รู้จัก Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 แนะเตรียมพร้อมสู่กิจกรรมสีเขียว
Krungthai COMPASS วิเคราะห์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 โดยฉายภาพถึงการจัดกลุ่มกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจ ขอบเขต และเกณฑ์ชี้วัดของกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งนำเสนอการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการไทย ภาครัฐ และภาคการเงิน
ทำความรู้จักกับ Thailand Taxonomy และความคืบหน้าของ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2
Taxonomy คือ มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคต่างๆ สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็น 3 ระดับตามระบบไฟสัญญาณจราจร (Traffic light system) ได้แก่
- สีเขียว (Green) หมายถึง กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใกล้เคียงหรือเท่ากับศูนย์ หรือมีเส้นทางที่ชัดเจนที่จะนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์
- สีเหลือง (Amber) หมายถึง กิจกรรมที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition) หรือกิจกรรมที่ยังไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ แต่สามารถปรับปรุงได้ด้วยการกำหนดแนวทางในการลดคาร์บอน (Decarbonization pathway) และจะต้องผ่านเกณฑ์ชี้วัดในช่วงกรอบเวลาที่ชัดเจน อีกทั้งมีการกำหนดจุดสิ้นสุดของกิจกรรมที่ต้องปรับตัว (Sunset date) โดยหลังจากปี 2040 กิจกรรมสีเหลืองทั้งหมดจะถูกประเมินตามเงื่อนไขและตัวชี้วัดสำหรับสีเขียวเท่านั้น ยกเว้นภาคการจัดการของเสียที่มีจุดสิ้นสุดของกิจกรรมที่ต้องปรับตัวในปี 2029 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2021-2030
- สีแดง (Red) หมายถึง กิจกรรมที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ซึ่งหลังจากวันสิ้นสุดการเปลี่ยนผ่านในปี 2040 หรือ ปี 2029 เฉพาะในภาคการจัดการของเสีย กิจกรรมดังกล่าวจะต้องยุติลง (Phased out) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
ปัจจุบัน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 อยู่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2024 ถึง 10 มกราคม 2025 และคาดว่าจะเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์ในปี 2025 โดยครอบคลุมเพิ่มเติมอีก 4 ภาคเศรษฐกิจ ได้แก่ 1) ภาคการเกษตร 2) ภาคอุตสาหกรรมการผลิต 3) ภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ และ 4) ภาคการจัดการของเสีย
โดยเมื่อรวมกับภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในขอบเขตของ Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 อย่างภาคพลังงานและภาคขนส่งแล้ว จะครอบคลุมกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยมากถึง 355 MtCO2eq หรือคิดเป็น 95% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของไทยต่อปี
ทั้งนี้ กิจกรรมที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดยกิจกรรมในภาคเกษตรมีมูลค่า GDP ครอบคลุมกว่า 91% ของมูลค่า GDP ทั้งหมดในภาคเกษตร รองลงมาคือกิจกรรมในภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งครอบคลุม 39% และ 23% ตามลำดับ
Krungthai COMPASS แนะนำภาคส่วนต่างๆ เตรียมพร้อมสู่กิจกรรมสีเขียวตามแนวทางของ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ดังนี้
1.ผู้ประกอบการ
แนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มจัดทำข้อมูลการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองเป็นลำดับแรก เพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ระดับใดและต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านของกิจกรรมสีเขียวตาม Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถศึกษาแนวทางได้จากเอกสารแนวทางการติดตามผลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขา ที่จัดทำโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) หรือสามารถติดต่อ อบก. เพื่อขอคำปรึกษาโดยตรง
2.ภาครัฐ
ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่กิจกรรมสีเขียวด้วยมาตรการที่ช่วยลดอุปสรรคและสร้างแรงจูงใจในการปรับตัว โดยอาจพิจารณามาตรการสนับสนุนให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทและขนาดธุรกิจ ซึ่งเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายที่แตกต่างกัน เช่น ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหญ่ในเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวที่มีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และให้การสนับสนุนกลุ่มเปราะบางอย่าง SME ในทุกมิติตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้
สนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยี โดยหน่วยงานค้ำประกันสินเชื่อของภาครัฐ อย่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับโครงการสีเขียว เช่น สร้างผลิตภัณฑ์ค้ำประกันเฉพาะสำหรับโครงการสีเขียว เพื่อเป็นการจูงใจผู้ประกอบการและช่วยลดความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงิน เป็นต้น
3.ภาคการเงิน
ภาคการเงินสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่กิจกรรมสีเขียว ผ่านการเป็นที่ปรึกษาในการลงทุนและนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ เช่น สินเชื่อเพื่อการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเครื่องจักรประหยัดพลังงานสำหรับภาคการผลิต หรือสินเชื่อสำหรับโครงการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสำหรับอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ สถาบันการเงินสามารถเสนอทางเลือกในการระดมทุนผ่านตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) หรือตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) เพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เป็นต้น
นอกจากนี้ สำหรับภาคเกษตรที่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดสีเขียวที่ชัดเจน สถาบันการเงินอาจพิจารณากำหนดเกณฑ์การชี้วัดกิจกรรมสีเขียวของตนเอง สำหรับการนำไปใช้ในการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ และช่วยให้สามารถประเมินและตรวจสอบว่าธุรกิจขอสินเชื่อนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งจะลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อพอร์ตสินเชื่อ