โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 09.55 น. • Kawebook
เมื่อพรสวรรค์พระเจ้าตกอยู่ในกำมือเด็กหนุ่ม! เขาจะพลิกสถานการณ์ให้เหล่ามนุษยชาติได้หรือไม่

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Feilu Technology Limited
ประพันธ์โดย : 剑神无敌(Jiàn shén wúdí)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ
แปลภาษาไทยโดย : ฐิติรัตน์ ทองคำชุม ตอนที่ 1-1179
ปนัดดา ชนปัญญาสกุล ตอนที่ 1180 -

ปี 2019มนุษยชาติได้เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

รอยแยกมิติที่อุบัติขึ้นบนโลกนำพามหันตภัย “สัตว์อสูร” มาสู่ชีวิตปกติสุขของมวลมนุษย์

เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์อันอ่อนแออาชีพ ‘นักรบ’ หรือ ‘จอมยุทธ์’ จึงบังเกิด…

ทว่าการจะเป็นนักรบได้นั้นจำเป็นใช้ “พรสวรรค์” ที่สถิตย์อยู่ในร่าง

หนึ่งร้อยปีถัดจากปฐมบทหายนะ “เย่เทียน” ได้ข้ามเวลามาเกิดใหม่ในปี 2119

พร้อม “ระบบคัดลอกพรสวรรค์” พลังวิเศษสุดพิศดารที่อาจพลิกประวัติศาสตร์โลกใหม่!

ไม่ใช่แค่การคัดลอกความสามารถของผู้อื่นเท่านั้นพลังจากสัตว์อสูรก็สามารถฉกฉวยได้เช่นกัน

[คัดลอกพรสวรรค์สําเร็จต้องการหลอมรวมหรือไม่?]

หากมีสิ่งนี้ความหวังที่เขาและน้องสาวจะได้พบโลกใบใหม่คงอยู่ไม่ไกล…

ท่ามกลางยุคสมัยอันมืดมิดเด็กหนุ่มจึงค่อยๆไต่อันดับขึ้นสู่จุดสูงสุด

เพื่อครอง‘บัลลังก์’ที่แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจเอื้อม!

Kawebook ยังมีทัพนิยายกำลังภายในอีกมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นสายบู๊สุดมันส์! เทพเซียนสุดแกร่ง!! หรือระบบสุดเทพ!!

อ่านตอนฟรีมากกว่า อัปเดตก่อนใคร

บทที่ 1 ร้อยปีต่อมา

บนเตียงไม้ ในห้องนอนที่ไร้ระเบียบ

“อ๊า…ปวดหัวมาก!!!”

“เรา…ยังมีชีวิตอยู่?”

ความคิดที่สับสนของเย่เทียนค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ความทรงจำของชีวิตก่อนหน้านี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายในใจของเขา ในขณะเดียวกัน ความทรงจำอันใหม่เอี่ยมก็หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเย่เทียน

“นี่เรา…ข้ามเวลามา!”

เย่เทียนยิ้มแหยๆ ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขา แต่เป็นของเด็กหนุ่มที่มีชื่อและนามสกุลเดียวกับเขา ตัวเขานั้นมาจากปี 2019 แต่ตอนนี้เป็นปี 2119 แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเขาข้ามเวลามายังอนาคตในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา

ยุคหลัง 100 ปีนี้ เรียกอีกอย่างว่ายุคแห่งพลังหรือที่เรียกว่ายุคแห่งพรสวรรค์ เรื่องราวของศตวรรษนี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในใจของเย่เทียนทีละน้อย

เมื่อต้นปี 2019 รอยแยกมิติจำนวนมากปรากฏขึ้นบนโลก สัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมาจากรอยแยกมิตินี้ ตั้งแต่นั้นมาเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ไม่ได้อยู่ส่วนบนสุดของห่วงโซ่อาหารอีกต่อไป พวกเราอยู่ภายใต้พลังอันน่าสะพรึงกลัวของสัตว์อสูร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรเหล่านั้น มนุษย์พยายามทำลายพวกมันด้วยอาวุธร้อนทุกชนิดที่มี

แต่พวกเขาก็ต้องล้มเหลว เพราะสสารลึกลับที่ปรากฏขึ้นภายใต้สวรรค์และปฐพี ซึ่งต่อมาถูกเรียกขานว่า “ปราณหยวน” มันได้ทำลายโครงสร้างของอาวุธร้อนทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ แม้แต่อาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดนิวเคลียร์ยังกลายเป็นเพียงแค่เศษเหล็ก

นับตั้งแต่นั้น มนุษยชาติก็เข้าสู่ยุคของอาวุธเย็น กระนั้นมนุษย์ผู้อ่อนแอที่พึ่งพาอาวุธเย็นก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสัตว์อสูร

โชคดีว่าสัตว์อสูรกลุ่มแรกๆ ที่ออกมาจากรอยแยกเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำ ซึ่งนั่นจึงทําให้มนุษย์ชาติมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น

หลังจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์มากมาย พวกเขาพบว่าสสารลึกลับที่เกิดขึ้นใหม่บนโลกนั้น มนุษย์ชาติสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ดังนั้นอาชีพใหม่จึงเกิดขึ้น

นักรบ!

นักรบคือผู้ฝึกร่างกาย ดูดซับปราณหยวน ทําลายขีดจํากัดของร่างกาย จนบรรลุกลายเป็นจอมยุทธ์

ในเวลาเดียวกันพรสวรรค์ของมนุษย์ก็ได้เริ่มตื่นขึ้น

ทว่าก็มีผู้คนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ พรสวรรค์ในการบ่มเพาะจะเป็นตัวกําหนดความสําเร็จของคนๆ นั้นในอนาคต นอกเหนือจากพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะแล้ว ยังมีพรสวรรค์พิเศษในด้านอื่นๆ เช่น พรสวรรค์ด้านทักษะดาบ พรสวรรค์ด้านเปลวเพลิง พรสวรรค์น้ำแข็ง และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยพรสวรรค์ที่ตื่นขึ้นนี้ของนักรบ มนุษย์จึงสามารถต่อที่จะต่อกรกับสัตว์อสูรได้ แต่ดินแดนส่วนใหญ่บนโลกก็ถูกยึดครองโดยสัตว์อสูร มีเพียงแค่ดินแดนส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่มนุษย์ยึดคืนกลับมาได้ แล้วสร้างเป็นฐานเพื่อความอยู่รอด

สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวขวัญคือ โลกปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าโลกในอดีตหลายเท่า ดูเหมือนว่าภายใต้อิทธิพลของปราณหยวน นั้นจะทำให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ขยายตัวขึ้นเป็นร้อยเท่าทวี

“ปราณหยวน พรสวรรค์ สัตว์อสูร โลกนี้ยอดเยี่ยมนัก!”

เย่เทียนสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมเเสยะยิ้ม

บางทีการข้ามเวลามาของเราอาจเป็นเรื่องดีก็ได้

แต่ไม่นาน ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง

“รอยแยกมิติปรากฏขึ้น พลังปราณปรากฏออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้คนหนึ่งในหมื่นสามารถปลุกพรสวรรค์ของตนให้ตื่นขึ้นได้ แต่ในขณะนั้นร่างกายของมนุษย์อ่อนแอเกินไป การปลุกพรสวรรค์จึงไม่ใช่เรื่องดี มันเป็นภัยพิบัติ ด้วยเหตุที่ว่าร่างกายของมนุษย์ไม่แข็งแกร่งพอ การปลุกพรสวรรค์ขึ้นมานั้นจึงเป็นการรนหาที่ตาย ตามตำราที่บันทึกไว้ เหตุการณ์ครั้งนั้นมีมนุษย์จํานวนมากที่ร่างกายถูกทำลายเพราะไม่สามารถรองรับพลังอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการปลุกพรสวรรค์ได้ บางคนต้องตาย บ้างก็พิการ”

เย่เทียนยิ้มอย่างขมขื่นเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

“ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างคนก่อนจะปลุกพรสวรรค์ให้ตื่นขึ้น ทว่าร่างกายนี้ไม่อาจทานทนพลังได้จึงต้องจบชีวิตลง!”

จากความทรงจำในหัว เย่เทียนมั่นใจว่าก่อนหน้านี้เจ้าของร่างได้ดูดซับพลังลมปราณมาโดยตลอด แต่เขายังคงจบชีวิตเพราะเรื่องนี้

“นี่…ร่างนี้ปลุกพรสวรรค์อะไรกันแน่ถึงทำให้ต้องตาย ถึงแม้มนุษย์เมื่อร้อยปีก่อนจะปลุกพรสวรรค์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เพราะร่างกายพวกเขาในตอนนั้นยังไม่ชินกับพลัง พวกเขาจึงต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าอนาจเช่นนั้น ต่างกับตอนนี้ที่มีวิธีทำให้สามารถทานทนต่อพลังที่เกิดจากการปลุกพรสวรรค์ได้ หรือว่าพรสวรรค์ที่เราปลุกขึ้นมามีพลังถึงขั้นที่สามารถท้าทายสวรรค์ได้? น่าเสียดายที่เราข้ามเวลามาจนไม่อาจบอกได้ว่าพรสวรรค์นั้นคืออะไร!” เย่เทียนคิดอย่างเสียดาย

หลังจากเรียบเรียงและประสานความทรงจำจากชาติที่แล้วและยุคสมัยนี้เรียบร้อย เย่เทียนก็ค่อยๆ สํารวจร่างกายปัจจุบันของเขาอย่างช้าๆ

ร่างกายนี้อายุเพียง 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงเริ่มตนของการฝึกฝนบ่มเพาะพลัง

ก่อนอายุ 15 ปี ร่างกายจะยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะฝึกฝน เว้นเสียแต่ว่าตระกูลใหญ่บางตระกูลจะใช้สมบัติล้ำค่าบางอย่างเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย จึงทำให้สามารถฝึกฝนได้ก่อนอายุ

อาจกล่าวได้ว่าอายุ 15 ปี เป็นช่วงเวลาทองแห่งการเริ่มฝึกฝน หากปล่อยอายุล่วงเลยไปถึง 20 ปี แล้วค่อยฝึกฝน ในตอนนั้น ถึงแม้ว่าจะมีพรสวรรค์ระดับสูง แต่ความสําเร็จในอนาคตก็จะถูกจํากัด

“โชคดีที่เราไม่อยู่ในร่างชายชรา มิฉะนั้นคงต้องแย่แน่ๆ”

“เดี๋ยว…”

สีหน้าของเย่เทียนพลันเปลี่ยนไป

ในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้ว่าพรสวรรค์ของร่างนี้ย่ำแย่มาก!

มันคือพรสวรรค์ระดับอ่อนแอ!

ในยุคนี้ พรสวรรค์เป็นสิ่งสําคัญที่สุดในการฝึกฝน พรสวรรค์ในการบ่มเพาะจะไล่เรียงจากระดับต่ำไปสูง จากต่ำสุดคือพรสวรรค์ระดับอ่อนแอ พรสวรรค์ระดับรอง พรสวรรค์ระดับเริ่มต้น พรสวรรค์ระดับกลาง และพรสวรรค์ระดับสูง กล่าวกันว่ามีพรสวรรค์ที่เหนือกกว่าระดับสูง นั่นเป็นความลับที่เย่เทียนเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ได้ ใครก็ตามที่มีอายุครบ 15 ปี สามารถซื้อหินพรสวรรค์เพื่อนำมาตรวจสอบพรสวรรค์ของตนได้ แต่จะตรวจสอบได้เฉพาะพรสวรรค์ในการบ่มเพาะเท่านั้น หากเป็นพรสวรรค์อื่นๆ ต้องใช้หินพรสวรรค์แบบพิเศษ

หลังจากอายุครบ 15 ปี เขาก็รู้สึกตื่นเต้นมากจึงรีบซื้อหินพรสวรรค์มาตรวจสอบพรสวรรค์ในห้องของตน แต่เมื่อพบว่าตนนั้นมีพรสวรรค์ที่อ่อนแอ มันทำให้เขาทั้งหมดหวังและโกรธจัดจนช็อกตายไปในที่สุด นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เย่เทียนข้ามเวลามาอยู่ในร่างนี้

“มารดามันเถอะ ไอ้เราก็คิดว่าตายเพราะร่างนี้รับพลังมหาศาลไม่ไหว ที่ไหนได้ เขากลับช็อกตายเมื่อรู้ว่าตนนั้นมีพรสวรรค์ระดับอ่อนแอ แต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะนี่เป็นพรสวรรค์ในการบ่มเพาะที่ไร้ประโยชน์ที่สุด แม้แต่การได้เป็นนักรบก็อย่าได้หวัง!”

เย่เทียนในตอนนี้ก็รู้สึกหมดหวังเช่นเดียวกับเจ้าของร่างคนเก่า

ผู้ฝึกยุทธ์เป็นกลุ่มคนพิเศษที่ผู้คนเรียกขานกันในเส้นทางแห่งการฝึกฝน แต่ในความจริงแล้วผู้ฝึกยุทธ์ไม่ใช่ระดับที่แท้จริง ระดับของผู้ฝึกยุทธ์นับว่าเป็นระดับแรกเท่านั้น ด้วยกำลัง 1,000 จิน ก็สามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้

แต่การที่จะเป็นนักรบได้นั้น ข้อจํากัดขั้นตํ่าก็คือต้องมีพรสวรรค์ระดับรอง พรสวรรค์รองคือพรสวรรค์ที่สูงกว่าพรสวรรค์ระดับอ่อนแอหนึ่งขั้น แต่ตลอดชีวิตของคนผู้นั้นแทบจะไม่มีทางก้าวข้ามระดับจอมยุทธ์ โดยรวมแล้วพรสวรรค์ระดับรองอย่างน้อยก็มีความหวังอยู่บ้าง เมื่อกลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้น แม้แต่จอมยุทธ์ช่วงต้นก็ถือว่าเป็นบุคคลสําคัญเหนือกว่าสามัญชนแล้ว

แต่กับเขาที่มีพรสวรรค์ระดับอ่อนแอนั้นช่างน่าอึดอัดใจ การบ่มเพาะของเขาต้องหยุดที่ผู้ฝึกยุทธ์ไปตลอดชีวิต นี่เป็นข้อจํากัดด้านพรสวรรค์

“ ถ้าสามารถเปลี่ยนพรสวรรค์ได้ก็คงจะดี!”

เย่เทียนคิดปลอบใจตัวเอง

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!!”

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“พี่ชาย พี่อยู่ข้างในรึเปล่า?”

เสียงของหญิงสาวที่อ่อนเยาว์ดังมาจากนอกประตู

เย่เทียนรู้ว่ามันเป็นเสียงของน้องสาวเขา-เย่หยูซึ่งอายุ 13 ปี

เย่เทียนเปิดประตูและได้พบกับเด็กสาวหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาพอร์ซเลนยืนอยู่หน้าประตู

“พี่ชาย พรสวรรค์ของพี่เป็นอย่างไรบ้าง?”

เย่หยูถามด้วยความสงสัย

พรสวรรค์คือความลับของทุกคน เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นญาติสนิทหรือคนในครอบครัว หากเป็นคนอื่นถาม มันก็เป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างร้ายแรง เพราะมันคือสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้ผู้อื่นรับรู้ ยกตัวอย่างเช่นคนที่มีพรสวรรค์สูง หากคนอื่นรู้ถึงพรสวรรค์ที่มีเฉพาะตัว ไม่แน่ว่าอาจจะนำพาไปสู่การถูกลอบสังหารได้

ในโลกนี้ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถถามเกี่ยวกับพรสวรรค์ของคนอื่นได้

อย่างไรก็ตามเย่เทียนไม่ได้กล่าวโทษน้องสาวของตน

“เสี่ยวหยู พรสวรรค์ของพี่นั้นดีมาก ในอนาคตพี่จะต้องกลายเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!” เย่เทียนจ้องเขม็งไปยังเสี่ยวหยู และยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น

แต่ในวินาทีถัดมา รูม่านตาของเขาหดเล็กลงด้วยความตื่นตระหนก!

ภาพเสมือนจริงปรากฏขึ้นบนจอประสาทตาของเขา

[มนุษย์ : เย่หยู

พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ : ระดับรอง

พรสวรรค์น้ำแข็ง : ระดับเริ่มต้น (ยังไม่ตื่นขึ้น)]

บทที่ 2 พรสวรรค์ในการคัดลอก

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

เย่เทียนรู้สึกสับสน เขาคิดว่านี่อาจจะเป็นอาการภาพหลอนที่เกิดจากการเดินทางข้ามเวลา เย่เทียนส่ายหัวอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็มั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้เกิดจากภาพหลอน

ข้อมูลที่แสดงบนจอประสาทตาตอนนี้มันคือเรื่องจริง

“หรือนี่อาจเป็นพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ของเรา!”

เย่เทียนครุ่นคิดด้วยความสับสน

ในตอนนี้เย่หยูอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น และยังไม่ถึงวัยของการบ่มเพาะ แต่พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของเธอนั้นเริ่มตั้งแต่วินาทีที่เธอเกิดมา มันเป็นเรื่องปกติที่เย่หยูจะมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ แต่ที่แปลกก็คือพรสวรรค์ด้านน้ำแข็ง มันเป็นพรสวรรค์พิเศษนอกเหนือจากพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ

ซึ่งมันพบได้ยากมาก ทันทีที่มันตื่นขึ้น ในอนาคตเธอจะสามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้และเอาชนะคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เธอจะสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้

“ก็เคยได้ยินมาบ้างว่าหลังจากกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้วจะสามารถดูดซับพลังลมปราณได้ พรสวรรค์อื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ก็จะค่อยๆ ตื่นขึ้น แต่คนที่มีพรสวรรค์ด้านอื่นๆ มีจำนวนน้อยเกินไป ไม่คิดเลยว่าน้องสาวของเราจะมีพรสวรรค์ด้านน้ำแข็งที่หายากยิ่งอยู่ด้วย”

“หรือว่าพรสวรรค์ของเราคือการแอบดูพรสวรรค์ของคนอื่น?”

เย่เทียนเกาหัวขณะที่รู้สึกว่าพรสวรรค์ของตนนั้นต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

เขาอยากจะลงมือทดสอบมันจริงๆ

แต่ทันใดนั้น เมื่อเขาสัมผัสกับร่างของน้องสาว ข้อความบางอย่างก็ปรากฏขึ้น

“คุณต้องการคัดลอกพรสวรรค์ในการบ่มเพาะหรือไม่”

เย่เทียนพบว่าพรสวรรค์ในการบ่มเพาะบนภาพเสมือนจริงที่ปรากฏขึ้นนั้น เขาสามารถคัดลอกมันได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเขาสามารถคัดลอกพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับรองของเย่หยูได้

เพราะพรสวรรค์น้ำแข็งของเธอยังไม่ตื่นขึ้น เราจึงไม่สามารถคัดลอกได้อย่างนั้นหรือ?

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกนี้ เย่เทียนย่อมปฏิเสธโดยไม่ลังเล

แม้ว่าพรสวรรค์ระดับรองจะดีกว่าพรสวรรค์ระดับอ่อนแอของเขา แต่มันก็ยังเป็นขยะอยู่ดี ต่อให้คัดลอกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

หลังจากน้องสาวของเขาออกไปแล้ว เย่เทียนก็กลับเข้าไปในห้องพร้อมปิดประตู จากนั้นเขาเริ่มตรวจสอบพรสวรรค์ของตนในทันที

“เราสามารถมองเห็นพรสวรรค์ของเย่หยูได้ งั้นก็น่าจะสามารถมองพรสวรรค์ของตัวเองได้เช่นกัน” เย่เทียนครุ่นคิดกับตัวเอง

โดยไม่ลังเลเขาจึงมุ่งความสนใจไปที่ร่างกายตนเองทันที

ทันใดนั้นจอประสาทตาของเขาปรากฏสถานะความสามารถอย่างรวดเร็ว

[มนุษย์ : เย่เทียน

พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ : อ่อนแอ]

สถานะของพรสวรรค์ก็ปกติดี นี่แสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่ได้มีพรสวรรค์ซ่อนเร้นอื่นๆ นอกเหนือจากพรสวรรค์การบ่มเพาะที่อ่อนแอ หากจะพูดให้ถูก พรสวรรค์ระดับนี้คือสวะที่มีความสามารถดีกว่าคนธรรมดาที่ไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ดูเหมือนว่าพอจะเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นเล็กน้อยแล้ว ความสามารถพิลึกเมื่อครู่น่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ตรวจสอบไม่ได้ เป็นไปได้ว่ามันติดตัวมาในขณะที่เราข้ามเวลา มันน่าพิศวงจริงๆ พรสวรรค์นี้ควรจะเรียกว่าพรสวรรค์ในการคัดลอก เพราะดูเหมือนว่าจะมีความสามารถในการคัดลอกพรสวรรค์ของคนอื่นได้ ส่วนมันจะครอบคลุมจนถึงขั้นสามารถประสานกับพรสวรรค์ของเราได้ไหมนั้นจำเป็นต้องลองทดสอบดูก่อน อีกอย่างการที่จะสามารถคัดลอกพรสวรรค์ของคนอื่นมีเงื่อนไขคือจำเป็นต้องสัมผัสตัวของเป้าหมาย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากอยู่พอสมควร!”

เมื่อเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เย่เทียนก็วางแผนที่จะคัดลอกพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของอัจฉริยะบางคน เพื่อที่จะยกระดับพรสวรรค์ระดับอ่อนแอของเขา

หากไม่สามารถกลายเป็นนักรบได้ในอนาคต ชีวิตของเขาคงจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าอนาจ

พ่อแม่ของเย่เทียนตายด้วยน้ำมือของสัตว์อสูรไปเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนนี้ครอบครัวนี้จึงมีเพียงเขาและน้องสาวเท่านั้น นี่เป็นเรื่องปกติของหลายๆ ครอบครัว เนื่องจากในยุคนี้การจะมีชีวิตรอดในแต่ละวันนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ในทุกๆ วินาทีจะต้องมีคนตาย ไม่รู้ว่ามีกี่ครอบครัวแล้วที่ถูกทำลาย

สถานที่ที่เย่เทียนอยู่ในตอนนี้คือฐานขนาดเล็ก มีชื่อว่าฐานหลินไห่ มีประชากรทั้งหมด 300,000 คน ในจํานวนนี้นั้นมีนักรบอยู่เพียง 1,000 คน เท่านั้น และผู้ที่เป็นนักรบเหล่านี้ล้วนมีสิทธิพิเศษเหนือคนธรรมดา

พ่อแม่เย่เทียนที่ตายไปก็เป็นนักรบเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่พวกท่านต้องจบชีวิตลงในตอนที่ออกไปทำภารกิจในป่า แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะตายไปแล้ว ฐานนี้ก็ได้มอบผลประโยชน์บางอย่างให้แก่ครอบครัวเขา อย่างเช่น เขาได้รับเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตจนกว่าอายุจะครบ 15 ปี เพื่อรับประกันว่าชีวิตของเขาจะสามารถดำเนินต่อไปได้แม้ว่าพ่อกับแม่ของเขาจะจากไป

แต่เมื่ออายุเกิน 15 ปีแล้ว ทางฐานจะไม่จ่ายเงินให้อีกต่อไป มีเพียงน้องสาวเขาเท่านั้นที่ยังคงได้รับเงินช่วยเหลือในส่วนนี้อยู่ แต่จำนวนเงินแค่นี้ก็เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของคนคนเดียวเท่านั้น

พวกเขาทั้งสองยังเด็ก และไม่มีทางหาเงินเองได้ ทั้งเขาเเละเย่หยูจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดเพื่อเก็บเงินส่วนที่เหลือไว้

ที่ฐานหลินไห่ ตราบใดที่อายุ 9 ขวบ ก็สามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนได้จนถึงอายุ 15 ปี ส่วนโรงเรียนมัธยมต้นก่อนวันสิ้นโลกไม่มีในยุคนี้

ชั้นเรียนเหล่านั้นจัดการสอนแต่เพียงภาษาจีน คณิตศาสตร์ และความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์อสูร เขาและเย่หยูเรียนกันมามากพอแล้ว การออกจากโรงเรียนจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก

“ถึงพ่อแม่จะทิ้งมรดกไว้แต่มันก็ไม่ได้มากมายอะไร อาจจะเพียงพอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้อีกแค่ 2 ปี หากเราไม่สามารถเป็นนักรบได้ เราก็คงต้องหางานอย่างอื่นทำ”

งาน?

มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำงานจิปาถะแล้วจะอยู่รอดในโลกใบนี้

การเป็นนักรบเป็นทางออกเดียวเท่านั้นในยุคนี้!

เย่เทียนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“ตอนนี้ฉันต้องออกไปข้างนอกก่อน! เผื่อจะมีโอกาสทดสอบความสามารถ!”

หลังจากเย่เทียนตัดสินใจแล้ว เขาพูดคุยกับน้องสาวอีกเล็กน้อย จากนั้นก็ออกจากบ้านไปเพียงลำพัง

บนถนน

ผู้คนสัญจรไปมามากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นนักรบ

ผู้ฝึกตนบนท้องถนนจะปลดปล่อยแรงกดดันอันทรงพลังออกมา หากคนธรรมดาเข้าใกล้พวกเขา คนเหล่านั้นจะรู้สึกอึดอัดและหายใจติดขัด

“เอาละ ลองทดสอบดูซักหน่อย”

พรสวรรค์ระดับรอง!

พรสวรรค์ระดับรอง!

พรสวรรค์ที่อ่อนแอ!

พรสวรรค์ระดับรอง!

………

“พรสวรรค์พวกนี้ใช้ไม่ได้เลย”

เย่เทียนเดินสํารวจรอบๆ และพบว่าคนส่วนใหญ่มีเพียงพรสวรรค์ระดับอ่อนแอ หรือพรสวรรค์ระดับรองเท่านั้น เขาไม่เห็นแม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ

“ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นก็ดีมากแล้วสำหรับฐานหลินไห่นี้!”

เย่เทียนขมวดคิ้ว

เมื่อเขาลองไตร่ตรองคิดดู ฐานหลินไห่เป็นเพียงแค่ฐานขนาดเล็ก ได้ยินว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดของที่นี่เป็นเพียงนักรบที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ผู้ที่มีพรสวรรค์ชั้นรองส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับผู้ฝึกวรยุทธ์ขั้นต้น ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับจอมยุทธ์ คนเหล่านี้มีความหวังเล็กน้อยที่จะได้กลายเป็นนักรบชั้นยอด ส่วนคนที่มีพรสวรรค์ระดับกลางจะต้องกลายเป็นนักรบชั้นยอดได้อย่างแน่นอน และมีความเป็นไปได้สูงที่จะไปถึงระดับนักรบผู้ยิ่งใหญ่

นักรบระดับสูงในฐานหลินไห่นั้นอายุมากแล้ว เขาน่าจะมีพรสวรรค์ระดับกลางเท่านั้น

“พรสวรรค์ระดับกลาง อย่างน้อยต้องหาคนที่มีพรสวรรค์ระดับกลางเพื่อคัดลอก เราไม่มีทางที่จะสามารถเข้าใกล้นักรบเหล่านั้นได้ มิฉะนั้นหากสัมผัสพวกเขา บางทีพวกเขาอาจจะฆ่าเราก็ได้ แม้ว่าผู้ฝึกตนจะทำการสังหารคนธรรมดา พวกเขาก็แค่ถูกลงโทษด้วยการจ่ายเงินบางส่วนเท่านั้น โดยเฉพาะคนไร้ภูมิหลังอย่างเรา ไม่มีทางที่ใครจะมาเหลียวแล ดังนั้นเราไม่สามารถเสี่ยงไปคัดลอกพรสวรรค์ของนักรบเหล่านั้นได้!”

“ในฐานแห่งนี้มีคนอยู่ 300,000 คน พรสวรรค์ในการคัดลอกของเราสามารถตรวจสอบพรสวรรค์ของคนอื่นได้ภายในระยะ 3 เมตรเท่านั้น ระยะนี้สั้นเกินไป หากต้องการตรวจสอบพรสวรรค์ของทุกคน มันจะเสียเวลาอย่างมาก วิธีที่ดีที่สุดคือการหาสถานที่ที่ผู้ฝึกตนจำนวนมากรวมตัวกัน จากนั้นค่อยตรวจสอบว่าพรสวรรค์ของพวกเขาเป็นอย่างไร ตราบใดที่เราได้พบเจอกับผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับกลางหรือสูงกว่านั้น เราค่อยทำการคัดลอกมัน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฐานหลินไห่จะไม่มีคนที่มีพรสวรรค์ระดับปานกลางอยู่เลย”

ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่จะเข้าร่วมฝึกฝนในสถาบันใหญ่ๆ ของฐาน ซึ่งฐานหลินไห่แบ่งออกเป็น 5 แห่ง ขอเพียงมีอายุครบ 15 ปีก็สามารถเข้าเรียนได้ นอกจากสถาบันที่ 1 ที่มีเกณฑ์กำหนดการรับอยู่ที่ผู้มีพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นแล้ว สถาบันอื่นๆ ก็ไม่มีข้อกำหนดใดๆ เพียงจ่ายเงินเล็กน้อยก็สามารถเข้าเรียนได้

“เดิมทีฉันต้องการคัดลอกพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นแล้วเข้าสถาบันที่ 1 แต่มาคิดๆ ดูแล้วถึงเราจะมีพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นก็ไม่ควรจะไปสถาบันที่ 1 เพราะสถาบันที่ 1 นั้นมีการทดสอบพรสวรรค์ หากมีคนล่วงรู้ว่าเรานั้นสามารถพัฒนาพรสวรรค์ให้สูงขึ้นได้ คงหนีไม่พ้นการถูกจับมาทดลองอย่างแน่นอน”

เย่เทียนคิดกับตัวเองอย่างจนปัญญา

ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่เลือกสถาบันที่เหลือแทน

เพราะมีเพียงการเข้าร่วมสถาบันต่างๆ เท่านั้น เขาถึงจะได้เรียนทักษะการฝึกฝนในรูปแบบต่างๆ เพื่อฝึกฝนดูดซับลมปราณขัดเกลาร่างกายให้มีพลังถึงพันจิน เขาจึงจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้

บทที่ 3 พรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับกลาง!

สถาบันกองทัพที่ห้า ลานฝึกยุทธ์หมายเลขสาม

“การที่จะเป็นจอมยุทธ์ได้นั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ พวกแกส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะกลายเป็นนักรบได้ แต่ขอแค่พวกแกเพียงสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ พวกแกก็จะมีโอกาสมากกว่าคนปกติทั่วไป และเมื่อต้องการเป็นผู้ฝึกยุทธ์ก็ต้องฝึกฝนวิชาหลอมกายา”

ชายวัยกลางคนกําลังสอนกลุ่มศิษย์ของสถาบัน

ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นสามัญชน วิธีเดียวที่จะได้เรียนรู้วิชาหลอมกายาก็คือการเข้าสถาบันกองทัพ หากไม่ตั้งใจฟังแล้วละก็ การฝึกฝนผิดวิธีไม่เพียงแต่จะไม่เพิ่มพูนพลังฝีมือ แต่มันอาจทําร้ายร่างกายของผู้ฝึกได้อีกด้วย

เย่เทียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน เขาเข้าสถาบันกองทัพที่ห้า และได้เริ่มเรียนที่นี่มาสิบวันแล้ว

สิบวันมานี้ อาจารย์วัยกลางคนได้สอนวิชาหลอมกายาทุกวัน และยังได้สาธิตการเคลื่อนไหวสิบแปดกระบวนท่าของวิชาหลอมกายาด้วยตัวเอง

บางทีอาจเป็นเพราะการข้ามเวลาของเย่เทียน จิตใจของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงมีความทรงจำที่ค่อนข้างดี ในเวลาเพียงสิบวันมานี้ เขาได้ทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวทั้งสิบแปดกระบวนท่าของวิชาหลอมกายาแล้ว แต่เขายังคงตั้งใจฟังอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสิ่งใดผิดพลาด

สําหรับศิษย์คนอื่นๆ นั้น หากไม่ใช้เวลาถึงหนึ่งหรือสองเดือนก็ยากที่จะเข้าใจวิชาหลอมกายาได้อย่างสมบูรณ์

แน่นอนว่าการจ้างอาจารย์ส่วนตัวก็เป็นอีกกรณี แต่การจ้างอาจารย์มาสอนเป็นการส่วนตัวนั้นไม่ใช่ราคาที่คนธรรมดาจะสามารถใช้จ่ายได้

“วิชาหลอมกายาต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้จึงจะสามารถฝึกปรือได้อย่างสมบูรณ์ นี่เป็นการเคลื่อนไหวของกระบวนท่าแรก…”

อาจารย์วัยกลางคนเริ่มแสดงกระบวนท่าของวิชาหลอมกายาทีละท่า

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป และเมื่อการสอนจบลง เหล่าศิษย์ก็เริ่มจากไปทีละคน

“เย่เทียน นายเข้าใจถึงขั้นไหนแล้ว? ฉันเข้าใจถึงกระบวนท่าที่สิบสามแล้ว อีกไม่นานก็จะสามารถฝึกปรือวิชาหลอมกายาได้แล้ว” เด็กหนุ่มรุ่นเยาว์อ้วนท้วมคนหนึ่งเดินมาขวางหน้าเย่เทียนและกล่าวอย่างตื่นเต้น

เจ้าอ้วนคนนี้มีชื่อว่าจางเป่า เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องที่เย่เทียนรู้จักในช่วงสิบวันที่เขาอยู่ในสถาบัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อนข้างจะดีเลยทีเดียว

“ฉันเพิ่งเข้าใจได้แปดท่า!”

เย่เทียนจงใจปกปิด

เขาไม่อยากบอกว่าเขาเข้าใจการเคลื่อนไหวกระบวนท่าที่ 18 แล้ว ไม่อย่างนั้นคงสร้างปัญหาน่ารำคาญขึ้นแน่ๆ เขาเพิ่งมาถึงยุคนี้ ทางที่ดีก็ไม่ควรทำตัวโดดเด่น

“สู้ต่อไป ฉันเชื่อว่านายต้องทําได้ ในอนาคตพวกเราจะได้เป็นนักรบที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน!”

จางเป่าเริ่มพูด

แต่เย่เทียนสังเกตุเห็นความจนใจและสิ้นหวังจากส่วนลึกของแววตาของจางเป่า

“ก็นะ…อย่างที่นายว่า!”

เย่เทียนยิ้ม

เขาได้เห็นพรสวรรค์ของจางเป่าผ่านพรสวรรค์การคัดลอก แม้ว่ามันจะเป็นพรสวรรค์ที่สูงกว่าเขา แต่ก็เป็นเพียงพรสวรรค์ระดับรองเท่านั้น พรสวรรค์เช่นนี้มีความหวังในการเป็นนักรบอยู่จริงๆ แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากน้อยเพียงใด จางเป่าไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลใหญ่ เขาเป็นลูกชายของครอบครัวธรรมดาๆ เท่านั้น มันช่วยไม่ได้ที่จะไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจ

จุดจบของจางเป่าก็คงจะเหมือนผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ หลังจากจบการศึกษาเขาคงหางานทำที่มั่นคง ทำมันไปจนแก่เฒ่า หรืออาจจะตายภายใต้คลื่นสัตว์อสูรในอนาคต

“จางเป่า ใครกันที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในสถาบันของเรา?”

เย่เทียนถามเสียงเบา

เขาเพิ่งมาถึงสถาบันนี้ได้สิบวัน จางเป่าอยู่ที่นี่มาก็ร่วมเดือนกว่าแล้ว อีกทั้งจางเป่ายังสนิทกับใครหลายๆ คน ดังนั้นอีกฝ่ายต้องรู้ข้อมูลต่างๆมากกว่าเย่เทียนอย่างแน่นอน

“ผู้ที่มีพรสวรรค์มากที่สุด?”

จางเป่าไม่รู้ว่าเย่เทียนถามเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร แต่เขาก็ยังคงกล่าวตอบอย่างว่าง่าย

“พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเปิดเผย แต่หากดูจากการฝึกฝนและความก้าวหน้า เห็นได้ชัดว่าสถาบันกองทัพที่ห้าของเราไม่ได้มีอัจฉริยะมากนัก อัจฉริยะเหล่านั้นโดยปกติแล้วพวกเขาจะเข้าร่วมกับสถาบันกองทัพที่ 1แต่สถาบันของเราก็ยังมีอัจฉริยะอยู่ผู้หนึ่ง”

“ใครกัน?”

เย่เทียนถามด้วยความสงสัย

“เฉินตง!” จางเป่าพูดอย่างมีเลศนัย

“เฉินตงเกิดในครอบครัวธรรมดา พ่อแม่ของเขาก็เป็นคนธรรมดา หนึ่งเดือนก่อนเขามายังสถาบันกองทัพที่ 5 ของเรา ในเวลาเพียงครึ่งเดือน เขาก็กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์และถูกอาจารย์ใหญ่ของเรารับตัวเป็นศิษย์ส่วนตัว ตอนนี้เฉินตงไม่ได้ฝึกกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ อีกแล้ว แต่ได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ใหญ่เป็นการส่วนตัวแทน”

หืม!

ดวงตาของเย่เทียนเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น

เขามั่นใจว่าพรสวรรค์ของเฉินตงต้องไม่เลวแน่นอน มิฉะนั้นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันที่ห้าคงจะไม่รับเป็นศิษย์ส่วนตัวแน่

อาจารย์ใหญ่สถาบันที่ห้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอด มีพลังเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุดทั่วไป และในสายตาของอาจารย์ใหญ่แล้ว คนธรรมดาอย่างพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวก

ที่ฐานหลินไห่ อาจารย์ใหญ่ของสถาบันกองทัพที่ 5 จะต้องเป็นบุคคลสําคัญอย่างแน่นอน ผู้มีพรสวรรค์ระดับเริ่มต้นไม่มีทางได้รับการยอมรับจากอาจารย์ใหญ่ อัจฉริยะที่อาจารย์ใหญ่ให้ความสําคัญอย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับกลาง

เพราะมีเพียงพรสวรรค์ระดับกลางเท่านั้นที่จะสามารถกลายเป็นนักรบชั้นยอด และมีโอกาสได้เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่

“ฉันจะติดต่อกับเฉินตงได้ยังไง?”

เย่เทียนครุ่นคิด

ในตอนนั้นเอง เสียงอึกทึกโหวกเหวกก็ดังขึ้น

“เฉินตงมาแล้ว!”

“พระเจ้า นั้นเฉินตงที่อาจารย์ใหญ่รับเป็นศิษย์ เขามาที่ลานฝึกยุทธ์หมายเลขสามของเรา”

“เขาไม่ได้ถูกสั่งสอนส่วนตัวโดยอาจารย์ใหญ่หรอกหรือ? ทําไมเขาถึงมาฝึกที่ลานฝึกเดียวกับเรา?”

ศิษย์คนหนึ่งมองไปที่เฉินตงด้วยความอิจฉา เพราะนี่เป็นยุคแห่งผู้มีพรสวรรค์ เฉินตงจึงดูเป็นคนที่พวกเขาไม่อาจเอื้อมถึง

เย่เทียนสังเกตเห็นเฉินตงที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้

ในสถานการณ์ที่คนอื่นไม่ทันระวัง เขาก็เข้าใกล้เฉินตงประมาณสามเมตร จากนั้นก็เปิดพรสวรรค์ในการคัดลอกทันที

[มนุษย์ : เฉินตง

พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ : ปานกลาง]

“พรสวรรค์ระดับกลางจริงๆ ด้วย!”

เย่เทียนระงับความตื่นเต้นในใจของเขา ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะที่ลอบวางแผน

“เฉินตง ฉันได้ยินมาว่านายถูกอาจารย์ใหญ่รับเป็นศิษย์ แล้วตอนนี้นายแข็งแกร่งขนาดไหนแล้ว?” ศิษย์คนหนึ่งมองไปที่เฉินตงด้วยความชื่นชมและพลางเอ่ยถาม

“ฉันมีความแข็งแกร่งถึง 200 จินแล้ว!”

เฉินตงเชิดหน้าขึ้นและตอบอย่างภาคภูมิใจ

โอ้ววว!!!!

เสียงอุทานดังจากปากของผู้คนทั่วบริเวณ!

การจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้นั้นต้องมีพลัง 100 จิน แต่เฉินตงที่เพิ่งกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ไม่นานกลับมีพลังถึง 200 จิน ด้วยความเร็วเช่นนี้ เฉินตงย่อมกลายเป็นนักรบได้อย่างรวดเร็วเลยไม่ใช่หรือ?

“โอ้อวด!!”

ในที่สุดเย่เทียนก็เข้าใจว่าทําไมเฉินตงถึงมาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าหมอนี้เพิ่งจะมีพลังเพิ่มขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะออกมาโอ้อวดทันที

มันเหมือนกับความคิดของพวกเศรษฐีใหม่!

“เฉินตง ขอลายเซ็นหน่อยได้ไหม?”

“เฉินตง ฉันอยากได้ลายเซ็นเหมือนกัน”

ศิษย์คนหนึ่งหยิบกระดาษและปากกาออกมา โดยหวังว่าเฉินตงจะเซ็นชื่อให้ นี่อาจจะเป็นลายเซ็นของนักรบในอนาคต หากเป็นเช่นนั้นมันจะเป็นเกียรติต่อเขาอย่างยิ่ง หลังจากนี้เฉินตงอาจกลายเป็นนักรบชั้นยอดเช่นเดียวกับอาจารย์ใหญ่ ลายเซ็นของเขาอาจจะขายพอเป็นค่าครองชีพของคนปกติได้หลายเดือนเลยทีเดียว

“ดี ดี ฉันจะเซ็นชื่อให้พวกนายทุกคน!”

เฉินตงรู้สึกตัวลอยเล็กน้อย เขาบรรจงเซ็นชื่อศิษย์คนอื่นๆ ทีละคน

เย่เทียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเบียดตัวเข้าไปเช่นกัน แต่จุดประสงค์ของเขาไม่ได้เพื่อขอลายเซ็น แต่เป็นการคัดลอกพรสวรรค์

“ได้โอกาสแล้ว!”

เมื่อเย่เทียนสัมผัสมือซ้ายของเฉินตง พรสวรรค์ของเขาก็เริ่มทำงาน มันจําลองพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของเฉินตงอย่างรวดเร็ว ทันทีที่สัมผัสถูกอีกฝ่าย เย่เทียนก็ดึงแขนของตนกลับมา

กระบวนการทั้งหมดไม่ได้ดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากสถานการณ์แบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติของการเข้าพบกับเฉินตง

[คัดลอกพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับกลางสําเร็จ ต้องการหลอมรวมหรือไม่?]

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...