นักบรรพชีวินวิทยา พบ ‘รอยเท้าไดโนเสาร์’ 200 รอย ที่อยู่มาตั้งแต่ 166 ล้านปีก่อน
แน่นอนว่าไม่มีมนุษย์คนไหนเคยได้เจอ ‘ไดโนเสาร์’ ตัวจริง และรู้จักพวกมันเพียงในฐานะสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่อยู่บนโลกนี้มาก่อนเรา แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น ทำให้การศึกษาทำความเข้าใจเรื่องของพวกมันลึกซึ้งขึ้น จนเราอาจจะมีโอกาสได้รู้จักกับพวกไดโนเสาร์มากขึ้นแล้ว
ล่าสุดที่ Dewars Farm Quarry ในอ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ นักบรรพชีวินวิทยาได้ศึกษารอยเท้าไดโนเสาร์มากกว่า 200 รอย โดยรอยเท้าที่ยาวที่สุด มันยาวมากกว่า 150 เมตร ด้วยจำนวนมากขนาดนี้ ทำให้นักบรรพชีวินวิทยาเรียกเส้นทางนี้ว่า ‘ทางหลวงไดโนเสาร์’ โดยรอยเหล่านี้ อยู่มาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคจูราสสิก หรือเมื่อประมาณ 166 ล้านปีก่อน
คาดว่ารอยเท้านี้ เป็นของพวกไดโนเสาร์ที่ผสมกันทั้งสัตว์กินพืชและสัตว์กินเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเซติโอซอรัสและเมกาโลซอรัส ซึ่งถ้าหากนึกภาพกันไม่ออก เจ้าเมกาโลซอรัสนั้น เป็นไดโนเสาร์ที่มีลักษณะเหมือน ‘ทีเร็กซ์’ ที่เราคุ้นเคยกัน
และถ้าถามว่าพวกมันเก่าแก่แค่ไหน เมกาโลซอรัส ยังเป็นไดโนเสาร์ตัวแรกที่ได้รับการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ โดยชื่อของมันมีมาก่อนที่โลกจะมีการนิยามคำว่าไดโนเสาร์เสียด้วยซ้ำ
“รอยเท้าเหล่านี้เปิดโลกทัศน์อันน่าทึ่งให้เราเห็นภาพชีวิตของไดโนเสาร์ เผยให้เห็นรายละเอียดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อมในเขตร้อนที่ไดโนเสาร์อาศัยอยู่” ศาสตราจารย์เคิร์สตี้ เอ็ดการ์ (Kirsty Edgar) จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมกล่าวในแถลงการณ์
ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สามารถวิเคราะห์เส้นทางที่เต็มไปด้วยรอยเท้านี้ได้อย่างลึกซึ้ง คือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยบันทึกรอยเท้า และรวบรวมรายละเอียดได้มากกว่าที่เคยทำได้มาก่อน โดยทีมงานได้ถ่ายรูปรอยเท้าไดโนเสาร์กว่า 20,000 ภาพระหว่างการขุดค้น ทำให้สามารถทำแผนที่รอยเท้าไดโนเสาร์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมที่เป็นไปได้
วิธีการนี้ เป็นวิธีการบันทึกและรักษาข้อมูลที่มีความละเอียดและแม่นยำมาก จนถึงขั้นที่สามารถเปิดเผยลักษณะเฉพาะของโคลนที่เปลี่ยนรูปบริเวณเท้าไดโนเสาร์ เมื่อไดโนเสาร์กดลงบนพื้นดินที่เปียกได้เลย
หลังจากนั้น นักบรรพชีวินวิทยาจะใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รวบรวมมาเพื่อศึกษาและทำความเข้าใจต่อไปให้ดียิ่งขึ้นว่าสิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร และเพื่อให้เข้าใจว่าชีวิตในยุคจูราสสิกในอังกฤษเป็นอย่างไรกัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นน่าตื่นเต้นว่ามนุษยชาติอาจได้มีโอกาสทำความรู้จักสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้ได้มากกว่าที่เคย
อ้างอิงจาก