โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ผลวิจัยมะกันเผย รกมีกลไกปกป้องทารกในครรภ์จากโควิด-19

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ก.พ. 2565 เวลา 09.36 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 09.36 น.
แฟ้มภาพ เอพี

ผลวิจัยมะกันเผย รกมีกลไกปกป้องทารกในครรภ์จากโควิด-19

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผลการวิจัยขนาดเล็กที่ยังไม่ได้ถูกตรวจสอบจากเพื่อนร่วมอาชีพระบุว่า รกในครรภ์อาจมีกลไกที่ปกป้องตัวเองและทารกในครรภ์จากการติดเชื้อโควิด-19

นักวิจัยได้ทำการศึกษาผู้หญิงทั้งหมด 24 คน ที่ให้กำเนิดทารกระหว่างเดือนกรกฎาคม 2020 – เมษายน 2021 โดย 8 คนมีอาการป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ อีก 8 คน ป่วยโควิด-19 ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ และอีก 8 คนไม่ติดเชื้อในช่วงตั้งครรภ์

เมื่อมีการติดเชื้อโควิด-19 ขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เซลล์รกดูเหมือนจะลอกโปรตีนบนผิวที่เรียกว่า ACE2 ซึ่งไวรัสใช้เพื่อเจาะเข้าเซลล์และทำให้ติดเชื้อ ส่งผลให้เชื้อโรคมีช่องทางเข้ามาน้อยลง นอกจากนี้ผู้หญิงที่ติดเชื้อโควิดในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์มีเอนไซม์ ADAM17 ในระดับสูง ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วย ACE2 ลอกออกจากผิวเซลล์ อ้างอิงข้อมูลจากนักวิจัยที่เผยแพร่รายงานในวารสารพยาธิวิทยาอเมริกัน

นางเอลิซาเบ็ธ แท็คลาเออร์ จากศูนย์การแพทย์บอสตันกล่าวว่า “รกอาจตรวจจับการติดเชื้อโควิด-19 ของหญิงตั้งครรภ์ได้ และอาจใช้กลไกนี้เพื่อช่วยขับสาร ACE2 เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโควิด-19 เข้ารกและส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ จากการศึกษาในเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าเซลล์รกติดเชื้อเพียง 7-20% ของการตั้งครรภ์ที่มารดาติดเชื้อโควิด เมื่อไวรัสเข้าไปในรกได้ มันยากมากที่จะไปถึงทารกในครรภ์” นอกจากนี้ในอนาคตทีมวิจัยของเธอวางแผนที่จะศึกษาการป้องกันของทางผ่าน ซึ่งอาจจะช่วยนำไวรัสออกจากเซลล์รกและให้ออกห่างจากหลอดเลือดของทารกในครรภ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...