไข ในลักษณะเดียวกัน บางคนถึงเคลมได้ บางคนถึงเคลมไม่ได้

ดร.สมพร ได้ชี้แจงว่า ทิพยประกันภัย ต้องพิจารณาจากเอกสารที่ผู้เอาประกันภัยส่งมาเคลมกับบริษัทฯ ซึ่งแม้อาการของผู้ป่วยสองรายอาจดูแล้วใกล้เคียงกัน แต่หากพิจารณาเนื้อหาของเอกสารแล้วแตกต่างกัน บริษัทฯก็ต้องยึดถือเอาตามเอกสาร และหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชี้แจงไปข้างต้น ทำให้ดูเหมือนว่าบางรายได้รับความคุ้มครอง ส่วนบางรายไม่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางบริษัทฯก็จะแจ้งเสมอว่าเหตุใดจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือหากเอกสารไม่ครบถ้วนจะต้องใช้เอกสารอะไรเพิ่มเติม เพื่อที่จะมาพิจารณาว่าเข้าข่ายความคุ้มครองหรือไม่

ส่วนกรณีผู้ซื้อประกันโควิดไว้แล้วพบว่าติดเชื้อ การยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ต้องมีการใช้เอกสารหลักๆ ดังนี้

⦁ ใบเสร็จรับเงินฉบับจริงที่แสดงรายการค่ารักษาพยาบาล (กรณีใบเสร็จรับเงินฉบับจริงเป็นรายการรวม รบกวนแนบใบรายละเอียดค่าใช้จ่ายหรือใบสรุปหน้างบประกอบด้วย)

⦁ แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหม (A01)

⦁ สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ และ สำเนาบัตรประกันภัย

⦁ สำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (ออมทรัพย์/กระแสรายวัน) ของผู้เอาประกันภัย

⦁ ใบรับรองแพทย์ที่ระบุการวินิจฉัยและการรักษาพยาบาล แสดงอาการสำคัญซึ่งเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ ในการเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน

กรณีที่แพทย์ไม่ได้ระบุอาการสำคัญซึ่งเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ ในใบรับรองแพทย์ ขอให้แนบประวัติการรักษาพยาบาล หรือ สามารถให้แพทย์ผู้ทำการรักษา กรอกแบบฟอร์ม A01-4 ของบริษัทฯ เพื่อประกอบการพิจารณาค่าสินไหมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

⦁ ผลตรวจแสดงการติดเชื้อโควิดของผู้เอาประกันภัย (RT-PCR)

⦁ กรณีลูกค้าผู้ทำประกันภัยเสียชีวิต สำเนาหนังสือรับรองการเสียชีวิต สำเนามรณบัตร รวมถึงสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับประโยชน์ทุกคน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

คลิปอีจัน แนะนำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...