ฉันเกิดใหม่กลายเป็นเด็กถูกทอดทิ้งยุค70(จบ)
ข้อมูลเบื้องต้น
ชี้แจงก่อนเข้าเรื่อง
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ชื่อบุคคลรวมถึงเหตุการณ์และสถานที่ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องสมมุติทั้งสิ้นทั้งนี้ขอผู้อ่านโปรดอ่านเพื่อความบันเทิงค่ะ
ด้วยรัก
เฟยเทียน
ขอความเมตตาทุกท่านได้โปรดเอ็นดูเซียวเค่ออ้ายกับเป่าเอ๋อร์ด้วยนะคะ
เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นเด็กทารก
หรูฟู่ซิงอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยวไม่รู้เลยว่าการ มายังหมู่บ้านแห่งหุบเขาชื่อดังกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของตนไปตลอดกาล ในขณะที่เจ้าตัวกำลังชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามริมหน้าผาก็ได้ปรากฏการณ์ประหลาดทำให้หญิงสาวก้าวเท้าพลาดจึงเป็นเหตุให้ร่างของเธอร่วงสู่หุบเหวเบื้องล่างทันที
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างยาวนานทว่ากลับไม่มีใครได้ยินและแม้กระทั่งแสงสว่างจ้าที่จู่ ๆ ก็ปรากฏออกมาก็ไม่มีใครเห็นเช่นกัน ภายในป่าอันมืดมิดแห่งหนึ่งท่ามกลางสายตาของสัตว์ร้ายที่กำลังออกหาอาหารในยามราตรี ฉับพลันก็มีแสงเจิดจ้าครอบคลุมต้นไผ่กอใหญ่กอหนึ่งก่อนที่สัตว์ป่าเหล่านั้นจะล่าถอยไป
ภายในห่อผ้านั้นมีร่างของเด็กทารกเพศหญิงผิวกายของนางขาวราวกับไข่ปอกใบหน้าของเจ้าตัวสงบนิ่งแสดงว่าเด็กน้อยกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา กลิ่นกายของนางทำให้สัตว์ป่าเกิดความตะกละ
ในขณะที่สัตว์ร้ายกำลังย่างเท้ามาทางห่อผ้าอย่างมาดร้ายฉับพลันพวกมันเหล่านั้นก็ต่างกระเจิดกระเจิงรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจนชนกันเองราวกับว่าห่อผ้านี้มีความอันตรายซ่อนอยู่
‘ข้าจะต้องปกป้องเจ้านายให้ดี’ เสียงลึกลับดังขึ้น
หลังจากความมืดผ่านพ้นก็เป็นแสงสว่างรำไรของเช้าวันใหม่เข้ามาแทนที่แต่กว่าแสงเงินแสงทองจะเริ่มจับขอบฟ้าก็เลยเวลาอรุณแรกไปถึงหนึ่งชั่วโมง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะช่วงนี้เป็นฤดูหนาวดังนั้นกว่าแสงแรกของวันจะโผล่พ้นทิวเขาจึงค่อนข้างช้ากว่าเวลาปกติ
หรูฟู่ซิง ผู้ยังไม่รู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นเด็กทารกกำลังหลับใหลด้วยความเหนื่อยระคนอ่อนเพลีย
‘เจ้านายตื่น!’ น้ำเสียงของเด็กน้อยทำให้หรูฟู่ซิง คิดว่าตัวเองหูฝาดจนกระทั่งได้ยินอีกครั้ง
‘เจ้านายรีบตื่น หากไม่ตื่นจะแย่เอานะ’ น้ำเสียงเล็ก ๆ นี้ดูร้อนใจเป็นอย่างมาก
“แอ้!” (ตื่นแล้ว) “แอ้ แอ้ อ๊ะ!” เสียงที่เปล่งออกมาหาใช่คำพูดของเจ้าตัว (เกิดอะไรขึ้น ฉันเป็นอะไร แล้วเสียงที่ได้ยินเป็นใคร) หล่อนคิดอย่างหวาดกลัวก่อนจะเริ่มปวดศีรษะ
ความทรงจำก่อนหน้าถาโถมเข้ามา (ฉันตายแล้ว) น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่รู้เลยว่าเสียงของตนที่เป็นเพียงเด็กทารกกำลังดังลั่นออกไปไกลทั่วทั้งผืนป่า
‘เจ้านาย อย่าร้อง’ เสียงลึกลับดังขึ้นในหัวของหรูฟู่ซิ่ง จึงทำให้หญิงสาวในร่างของเด็กทารกรู้สึกตื่นตระหนกเธอพยายามเหลียวซ้ายแลขวาแต่ก็จนใจทั้งนี้เป็นเพราะกล้ามเนื้อคอของเธอยังไม่อาจทำได้ดั่งใจหมาย
(ฮือ ๆ ฉันกลายเป็นคนพิการไปแล้ว) เจ้าตัวคิดอย่างฟุ่งซ่าน
‘เจ้านาย คุณเงียบก่อน หากคุณยังร้องไห้ต่อไป ระวังจะเรียกสัตว์ร้ายมานะ’ เสียงลึกลับเอ่ยเตือนอย่างหวังดี
เหมือนว่าคำพูดนี้ของเสียงลึกลับจะได้ผล หรูฟู่ซิงหยุดเสียงร้องของตนลงราวสั่งได้
“คุณเป็นใคร อยู่ที่ไหนฉันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ที่นี่คือนรกหรือว่าสวรรค์กัน” คำพูดของเธอเจือเสียงสะอื้น
‘ผมไม่ใช่ทั้งนรกและสวรรค์ แต่ผมเป็นระบบ’
“ระบบ ระบบอะไรตกลงเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่” หรูฟู่ซิง ส่งเสียงเป็นภาษาทารกออกมาถึงจะเป็นอย่างนี้ทว่าเธอกลับสื่อสารกับระบบได้อย่างเข้าใจ
‘เจ้านายทำเพียงแค่คิดก็ได้ ไม่ต้องส่งเสียงไม่อย่างนั้นเจ้านายจะไม่ปลอดภัยนะ’ เสียงลึกลับที่เรียกตัวเองว่าระบบกล่าวเตือนอีกคำรบ
‘ก็ได้ ว่าแต่เธอมาอยู่กับฉันได้ยังไง’ ตอนนี้หรูฟู่ซิง เริ่มเข้าใจสถานการณ์ของตนแล้วเพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่าตอนนี้จากร่างกายสวยงามของสาวน้อยวัยยี่สิบกว่าปีได้กลายมาเป็นเด็กทารกตัวจ้อย
‘เจ้านายผมเจอกับคุณด้วยความบังเอิญทั้งหมดเกิดจากความผิดพลาดของช่วงเวลาจึงทำให้คุณตกอยู่ในอันตรายเพราะความผิดพลาดนี้ ดังนั้นทางศูนย์ใหญ่ของผมจึงได้ให้ผมทำสิ่งต้องห้ามคือการใช้ไทม์แมชชีนย้อนเวลา เพียงแต่….เพียงแต่เครื่องย้อนเวลายังอยู่ในขั้นตอนทดลองดังนั้นร่างของคุณจึงตัวหดอีกทั้งยังต้องมาอยู่ในยุคอื่น’ คำตอบของเสียงลึกลับทำให้หรูฟู่ซิงตัวชาวาบ
‘เธอพูดให้ชัดเจน อะไรที่ว่าตัวหด อะไรคือยุคอื่น’ เสียงของเจ้าตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุม
จากทว่าในตอนแรกที่คิดว่าตัวเองตายแล้วจากการตกเขากลับกลายเป็นว่าเธอยังไม่ตายเพียงแต่สิ่งที่รับรู้ใหม่นี้กลับทำให้หญิงสาวรู้สึกช็อกยิ่งกว่า
‘คือว่าตอนนี้เจ้านายกลายเป็นเด็กทารกอายุไม่น่าจะเกินสามเดือน และยุคนี้เท่าที่ผมลองตรวจสอบปรากฏว่าคือปี1970ของประเทศซีครับ’ จบคำพูดนี้ของระบบ สติของหรูฟู่ซิงก็ดับลง
‘เจ้านาย!!’ เสียงลึกลับเล็ก ๆ รีบตะโกนเรียกหญิงสาวในรูปลักษณ์ของเด็กทารกอย่างตกใจ
ในระหว่างที่หรูฟู่ซิงสลบเพราะความตกใจที่ได้รับ ระบบก็คอยกางอาณาเขตปกป้องเด็กน้อยเอาไว้ด้วย เวลาผ่านไปร่วมสองชั่วโมงในที่สุดเด็กน้อยก็เปิดเปลือกตาของตนขึ้นดวงตากลมโตบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างยามเช้าทำให้ระบบผู้เฝ้าดูรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจต่อโชคชะตาของเธอเป็นอย่างมาก
‘เจ้านายไม่ต้องกลัวนะ ผมจะปกป้องคุณเอง’
‘ฉันยังไม่ตื่นจากฝันอีกเหรอ’ หรูฟู่ซิงกล่าวเสียงเครือ
‘เจ้านายอย่าร้อง’ ‘จะไม่ให้ฉันร้องไห้ได้ยังไงปีนี้ฉันเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าเองนะ ยังเที่ยวไม่ทั่วก็ต้องมาอยู่ผิดยุค นายจะให้ฉันอยู่ที่นี่ได้ยังไงอีกทั้งตอนนี้ยังกลายเป็นเด็กทารกอีก ยุคนี้ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าโหดร้ายมากขนาดไหน จบเห่แล้วชีวิตฉัน’ หรูฟู่ซิงคร่ำครวญ
‘เจ้านายมีผมอยู่ เจ้านายไม่ต้องกลัว’
‘ไม่ต้องกลัวได้จริงเหรอ นายเป็นระบบอยู่ในหัวของฉัน ส่วนฉันร่างกายเป็นเพียงเด็กแบเบาะ’ คำพูดของหรูฟู่ซิงทำให้ระบบเกิดความเงียบ หรูฟู่ซิงนิ่งตรึกตรองก่อนที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบชวนน่าอึดอัดนี้
‘ก่อนอื่นหากเราจะอยู่รอดนั่นคือต้องหาคนมาเลี้ยงฉันก่อน แต่ในยุคนี้ผู้คนต่างอดยากถึงขนาดแทะรากไม้ นายคิดว่าจะอยากมีคนรับเลี้ยงเด็กที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดตัวเองไหม หรือถึงมีแต่ในยุคที่ยึดถือผู้ชายเป็นใหญ่ฉันซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงคงไม่แคล้วถูกเลี้ยงเหมือนทาสอย่างแน่นอน’ คำพูดของหรูฟู่ซิงทำให้ระบบเริ่มประมวลผล อย่างรวดเร็ว
‘เจ้านายขอแค่มีคนรับเลี้ยงคุณก็พอใช่ไหม’
‘ไม่พอ! หากว่าฉันเจอพวกค้ามนุษย์ล่ะ ฉันคิดว่าพอโตขึ้นมาหน่อยคงได้ถูกขายราวกับไม่ใช่คน’ หรูฟู่ซิงแย้งทันควัน
‘เจ้านายไม่ต้องกังวล ผมจะตรวจสอบคนในหมู่บ้านรวมถึงละแวกนี้ให้ดี ว่าแต่เจ้านายคุณต้องการเลือกคนที่ฐานะด้วยหรือเปล่า’
‘เรื่องฐานะไม่จำเป็นเพราะหากฉันไปอยู่กับคนรวยแต่ทว่านิสัยแย่ฉันก็ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น ดังนั้นนายเลือกเอาคนที่นิสัยเถอะ ตรวจสอบให้ละเอียดอย่าให้ผิดพลาด’
‘เจ้านายวางใจได้เลย ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด’ ระบบตอบรับด้วยความมั่นใจ
ส่วนหรูฟู่ซิงในร่างของเด็กทารกนั้น ในตอนนี้เจ้าตัวคล้ายกับรู้สึกสิ้นหวังเป็นอย่างมากถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่หลังจากปลงตก (ในเมื่อยังมีชีวิตอีกทั้งยังมีระบบพ่วงเข้ามาด้วย ถ้าอย่างนั้นก็จงใช้ชีวิตใหม่นี้ให้ดีก็แล้วกัน แต่ทว่าก่อนอื่นนั้นคงต้องอยู่ที่ระบบแล้วล่ะว่าจะเจอครอบครัวที่มีน้ำใจกับเธอหรือเปล่า) เจ้าตัวได้แต่คิดอย่างคาดหวัง
หนึ่งชั่วโมงถัดมา ‘เจ้านายผมเจอครอบครัวที่คิดว่าเหมาะสม สามครอบครัวล่ะ เจ้านายจะลองฟังดูไหม’
‘ได้ เธอลองพูดมา’
‘ครอบครัวแรกเป็นครอบครัวจางครอบครัวนี้มีบุตรชายทั้งหมดสามคนแต่ละคนต่างแต่งงานกันหมดแล้ว ฐานะนับว่าไม่แย่เพียงแต่ผู้นำครอบครัวค่อนข้างตระหนี่ เขาต้องการเด็กผู้หญิง’
‘ตัดทิ้งไป คนตระหนี่ขืนอยู่ด้วยในอนาคตหากเกิดอะไรขึ้นรับรองเขาขายฉันทิ้งอย่างไม่ลังเลแน่’ หรูฟู่ซิง ตอบปฏิเสธทันทีแบบไม่ต้องคิด หลังจากฟังจบ
‘ได้ ถ้าอย่างนั้นเป็นครอบครัวที่สอง ครอบครัวนี้เป็นคนมีฐานะปานกลางมีลูกชายสองคน สะใภ้แต่ละคนยังไม่มีใครท้องดังนั้นจึงต้องการหาเด็กมาเลี้ยงเพียงแต่แม่สามีค่อนข้างจุกจิกจู้จี้’
‘ตัดทิ้ง รีบ ๆ ตัดทิ้งเลย หากฉันถูกรับไปเลี้ยงนะไม่แน่ว่าพอมีคนตั้งครรภ์ขึ้นมาฉันคนนี้ได้กลายเป็นลูกชังแน่ อีกทั้งงานบ้านทั้งหมดคงตกอยู่กับฉันทั้งหมดด้วย’
เมื่อระบบฟัง เจ้าตัวก็เห็นพ้องดังนั้นจึงได้กล่าวถึงครอบครัวสุดท้ายออกมา
‘ตกลง ถ้าอย่างนั้นก็ครอบครัวหรูก็แล้วกัน’
‘เดี๋ยวนะ แซ่หรูอย่างนั้นหรือก็เหมือนกับฉันเลยนี่’ หรูฟู่ซิงเอ่ยขัดโดยที่ระบบยังพูดไม่ทันจบ
‘ครับ แต่ว่าเจ้านายครอบครัวนี้ค่อนข้างน่าสงสารมาก ทั้งฐานะยากจนและคนในครอบครัวมีทั้งป่วยและพิการ’หรูฟู่ซิงรู้สึกว่าชะตาชีวิตในชาตินี้ของตนเหตุใดช่างอาภัพมากกว่าชาติก่อนกัน
‘เธอลองพูดมาก่อน’
‘ครอบครัวนี้มีสมาชิกอยู่ทั้งหมดสี่คน หญิงวัยกลางคนมีลูกชายคนเดียวอายุยี่สิบห้าปีเขาเคยเป็นทหาร แต่ต่อมาได้รับบาดเจ็บทำให้กลายเป็นคนพิการเดินไม่สะดวกแม้จะได้รับเงินตอบแทนแต่ก็ถูกคนเอารัดเอาเปรียบจนตอนนี้แทบไม่เหลือแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ เขาแต่งงานแล้ว ซึ่งภรรยาเป็นคนที่ผู้เป็นแม่ช่วยชีวิตไว้จากพวกค้ามนุษย์ด้วยความบังเอิญและหญิงสาวคนนี้จำไม่ได้ว่าครอบครัวของตัวเองอยู่ที่ไหนดังนั้นจึงได้ขออาศัยอยู่กับผู้มีพระคุณเพื่อตอบแทน แต่ยุคนี้เจ้านายก็รู้ว่าปากของชาวบ้านนั้นน่ากลัวมากเพียงใดพวกเขาต่างพากันเอาหญิงสาวไปพูดคุยกันสนุกสนานทำให้หญิงสาวตัดสินใจแต่งงานกับลูกชายพิการของหญิงวัยกลางคนเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้จึงมีลูกชายตัวน้อยหนึ่งคน สถานะครอบครัวลำบากมากเพราะแม่สามีเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรังจากการทำงานหนัก ถึงจะเป็นอย่างนี้ทว่าหญิงวัยกลางคนก็ไม่เคยเอาเปรียบลูกสะใภ้อีกทั้งยังช่วยหล่อนทำงานทุกอย่างด้วย’
น้ำตาของหรูฟู่ซิงไหลพรากหลังได้รับฟังข้อมูลของครอบครัวนี้ ‘ระบบ นายมียาหรือของล้ำค่าอะไรบ้างไหม’
‘คุณอยากช่วยพวกเขา’
‘ใช่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่รับเลี้ยงฉันก็ตาม แต่ว่าหากปล่อยครอบครัวนี้ให้เผชิญความทุกข์ยาก ฉันรู้สึกว่าโลกช่างไม่ยุติธรรมกับเขาเพราะการที่ชายหนุ่มคนนั้นต้องกลายมาเป็นคนพิการก็เพราะไปรับใช้ชาติมิใช่หรือ อย่างนี้ก็นับได้ว่าเขาเป็นวีรบุรุษแต่ทำไมเขาจะต้องอยู่อย่างอดสูแบบนี้ด้วยล่ะ’ เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเด็กทารกน้อยได้ดังไปไกลจนกระทั่งเข้าหูของหญิงสาวกับบุตรชายคู่หนึ่ง
“แม่ ผมได้ยินเสียงร้องไห้” เสียงพูดไม่ชัดของบุตรชายทำให้จ้าวเหยาตั้งใจฟัง “แม่ก็ได้ยิน พวกเราจะไปดูดีไหม”
“แม่ไปเถอะ พ่อเคยบอกว่าแม้ว่าพวกเราจะยากจนแต่หากเมื่อไหร่เจอคนตกทุกข์ได้ยาก หากช่วยเหลือได้ก็จงทำให้สุดความสามารถ” เด็กชายตัวผอมยืดอกพูดในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อคอยพร่ำสอนไม่ตกหล่นแม้ว่าจะไม่ค่อยชัดนักก็ตามทว่าคนเป็นแม่ก็เข้าใจในสิ่งที่เขากล่าว
“ได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปดูกัน แต่ว่าควรชวนพ่อของลูกไปด้วย”
“ครับ” น้ำเสียงพูดไม่ชัดของเจ้าตัวตอบรับอย่างเชื่อฟัง
##### สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านเฟยเทียนขอเปิดเรื่องใหม่กับผลงานยุค 70 นะคะเรื่องนี้จะชวนน่ารักน่าหยิกแบบไหนนั้นขอทุกท่านได้โปรดติดตามไปพร้อม ๆ กันนะคะ ขอความเมตตาเอ็นดูเซียวเค่ออ้ายกับเป่าเอ๋อร์ด้วยนะคะ กราบงาม ๆ
ครอบครัว
สองแม่ลูกจูงมือกันรีบเดินไปทางชายหนุ่มสวมเสื้อแขนยาวสีเขียวขี้ม้าที่กำลังเก็บฟืนอยู่ห่างออกไป
“สามี ฉันกับลูกต้องการให้คุณเดินไปกับพวกเราค่ะ” น้ำเสียงอ่อนหวานของคนเป็นภรรยาทำให้หรูจื่อหันมามองเธอด้วยสีหน้าสงสัย
“ไปไหนหรือครับ” เขาถามพลางเก็บฟืนใส่ลงในกระบุงของตน
“พ่อฮับ ผมได้ยินเสียงร้องมาจากทางป่าไผ่” เด็กชายชี้นิ้วไปทางป่าไผ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากที่พวกเขายืนอยู่
“ป่าไผ่ เสียงร้อง เสียงนั้นดังแบบไหนเหรอ”
“ฉันลองตั้งใจฟังดูแล้วคล้ายกับเสียงร้องของเด็กทารกเลยค่ะ” คำตอบของภรรยาได้เรียกความตกใจให้กับอดีตทหารหนุ่มไม่น้อย
“ยังมีคนกล้าเอาเด็กมาทิ้งอีกอย่างนั้นเหรอ ไปเถอะ พวกเรารีบไปดูกันหากชักช้าเด็กอาจจะไม่รอด” แม้ว่าการก้าวเดินของเขาจะค่อนข้างลำบากกระนั้นเจ้าตัวก็ยังเดินขโยกเขยกได้ไวกว่าลูกเมีย
‘เจ้านายกำลังมีคนมา’ ระบบส่งเสียงเตือนเจ้านายตัวน้อยที่กำลังพยายามหันซ้ายหันขวา
‘เขามาดีหรือมาร้าย’ หรูฟู่ซิง รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาครามครัน
‘เป็นครอบครัวหรูที่ผมเคยเล่าให้เจ้านายฟังครับ’ คำตอบของระบบนำพาความโล่งใจมาให้หญิงสาวในรูปลักษณ์ของเด็กทารกเป็นอย่างมาก
‘ฮูว์! ค่อยยังชั่วหน่อยฉันนึกว่าจะเป็นคนไม่ดีซะอีก ระบบว่าแต่เรื่องยานายมีไหม’
หรูฟู่ซิง ระบายลมหายใจออกมาพลางถามถึงเรื่องก่อนหน้า ‘มีครับ แต่ว่าเจ้านาย คือว่าเอ่อ สินค้าในระบบค่อนข้างมีราคาดังนั้นเกรงว่าในตอนนี้เจ้านายยังไม่อาจซื้อได้’ ระบบกล่าวเสียงอ่อย
“แอ๊!” (อะไรนะ) หรูฟู่ซิงส่งเสียงดังออกมาอย่างลืมตัว
สามพ่อแม่ลูกเมื่อได้ยินเสียงร้องนี้พวกเขาต่างก็เร่งฝีเท้าของตน “ไม่ผิดแน่ เป็นเสียงร้องของเด็กจริง ๆ” หรูจื่อพูดขึ้นในขณะเดียวกันเจ้าตัวก็ใช้ไม้ค้ำรีบเดินไปตามเสียงที่ได้ยินโดยมีลูกชายและภรรยาเดินตามหลัง
“สามี คุณเดินช้าลงหน่อยหากหกล้มขึ้นมาจะลำบากนะคะ” เสียงของภรรยาสาวหาได้หยุดการก้าวเท้าของชายหนุ่มแต่อย่างใด
“ผมไม่เป็นไร แต่คุณกับเสี่ยวเฉินช้าลงหน่อย ลูกชายของเรายังเล็ก” คนเป็นสามีตอบกลับเมื่อหันมาเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของบุตรชายแดงก่ำ
“ฉันจะแบกเขาขึ้นหลังค่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับนั่งยองหันหลังให้บุตรชาย “แม่จะหนัก” เขาลังเล
“ไม่หนักจ้ะ ลูกแม่ตัวเล็กนิดเดียวผอมบางขนาดนี้จะหนักได้ยังไง” เมื่อคนเป็นแม่ยืนยันเช่นนี้เจ้าตัวเล็กจึงได้ยอมแนบหน้าอกของตนลงกับแผ่นหลังของมารดา
ทางด้านหนึ่งเด็กกับระบบ
‘เจ้านายใจเย็น’
‘เหอะ! เย็นได้เหรอ ฉันตัวแค่นี้ต้องรอเมื่อไหร่กันถึงจะหาเงินได้’ หรูฟู่ซิงอยากจะร้องไห้
(ไหนล่ะมิติ ในล่ะของในระบบที่สามารถซื้อหาได้ ทำไมการย้อนยุคของฉันต้องซวยขนาดนี้ด้วย) เจ้าตัวคิดด้วยความคับแค้น
จึงทำให้ร่างกายของเธอหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบงัน ‘เจ้านาย สินค้าที่ทางศูนย์ใหญ่ของผมต้องการนั้นคนในยุคนี้กลับมองว่าไร้ค่านะครับ’ คำพูดของระบบได้เข้าหูของเด็กน้อยทันที
‘หมายความว่าของที่เกี่ยวข้องกับสี่เก่าใช่ไหม’ หรูฟู่ซิง ถามขึ้นอย่างมีความหวัง
เพราะเท่าที่เธอรู้มาในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมนั้นมีการเผาทำลายสิ่งของรวมถึงตำราที่สื่อถึงการเกี่ยวข้องกับสี่เก่า[1]เป็นจำนวนมากมายอีกทั้งมีจำนวนไม่น้อยที่ถูกทิ้งราวขยะ
‘เจ้านายเข้าใจได้ถูกต้องแล้วครับ ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะชำรุดมากแค่ไหนก็ตามก็สามารถขายได้ทั้งหมดหรือว่าจะแลกเปลี่ยนเป็นของกิน ของใช้ก็ได้อีกเหมือนกัน’ ข้อเสนอของระบบฟังดูเย้ายวนใจไม่น้อย
‘เฮ้อ! ถึงจะเป็นอย่างที่เธอว่ามาก็เถอะแต่ตอนนี้ฉันเป็นเด็กทารกนะ ฉันจะไปเอาของเหล่านั้นมาได้จากไหนกัน’ หรูฟู่ซิง กล่าวเสียงเศร้า
‘เจ้านายทำไม่ได้ แต่ว่าครอบครัวของเจ้านายทำได้นี่ครับ’
‘ครอบครัว ระบบเธอลืมไปหรือเปล่าว่าตอนนี้ฉันเป็นเพียงเด็กถูกทอดทิ้งนะ จะไปมีครอบครัวได้ยังไง’ เมื่อถูกระบบจี้ใจดำหรูฟู่ซิงก็ได้แผดเสียงร้องไห้ของตนดังลั่นไปทั้งป่าไผ่แห่งนี้
สามคนพ่อแม่ลูกเพิ่งจะเดินมาถึง พวกเขาก็มองไปยังห่อผ้าสีขาวหม่นที่อยู่ภายใต้กอไผ่พร้อมกัน
“ตรงนั้นฮับ” นิ้วเล็ก ๆ ของบุตรชายชี้ไปยังสิ่งที่เห็นทันที
หรูจื่อเดินโดยใช้ไม้ค้ำไปทางห่อผ้านั้นด้วยความร้อนใจ (หวังว่าเด็กยังคงปลอดภัย) เจ้าตัวภาวนาเช่นเดียวกับภรรยาสาวที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยก็ตาม
ใบหน้าอันหล่อเหลาของหรูจื่อชะโงกมองเด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวในห่อผ้าด้วยความอยากรู้ก่อนที่จ้าวเหยาผู้วางบุตรชายยืนบนพื้นจะเข้ามาดูเด็กน้อยด้วย
“พ่อ แม่ น้องน่ารักมากเลย” เสียงเล็ก ๆ ของบุตรชายได้เอ่ยทำลายความเงียบออกมา
หรูฟู่ซิงรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นท่าทางของคนทั้งสามดังนั้นหล่อนจึงได้เผยรอยยิ้มออกมาทั้งปากและตาซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเธอได้ทำให้หัวใจของทั้งสามรู้สึกละลาย
“น่ารักเหลือเกิน” คนทั้งสามต่างพูดออกมาเหมือนกัน
“แอ๊!” เสียงท้องของเด็กทารกดังขึ้นจึงทำให้หรูฟู่ซิงอับอายหล่อนจึงได้เผลอร้องออกมา
“ภรรยาผมว่าคุณอุ้มเขาขึ้นมาเถอะ ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นหญิงหรือชายแต่หากให้ผมเดาคิดว่าเด็กคงเป็นหญิงไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกทิ้งเข้ามาลึกถึงเพียงนี้”
จ้าวเหยาไม่รอช้าเธอรีบเปิดห่อผ้าของเด็กน้อยออกทันที และการกระทำเช่นนี้ของเธอจึงได้ทำให้หรูฟู่ซิงตกใจเจ้าตัวจึงส่งเสียงร้องออกมาอีก
“โอ๋ ๆ ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นแม่ให้หนูเอง” หญิงสาวอุ้มเด็กหญิงขึ้นแนบอกแห่กล่อมเธอดั่งเช่นที่เคยกล่อมบุตรชาย
“พ่อฮับ ต่อไปผมจะมีน้องแล้วใช่ไหม” ดวงตาใสบริสุทธิ์ของบุตรชายยังคงไม่ละไปจากใบหน้ากลมเกลี้ยงของเด็กหญิงที่อยู่ในอ้อมแขนแม่ของตน
“ใช่ครับ ต่อไปนี้เสี่ยวเฉินจะได้เป็นพี่ชายแล้ว ภรรยาครับเด็กเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” มือใหญ่ของคนเป็นพ่อลูบหัวเล็ก ๆ ของเขาพลางถามภรรยา
“คุณเดาถูกค่ะ เด็กคนนี้เป็นหญิง” น้ำเสียงของจ้าวเหยาค่อนข้างเศร้า ชะตากรรมของผู้หญิงในยุคนี้หาใช่จะอยู่สุขสบาย
“เป็นผู้หญิงก็ดีนี่ครับ ไม่ใช่ว่าคุณกับผมอยากได้ลูกสาวมาให้เสี่ยวเฉินตลอดหรอกเหรอในเมื่อฟ้าประทานเด็กคนนี้มาให้แล้วพวกเราก็เลี้ยงเขาเถอะ”
“พ่อ แม่ผมมีน้องสาวแล้วใช่ไหมฮับดีจังเลย น้องสาวพี่จะรักและดีกับเธอให้มาก ๆ เลยนะ” คำพูดอันไร้เดียงสาของเด็กน้อยนำพาความตื้นตันมาให้หรูฟู่ซิงเป็นอย่างมากเธอจึงส่งเสียงอ้อแอ้เป็นการตอบรับ
“คุณคะ ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนี้ฉลาดมาก คุณดูสิมีเด็กทารกปกติที่ไหนหิวแล้วไม่ร้องไห้งอแงบ้าง ทว่าเด็กคนนี้ท้องร้องเสียงดังขนาดนี้หล่อนยังส่งเสียงทักทายพวกเราและยิ้มให้อีก”
“ผมเห็นด้วยกับคุณนะ ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่ของหล่อนช่างใจร้ายทิ้งลูกน่ารัก ๆ ได้ลงคอ” หรูจื่อพูดไปพลางเอานิ้วของตนเขี่ยแก้มกลมอวบอิ่มของเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของภรรยา
มือน้อย ๆ ของหรูฟู่ซิงได้เอื้อมมาจับนิ้วหยาบของเขาก่อนจะส่งยิ้มออกมาอีก “เด็กดี ต่อจากนี้ฉันจะเป็นพ่อให้หนูนะ”
“น้องสาว เรียกว่าพี่ชายนะ” คำพูดของเสี่ยวเฉินได้เรียกเสียงหัวเราะจากพ่อแม่
“น้องยังเล็กลูก น้องยังพูดไม่ได้” จ้าวเหยากล่าวให้บุตรชายฟังแต่หารู้หรือไม่ว่าเด็กทั้งสองกลับสื่อสารกันได้อย่างประหลาด
‘พี่ชาย ต่อไปนี้ห้ามบอกใครนะว่าพี่ฟังฉันรู้เรื่องจนกว่าฉันจะอนุญาตตกลงไหม’
“อืม” เสี่ยวเฉินขานรับในลำคอ
“สามี แล้วคุณจะให้เธอชื่อว่าอะไรคะ”
“เรื่องนี้เอาไว้กลับถึงบ้านค่อยคิดดีไหมครับ ผมว่ารีบพาเธอออกจากป่าเถอะจากนั้นก็ต้องไปซื้อนมเอามาให้หล่อนกิน”
‘เจ้านายผมยินดีด้วยคุณได้ครอบครัวแล้ว’ เสียงเล็ก ๆ ของระบบเต็มไปด้วยความสดใส
‘อืม แต่ฉันอยากช่วยครอบครัวจังเลย จะทำยังไงดี’ เจ้าตัวเล็กทำปากขมุบขมิบมือน้อยบีบเข้าหากัน
‘เจ้านาย! เจ้านาย! เรื่องดี ๆ กำลังมาหาคุณแล้วผมเห็นสมุนไพรล้ำค่า ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีสิ่งนี้ฮ่า ฮ่า’
‘รีบพูด’ หรูฟู่ซิงเร่ง
[1]ในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ของจีน ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี 1966-1976 ภายใต้การนำของประธานเหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) หนึ่งในแคมเปญสำคัญคือการทำลายสิ่งที่เรียกว่า "สี่เก่า" (Four Olds) หรือ "ซื่อจิ่ว" (四旧) ซึ่งประกอบไปด้วย:
ความคิดเก่า (Old Ideas): แนวคิดและปรัชญาเก่าที่สะท้อนถึงระบบสังคมก่อนการปฏิวัติ เช่น ค่านิยมทางศาสนา คำสอนขงจื๊อ หรือความเชื่อดั้งเดิมวัฒนธรรมเก่า (Old Culture): วัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมใหม่ เช่น ศิลปะ วรรณกรรม และการแสดงที่สะท้อนวัฒนธรรมเก่าประเพณีเก่า (Old Customs): ประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับลัทธิคอมมิวนิสต์ เช่น พิธีการทางศาสนา งานเทศกาล หรือการแต่งกายตามแบบเก่านิสัยเก่า (Old Habits): พฤติกรรมและวิถีชีวิตที่ถูกมองว่าขัดขวางการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย การดำเนินชีวิตตามแบบชนชั้นสูง หรือวิธีการค้าขายแบบเก่า
การรณรงค์ทำลาย "สี่เก่า" นี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการปฏิวัติทางวัฒนธรรมและสังคม โดยมีการกระตุ้นให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน "เรดการ์ด" (Red Guards) ทำลายวัตถุโบราณ เผาตำรา และโจมตีบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสี่เก่า เช่น ครู นักวิชาการ นักเขียน และนักศิลปะที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเก่า
ผลกระทบของการรณรงค์นี้ทำให้มรดกทางวัฒนธรรมจำนวนมากถูกทำลายไป และเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางสังคมในประวัติศาสตร์ของจีน
####มาอีกตอนกลับการคัดสรรครอบครัวให้น้องจากระบบของเรา ขอความเมตตาโปรดติดตามและให้กำลังใจกันด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ
พี่ชาย! คุณขายฉัน?
‘พี่ชาย! คุณฟังฉันนะ ให้คุณชวนพ่อแม่ไปยังหลังต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นจากนั้นจะมีขอนไม้ผุ ๆ อยู่จำนวนมากด้านหลังของพวกมันมีเห็ดและสมุนไพรล้ำค่าอยู่’
แม้ว่าเสี่ยวเฉินจะมีอายุยังน้อยทว่าเขากลับรู้ความมากกว่าเด็กวัยเดียวกันและหลังจากได้ยินจากน้องสาวว่ามีของล้ำค่าดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
‘น้องสาวของล้ำค่านี่แลกนมให้น้องและข้าวสารได้ไหม’
‘ได้สิ พี่ชายอีกทั้งยังจะแลกเงินได้ด้วยนะ’
ดวงตาของพี่ชายหมาดสว่างวาบ อีกทั้งไม่ต้องรอให้น้องน้อยพูดซ้ำสอง มือของเจ้าตัวที่กำลังจับมือใหญ่ของคนเป็นพ่อก็พยายามดึงพ่อของตนให้มาทางที่น้องสาวบอก
“เสี่ยวเฉิน ลูกจะพาพ่อไปไหน”
“น้องสาว บอกว่ามีสมุนไพรล้ำค่าอยู่ตรงนั้นฮับ” น้ำเสียงไม่ชัดเจนดังขึ้นทีละประโยค
“ลูกรัก น้องสาวของหนูยังพูดไม่ได้นะครับ” การสนทนาของพ่อกับลูกชายได้หยุดฝีเท้าของจ้าวเหยาให้เหลียวหลังกลับไปทางพวกเขาสลับกับใบหน้าเล็กจ้อยในห่อผ้า
(หมดกัน ๆ พี่ชายคุณขายฉันเสียแล้ว!) เจ้าตัวเล็กส่งเสียงอ้อ แอ้ตามประสาพร้อมกันนั้นดวงตากลมก็จ้องตอบแม่หมาด ๆ ของตนด้วย
“เด็กดี ลูกน่ารักเหลือเกิน” หัวใจของจ้าวเหยาอ่อนยวบ
“พ่อ ไป” เสี่ยวเฉินยังคงตื้อ เขาจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดไม่อย่างนั้นน้องก็จะไม่มีนมกิน
“ก็ได้ ๆ แต่ลูกแน่ใจนะว่าเป็นน้องสาวบอกมา” หรูจื่อ พูดหยอกเย้าอย่างไม่คิดจริงจัง
“ฮับ พ่อไป” เจ้าตัวน้อยพยักหน้า พลางดึงมือของบิดาด้วยกลัวว่าเขาจะไม่เชื่อ
“พ่อไปดูเองตรงนั้นมันรก หนูรอพ่ออยู่ตรงนี้กับแม่นะ” มือใหญ่ของหรูจื่อวางลงบนศีรษะของเขาก่อนจะใช้ไม้เท้าพาตัวเองเดินขโยกเขยกไปทางต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า
สายตาคมของชายหนุ่มกวาดดูโดยทั่วอย่างระมัดระวัง ก็ยังไม่เห็นสิ่งใด และในขณะที่เจ้าตัวกำลังจะหันกายกลับ น้ำเสียงเล็ก ๆ ของบุตรชายก็ดังขึ้นเสียก่อน
“พ่อ หลังขอนไม้ตรงนั้นฮับ” เขาพูดตามที่ได้ยินมาจากคนเป็นน้อง
(เอาเถอะลองเสี่ยงดูก็แล้วกัน) หรูจื่อคิดก่อนจะใช้ไม้ค้ำยันตีลงพื้นเพื่อหวังไล่สัตว์มีพิษก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามเดินไปทางหลังขอนไม้ผุ ๆ จำนวนมากและสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้ดวงตาต้องเบิกกว้าง
“ภรรยา! มาดูตรงนี้สิครับ” น้ำเสียงอันแตกตื่นของสามีได้ทำให้จ้าวเหยาไม่อาจรั้งรอดังนั้นหล่อนจึงได้กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางเขาด้วยความตกใจ
“สามี! เกิดอะไรขึ้น คุณเป็น..” น้ำเสียงของหญิงสาวขาดหาย
“สามี พวกเราไม่ได้ฝันใช่ไหมคะ นะ..นั่นคือเห็ดแดงไม่ใช่เหรอและยังมีเห็ดหูหนูจำนวนไม่น้อยอีกด้วย” จ้าวเหยานิ่งค้างมองภาพดอกเห็นสีแดงที่กำลังสะท้อนกับแสงแดดด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ
“ภรรยา พวกเราไม่ได้ฝันไปหรอกครับ เรามีเงินพอซื้อนมให้เจ้าตัวเล็กแล้วอีกทั้งยังเหลือพอซื้อผ้ารวมถึงข้าวสารธัญพืชที่ร้านค้าของรัฐด้วย” มือหนาหยาบกระด้างของหรูจื่อโอบไหล่บางของจ้าวเหยากล่าวเสียงสั่น
“แต่สามีคะ คุณคิดว่าพวกเราจะนำเห็ดแดงไปขายที่ไหนถึงจะเลี่ยงสายตาของผู้คน” หลังผ่านพ้นความยินดีคนทั้งคู่ก็ต้องมาหนักอกกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข
“เรื่องนี้เอาไว้ให้ผมหาทางเอง เพียงแต่พวกเราไม่อาจขายได้คราวเดียวดังนั้นเห็นทีว่าคงจะค่อย ๆ มาเก็บและยังต้องคอยระวังคนอื่นเอาไว้ด้วยไม่อย่างนั้นหากมีคนมาพบเห็นพวกเราคงไม่อาจทำเงินจากมันได้อีก”
เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของแม่ฟังการสนทนาอย่างเข้าใจถึงสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างดี
‘เจ้านาย! ขายให้ผมรับรองว่าจะไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลังด้วย’ เสียงน้ำนมของระบบพูดขึ้น
‘ได้’
ในระหว่างที่หรูจื่อกำลังเก็บเห็ดหลินจือแดงอย่างระมัดระวังอยู่นั้น บุตรชายตัวน้อยก็ส่งเสียงในสิ่งที่ต้องทำให้พ่อกับแม่แสดงความประหลาดใจ
‘พ่อ ผมขอ’ เมื่อลูกชายอยากได้แม้ว่าของสิ่งนี้จะล้ำค่าสักปานใดก็ไม่มีความหมายเท่าคนเป็นลูก
อีกอย่างหรูจื่อคิดว่าการที่เขาพบของล้ำค่าก็เป็นเพราะผลงานของบุตรชาย ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ยื่นเห็ดแดงให้มือน้อยของลูกอย่างไม่เสียดาย
“เสี่ยวเฉิน เด็กดีหนูห้ามเอาเข้าปากนะ” จ้าวเหยา เอ่ยเตือนอย่างเอ็นดูยามเมื่อเห็นท่าทางของบุตรชายที่กำลังมองเห็ดในมืออย่างสนใจ
(น้องสาว บอกว่าให้ลองขอมาหนึ่งดอก จากนั้นพ่อแม่จะรู้เองว่าจะต้องทำยังไง) เจ้าตัวเล็กครุ่นคิดพลางมองความว่างเปล่าในมืออย่างตื่นตระหนก “แม่! หาย”
ใบหน้าของคนตัวเล็กซีดขาวดวงตาของเจ้าตัวรื้นขึ้นหยาดน้ำกำลังคลอหน่วยเพราะคิดว่าได้ทำให้นมของน้องน้อยหายไปแล้ว
‘พี่ชาย! ไม่ต้องร้อง ฉันเอาเห็ดมาเอง’ เสียงของน้องสาวคล้ายน้ำทิพย์ปลอบประโลม
‘จริงเหรอ’
แอ้ แอ้ เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของแม่ส่งเสียงตอบพลางโบกไม้โบกมือ ฉับพลันความอัศจรรย์ก็บังเกิดเมื่อมีนมผงสามกระป๋อง ข้าวสารขาวอย่างดีถูกวางอยู่บนพื้นดิน ดวงตาของจ้าวเหยาเบิกกว้างก่อนที่หล่อนจะส่งเสียงเรียกหรูจื่อ
ผิดกลับเจ้าตัวน้อยหรูเฉินที่กำลังกระโดดโลดเต้นรอบสิ่งของเหล่านั้น “น้องสาว! น้องสาวเก่ง เก่ง”
หรูจื่อเมื่อได้เห็นสิ่งของที่จู่ ๆ ก็ปรากฏออกมาเจ้าตัวก็มีอาการไม่ต่างจากเมียรัก
‘พี่ชาย! พ่อกับแม่จะกลัวฉันไหม’ น้ำเสียงของหรูฟู่ซิงสั่นเครือ
‘เจ้านาย! อย่ากลัว พวกเขาเป็นคนดี’
‘เป๋าเอ๋อร์ เขาจะไม่คิดว่าฉันเป็นปีศาจหรอกใช่ไหม ฮือ ๆ ฉันไม่อยากถูกเผาทั้งเป็นนะ’ เสียงร้องไห้ของคนในอ้อมแขนได้เรียกสติของจ้าวเหยากับหรูจื่อ
“ภรรยา หรือว่าลูกจะหิว” หรูจื่อสันนิษฐานก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามกล่อมคนตัวเล็กอีกแรง
“พ่อ น้องกลัว”
สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วก็สามารถเข้าใจได้ในทันที “ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะปกป้องลูกเองแต่ว่าการที่ลูกเสกของได้นี่จะต้องเก็บเป็นความลับเข้าใจไหมครับ” หรูจื่อคิดว่าเจ้าตัวเล็กย่อมเข้าใจที่ตนพูด
และดูเหมือนว่าความคิดของเขาจะคิดถูกเพราะหรูฟู่ซิงได้หยุดเสียงของตนลงคงเหลือเพียงเสียงสะอื้นเล็กน้อยกับดวงตาวาวฉ่ำน้ำ
เมื่อหรูฟู่ซิงหยุดร้องไห้ จ้าวเหยาก็รีบวางห่อผ้าของเด็กน้อยลงข้างบุตรชายของตน
“เสี่ยวเฉินเรื่องของน้องสาว ลูกห้ามบอกใครนะไม่อย่างนั้นน้องจะเป็นอันตราย” คำพูดยาก ๆ เช่นนี้หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าลูกจะฟังเข้าใจหรือไม่ดังนั้นหล่อนจึงได้เปลี่ยนคำพูดใหม่
“ลูกห้ามบอกใครเรื่องน้องสาว ไม่อย่างนั้นจะมีคนมาจับน้องไปเข้าใจไหม” คราวนี้ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กจะเข้าใจดังนั้นเขาจึงพยักหน้าอีกทั้งยังเอามือโอบห่อผ้าของน้องน้อยเอาไว้ราวปกป้องอีกด้วย
จ้าวเหยาได้นำสิ่งของทั้งหมดใส่ลงในตะกร้า ส่วนหรูจื่อก็จัดการเก็บเห็ดทั้งหมดเช่นกันเพราะเขาเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องเกี่ยวข้องกับเห็ดแดงอย่างแน่นอน
โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าเห็ดที่เขาเก็บมาที่นอนนิ่งอยู่ในกระบุงสานด้านหลังได้ถูกเป๋าเอ๋อร์กวาดเข้ามิติไปแล้วทั้งหมด
‘เป๋าเอ๋อร์ เก็บเอาไว้ก่อนยาเพิ่งขายนะ ฉันอยากแลกเป็นยาให้ย่าแต่ขอดูนิสัยใจคอของเธอก่อน’
‘ได้เลย เจ้านาย’ เสียงน้ำนมของระบบตอบรับอย่างเชื่อฟัง หากหรูฟู่ซิงฟังให้ดีจะรู้ได้ว่าน้ำเสียงของเป๋าเอ๋อร์นั้นเต็มไปด้วยความสดใสระคนยินดี
#### ไม่บอก เท่ากับบอก 55 โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ได้โปรดเอ็นดูเด็ก ๆ กันด้วยนะคะ